อยาก Strong ในที่ทำงาน อย่าพูด 9 คำนี้!Adrian Granzella Larssen ผู้เขียนบทความ “9 Phrases That Make You Sound Les Experienced Than You Are” จากเว็บไซต์ The Muse ได้เล่าว่า เมื่อเธอเริ่มงานที่แรก เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในองค์กร ถึงเธอจะโตพอที่จะทำอะไรแบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกันได้แล้ว แต่เพื่อนร่วมงานอีก 300 กว่าชีวิตก็ยังโตกว่า และมีประสบการณ์มากกว่าเธออยู่ดี

เธอรู้สึกเหมือนตัวเองต่ำต้อยที่สุด และเธอก็อาจจะทำตัวแบบนั้นจริงๆ ซะด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ลายเซ็นในอีเมลของเธอก็ดันเป็นสีชมพูแปร๋นแถมยังใช้ฟ้อนต์ Lucida Caligraphy อีกด้วย

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว เธอก็คิดว่า จริงๆ แล้วเธอไม่ควรจะปล่อยให้เรื่องพวกนี้มันมีอิทธิพลต่อตัวเองมากขนาดนั้น และตอนนี้เธอรู้แล้วว่า มันไม่เกี่ยวหรอกว่าคุณจะมีประสบการณ์ หรือมีผมหงอกมากกว่าคนอื่นๆ เท่าไหร่ คุณถูกจ้างเข้ามาให้ทำงานนี้ และทำงานร่วมกับคนอื่นๆ รอบตัวคุณ ดังนั้น ถ้าคุณทำตัวให้อยู่ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกับคนอื่น พวกเขาก็จะปฏิบัติต่อคุณแบบนั้น ใช่ที่คุณไม่ควรจะเข้าไปแล้วทำตัวเหมือนกับว่าคุณดีหรือเก่งกว่าคนที่เหลือทั้งหมด แต่คุณก็ไม่ควรจะกลัวที่จะแสดงออกอย่างมั่นใจว่าคุณเป็นเพื่อนร่วมงานที่เท่าเทียม

และนี่ก็เป็นวลีที่ใช้กันบ่อยๆ ซึ่งคุณควรจะหลีกเลี่ยงเพราะว่ามันจะทำให้คุณดูด้อยประสบการณ์มากกว่าที่คุณเป็นจริงๆ ค่ะ รวมไปถึงวิธีว่าจะพูดยังไงห้ฟังดูดีขึ้นด้วยนะ

1. “ไม่รู้ครับ/ค่ะ”

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีคำตอบให้กับเรื่องทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องแม้แต่เราก็ยังไม่รู้เลยค่ะ แต่การจะไปบอกเพื่อนร่วมงานว่า “ไม่รู้ครับ/ค่ะ” และก็ทำสายตาว่างเปล่าใส่ก็ทำให้คุณดูไม่พร้อมที่จะทำงานนี้ก็ได้นะ

Sara McCord นักเขียนของ Muse ได้เสนอตัวเลือกอื่นๆ เช่น การพูดถึงสิ่งที่คุณรู้แทน (“ส่งรายงานขึ้นไปตั้งแต่วันศุกร์แล้วค่ะ”) หรือ ตอบอย่าง “นั่นก็เป็นคำถามที่ผมกำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกันครับ” หรือถ้าคุณรู้ว่าจะไปหาข้อมูลได้จากใครก็พูดประมาณว่า “งั้นลองไปถาม Devante เพื่อยืนยันก็แล้วกันค่ะ”

2. “ต้องรอถามนายก่อนครับ/ค่ะ”

ไม่ว่าตำแหน่งของคุณจะอยู่ในระดับไหน มันก็มีเรื่องที่คุณต้องไปขออนุญาตเจ้านายก่อนจะทำอะไรอยู่แล้วล่ะ (CEO ยังต้องรอบอร์ดบริหารอนุมัติในเรื่องสำคัญๆ เลย) แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องจบการสนทนาด้วยการบอกให้คนอื่นรู้ว่าคุณไม่ใช่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้นี่

ลองพูดว่า “มันฟังดูดีมากเลย ขอผมไปปรึกษาคนในทีมก่อนจะดำเนินการต่อไปนะครับ” คุณจะดูมีความคิดขึ้นมาทันที ไม่ใช่แค่พนักงานต๊อกต๋อย

3. “มันโอเคหรือยังครับ/คะ?”

เวลาที่ต้องเสนองานอะไรให้หัวหน้าเนี่ย เลี่ยงประโยคนี้ไปเลยนะคะ เพราะฟังแล้วมันดูเหมือนว่า คุณไม่รู้เลยว่าที่ทำอยู่เนี่ยมันดีหรือยัง ลองพูดว่า “ยังไงหัวหน้าก็บอกภายในวันศุกร์นะคะว่าจะให้ดำเนินการต่อเลยไหม” แทนดีกว่าค่ะ

4. “ผม/ฉันเป็น [ตำแหน่งงานระดับ Junior หรือทั่วไป] ครับ/ค่ะ”

เทคนิคก็คือ ถ้าคุณไม่ได้มีตำแหน่งงานที่ฟังดูดีหรือฟังดูยิ่งใหญ่ (และเราทุกคนต้องเคยมีบ้างล่ะ) คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องป่าวประกาศให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกับคุณได้ทราบ โดยเฉพาะเมื่อต้องติดต่อลูกค้าคนสำคัญหรือคนจากบริษัทคู่ค้าทางธุรกิจที่มีตำแหน่งสูงกว่า”

ครั้งหน้า เมื่อต้องส่งอีเมลไปติดต่อใคร แทนที่จะบอกว่า “ผมเป็น Junior Marketing จากบริษัท Monster Co” ก็ให้ใช้ประโยคว่า “ผมทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดที่บริษัท Monster Co และผมติดต่อเรื่อง…” คุณไม่จำเป็นต้องโกหก แต่พูดแบบนี้ก็ฟังดูมีประสบการณ์มากขึ้นล่ะน่ะ

5. คำกิริยาเวิ่นเว้อ

เอาคำกิริยาเวิ่นเว้อทั้งหลายออกไปให้หมด นอกจากจะทำให้อีเมลสั้นลงแล้ว คำพวกนี้ยังจะเป็นการใส่อารมณ์ลงไปในข้อความทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นการสื่อสารกันแบบตรงๆ ตามข้อเท็จจริงมากกว่า ลองดูสิคะว่าประโยคไหนฟัง

ดูดีกว่า “ฉันตื่นเต้นมากๆ เลยที่จะได้เริ่มทำงานนี้เลยจริงๆ นะ แต่อาทิตย์นี้ยุ่งมากๆ เลย ขอเลื่อนไปเป็นอาทิตย์ตอนที่งานทุกอย่างมันเบาลงแล้วก็ว่างๆ ได้ไหม?” หรือ “ฉันอยากจะเริ่มทำงานนี้ทันทีเหมือนกัน แต่ว่าอาทิตย์นี้มันยุ่งมาก ขอเลื่อนเป็นอาทิตย์หน้าได้ไหมคะ?” แบบไหนฟังดูมีวุฒิภาวะมากกว่ากันคะ?

6. “สวัสดีครับ บอล นะครับ”

ในการแนะนำตัวกับคนทั่วไป มันก็ปกติที่จะแนะนำตัวเองด้วยชื่อเล่นเพียงอย่างเดียว แต่ในการทำงาน การจะออกไปพบปะคนอื่น หากไปแนะนำตัวแบบนี้ก็จะดูไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย เหมือนคุณเป็นใครก็ไม่รู้ที่บังเอิญเดินหลงเข้ามาในห้องมากกว่าที่จะเป็นคนที่นัดพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจกัน ดังนั้น บอกชื่อจริง และสาเหตุที่คุณมาอยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ “สวัสดีครับ ธนายุต จากฝ่ายการตลาดนะครับ”

7. “ฉัน” อย่างงั้น “ผม” อย่างงี้

Aja Frost ผู้เขียนบทความ “The Quick Fix That Will Make Important People Consider You an Equal” ในเว็บไซต์ The Muse บอกว่า การใช้คำว่า “ผม” หรือ “ฉัน” ให้น้อยลงจะทำให้คนอื่นมองเราเป็นคนที่มีพลังและมีความมั่นใจมากขึ้นนะ ซึ่งนักจิตวิทยาจาก University of Texas ที่วิเคราะห์วิธีการพูดของผู้คนกับสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจลึกๆ ก็พบว่า คนที่มักจะใช้คำพูด “ผม” อย่างนั้น “ฉัน” อย่างนี้บ่อยๆ มักจะเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมไม่สูงนัก

ลองดูสองประโยคนี้นะคะ “ฉันจะดีใจมากถ้าคุณยอมที่จะมาประชุมกับฉันในเดือนหน้า ฉันสนใจในงานของคุณมาก และฉันก็อยากจะพบหน้าคุณจริงๆ” กับ “คุณจะว่างมาประชุมกันในเดือนหน้าไหมคะ? มันจะเยี่ยมมากเลยถ้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานของคุณเพิ่มเติมและได้พบหน้าคุณด้วย” ประโยคแรกมันฟังดูเด็กน้อยมากเลย และประโยคหลังก็ฟังดูเป็นมืออาชีพมากกว่าตั้งเยอะ

8. “ว่างตลอดแหละค่ะ เอาตามที่คุณสะดวกเลย”

ว่างตลอดจริงหรือเปล่าคะ? ถ้าคนที่คุณนัดพบเขาตอบอีเมลกลับมาว่าอยากจะนัดประชุมตอนตี 5 ครึ่ง เพราะเขาสะดวก คุณจะโอเคไหม? (และถึงคุณจะบอกว่าโอเค มันก็ดูเหมือนชีวิตคุณไม่ได้มีอะไรทำแบบมืออาชีพเลย)

ลองพูดแบบ “บ่ายวันอังคารหรือวันพฤหัสก็ดีนะคะ แต่ถ้าไม่สะดวกยังไงก็ขยับได้ค่ะ” ซึ่งฟังดูดีกว่า และฟังดูเหมือนว่าคุณก็เป็นคนสำคัญที่มีอะไรอย่างอื่นสำคัญให้ทำเหมือนกัน ไม่ใช่จะว่าลอยชายไปมา

9. “หวังว่าจะได้รับการตอบกลับในเร็วๆ นี้นะครับ”

การจบอีเมลด้วยการบอกว่า “หวังว่าจะได้รับการตอบกลับในเร็วๆ นี้นะครับ” มันฟังดูเหมือนว่า คุณคิดไปแล้วว่ามันมีโอกาสที่เขาจะไม่ตอบกลับมาแหละ ดังนั้น แทนที่จะพูดแบบนั้น ก็ลองมาพูดแบบมั่นใจว่า “รอคอยที่จะได้พบปะและพูดคุยกันเพิ่มเติมอยู่นะครับ” ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ จริงไหม


Originally published at www.jobnisit.com on January 14, 2016.

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.