ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ จีน-เมริกา

Jatuporn Jirundorn
Nov 6 · 2 min read
หนังสือจีน-เมริกา

ผมได้อ่านหนังสือ จีน-เมริกา ของอาจารย์ อาร์ม ตั้งนิรันดร ผมเลยอยากที่จะเขียนข้อคิดที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ (ในมุมมองของผมเท่านั้น) โดยหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับสงครามการค้าที่อ่านได้เข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานอะไรมาก

1. เราควรคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงของอนาคตโดยพิจารณาจาก

1.1.การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ดูง่าย ๆ คือ ในไทยตอนนี้จำนวนผู้สูงอายุมีจำนวนค่อนข้างมาก ส่วนเด็กแรกเกิดค่อนข้างจะน้อยถ้าเทียบกับเมื่อก่อน

1.2. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คือ เราใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ๆ มากกว่าการใช้โทรศัพท์ในการพูดคุย

1.3. การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก คือ การที่ประเทศต่าง ๆ ได้มีการเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถที่จะเดินทาง หรือ ขนส่งสินค้าได้รวดเร็วมากขึ้น เช่น รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

2. ผู้เขียนได้เสนอทฤษฎีของสงครามการค้าระหว่าง จีน และ อเมริกา นั้นคือ ทฤษฎีหมูสามชั้น ประกอบด้วย

2.1. เรื่องการค้า ที่อเมริกาได้เสียเปรียบดุลการค้ากับจีน

2.2. เรื่องเทคโนโลยี ตอนนี้จีนค่อนข้างที่จะมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าอเมริกา ซึ่งตอนนี้ที่เป็นประเด็นคือตัว 5G นั้นเอง

2.3. เรื่องความมั่นคง ในส่วนของความมั่นคงนั้นเป็นผลมาจากเรื่องเทคโนโลยี เพราะ ทางอเมริกากำลังกังวลว่าถ้าจีนเอาตัวเครือข่าย 5G แล้วเอาเทคโนโลยีตัวนี้ไปให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ทำให้ทางอเมริกากังวลว่าทางการจีนอาจจะใส่ตัว back door ไปกับเครือข่าย 5G แล้วเอามาสอดแนมได้ด้วย

3. ได้มีการใช้ทฤษฎีเกมส์ที่มีชื่อเรียกว่า “เกมส์คนขลาด (game of chicken)” เป็นเหมือนกับการที่เราวัดใจกับคู่แข่งกันเป็นไรว่าเรากับเค้าใครจะใจถึงกว่ากัน ซึ่งในการเล่นเกมส์นี้เรามีทางเลือก 2 ทาง คือ ชนกับคู่แข่งเลย กับเลือกที่จะหลีกคู่แข่งดีกว่า ซึ่งในการเล่นเกมส์นี้ใครที่หลีกก่อนคน ๆ นั้นจะแพ้ และจะถูกเรียกว่าคนขี้ขลาด (ซึ่งถ้าจะเลือกเล่นเกมส์นี้ต้องมั่นใจหน่อยนะครับว่าคู่แข่งเราจะหลบ หรือไม่แลกมัดกับเรา)

4. ได้มีการใช้ทฤษฎีเกมส์ที่มีชื่อเรียกว่า “มัดแขนขาตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ถูกผูกมัดในเกมส์” เกมส์ตัวนี้ง่าย ๆ เลยครับ คือ พุ่งชนเลยครับไม่ต้องพูดกันมาก ผลที่อาจจะเกิดขึ้นอาจจะเจ็บทั้งคู่, เราเจ็บ คู่แข่งเจ็บ, เราไม่เจ็บ แต่คู่แข่งเจ็บ

5. ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของทางด้านจีน คือ R&D และกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพทำให้ได้สินค้าและบริการที่ดีเยี่ยม รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

6. มีการจัดการตัว supply chain & logistic ที่ดีด้วย

7. ทางจีนได้ใช้กลยุทธ์ 4 R ในการรับมือสงครามการค้ากับเมกา

7.1.Resist เป็นเหมือน การดื้อตาใส ครับ เช่น เมื่อเวลามีการเจรจาพูดคุยเรื่องการต่อรองทางการค้าก็รับฟังแต่ก็ไม่ได้ทำแบบร้อย เหมือนกับเป็นการยื้อเวลาไปก่อนเพื่อที่จะไม่ให้เราเสียเปรียบ

7.2. Retaliate คือ ตีให้ตรงเป้า เอาให้พอเหมาะ ในมุมมองผมเหมือนกับถ้ามีคนว่าเหน็บแนมเราก็เหน็บแนมกลับไปบ้าง แต่เอาให้พอเจ็บ ๆ ปวด ๆ หน่อยไม่ถึงกับชี้หน้าด่าเค้า

7.3. Reform คือ ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น (ในที่นี้น่าจะเป็นกระบวนการผลิต, เทคโนโลยี, การจัดการ)

7.4. Reorganization คือ การจัดการตัวของ supply chain ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

8. ทางจีนได้มีการใช้หลัก สี่เลี่ยงสามเลียน (Four Avoids and Three Imitates)

8.1. หลีกเลี่ยงการล่มสลายแบบโซเวียต โดยที่ต้องมีการเก็บข้อมูลของคนในประเทศอย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร และคนในประเทศต้องการอะไร แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการไปเรื่อย ๆ

8.2. หลีกเลี่ยงประชาธิปไตยหยุ่งเหยิงแบบอินเดีย คือ นโยบายบางอย่างเราจำเป็นที่ต้องชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำได้ เช่น การจัดการเรื่องการทุจริตที่ทางจีนค่อนข้างเอาจริงมาก ๆ

8.3. หลีกเลี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแบบญี่ปุ่น คือ ทางรัฐบาลได้มีการออกนโยบายทางด้านการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อไม่ให้จีนโตแบบก้าวกระโดดมากเกินไป

8.4. หลีกเลี่ยงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศอย่างรวดเร็ว เพราะ จะทำให้คนในองค์กรไม่สามารถปรับตัวได้อย่างทันที

8.5. เลียนแบบประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และทางการทหารแบบสหรัฐ โดยการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ และโมเดลทางด้านธุรกิจ

8.6. เลียนแบบรัฐสวัสดิการแบบยุโรป โดยการสนับสนุนด้านการศึกษา สวัสดิการต่าง ๆ สำหรับประชาชน

8.7. เลียนแบบเผด็จการแบบสิงคโปร คือ มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อให้คนประเทศมีระเบียบ และลดการทำผิด

9. บริษัทเทคโนโลยีของจีนให้ความสำคัญกับการอยู่รอดในตลาด และชนะคู่แข่ง ซึ่งเรียกว่า market-driven ซึ่งต่างจากอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของบริษัทมากกว่า เรียกว่า mission-driven

10. ได้มีการนำเอากลยุทธ์ของขงเบ้งมาประยุกต์ใช้งาน

10.1. หมดยุคที่มีผู้นำเดี่ยวแล้ว แต่จะเข้าสู่ยุคที่มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันละกัน นั้นหมายถึงว่า เมื่อก่อนอเมริกาจะเป็นพี่เบิ้มของโลก แต่ปัจจุบันจะมีขั้วอำนาจอยู่ประมาณ 3 ขั้ว คือ อเมริกา กลุ่มยุโรป และจีน

10.2. พยายามหาโอกาสที่คนอื่นยังมองไม่เห็น หรือ ยังไม่ทำ หรือ ไม่คิดว่ามันจะเป็น

10.3. พยายามหาพื้นที่ ๆ มีความพร้อมที่เราสามารถลงทุนได้ดี

10.4. การทำงานเราอาจจะต้องรอจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสม

    Written by

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade