สิ่งที่คนสายไอทีต้องการจริงๆคืออะไรกันแน่ ?

อาชีพที่ติดอันดับทำเงินสูงสุดในระดับต้นๆในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นกลุ่ม “Programmer/Software Developer” รวมไปถึงกลุ่มอาชีพสายเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์และอุปทานของตลาดงานสายนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะตอนนี้หลายๆองค์กรต่างก็ต้องการพัฒนาเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ และมีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเองมากขึ้น ยิ่งมีเหตุการณ์โรคระบาดรอบนี้ สปอร์ตไลท์ก็ยิ่งสาดแสงลงมาที่ช่องทางออนไลน์และเร่งให้เราเข้าสู่โลกดิจิทัลเร็วขึ้นแบบทวีคูณ รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปและมีแนวโน้มเข้าสู่สังคม Touchless หรือหลีกเลี่ยงที่จะจับต้องสิ่งของมากขึ้น

คำถามกลับมาก็คือ เงินเดือนที่แข่งขันได้ในตลาด รวมไปถึงสวัสดิการที่ดี ที่ทุกที่ต่างแข่งขันกันเพื่อแย่งตัวในช่วง Talent Shortage นี้ เป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ต้องการเท่านั้นจริงๆหรือ อะไรคือ “หมัดฮุค” อื่นๆที่จะทำให้คนเหล่านี้สนใจร่วมงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และมากกว่าการตัดสินใจเข้ามาร่วมงาน คือทำอย่างไรให้คนเก่งๆยังทำงานกับองค์กรในระยะยาวอย่างยั่งยืน

จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ Tech Talents โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในสายงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง Programmer, Business Analyst, Product Manager และ UX/UI Designer ทั้งในองค์กรและนอกองค์กรเพื่อขุด insights เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังว่าอะไรคือสิ่งที่เค้าคิด แรงผลักดัน แรงจูงใจ หรือที่เรียกรวมกันว่า “คุณค่าที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ” ….แล้วคุณล่ะ เห็นด้วยหรือเปล่า

เมื่อเงินไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียวในการพิจารณา แล้วเค้ามองอะไรร่วมด้วยบ้างนะ….

Value

เค้าดูคุณค่าของตนเองในองค์กร โดยดูถึงความท้าทายในงานที่กำลังเข้าไปดูแลว่าส่วนงานที่พวกเค้ากำลังไปทำเป็นส่วนที่เป็น Core ของบริษัทหรือไม่ เพราะทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรและส่งผลกลายเป็นสร้างประสบการณ์และโพรไฟล์ความสำเร็จให้ตนเอง นอกจากนั้น Product ยังต้องมีชื่อเสียงและฐานUsers ระดับหนึ่งด้วย

**พี่ๆที่ Senior กล่าวเสริมเบาๆว่า การให้อำนาจในการตัดสินใจ (Authority) ในสิ่งที่รับผิดชอบก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากอยู่ในองค์กรที่ไม่มีอำนาจ ถึงแม้ว่างานจะท้าทายไปก็เท่านั้น

Job Description

ดูว่าเนื้อหาของงานน่าทำ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความรู้ใหม่ที่กำลังมาแรงก็ได้ แต่ต้องตรงกับทักษะความสามารถที่ตนเองสนใจพัฒนา หรือสอดคล้องกับความถนัดหรือประสบการณ์หรือเปล่า ในขณะเดียวกันบริษัทก็ควรยังปรับตัวทางธุรกิจโดยต้องเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ

Office

สถานที่ทำงานและบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานแบบคนรุ่นใหม่ บรรยากาศดูสนุก ผ่อนคลาย และไม่ traditional จนเกินไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เหมาะสมกับการทำงาน รวมไปถึงห้องน้ำสะอาดก็มีผลนะเอ้อ….ที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องมี Flexible working hour หรือมี Remote Work หากออฟฟิศไหนกำหนดเวลาเข้างาน หรือต้องแสกนนิ้ว ก็บายจ้าาา

Vision

องค์กรมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนหรือไม่ บริษัทกำลังทำสิ่งใดและผู้บริหารกำลังจะนำพาพนักงานไปสู่ทิศทางใดเพื่อเห็นเป้าหมายเดียวกัน การรู้ Road Map ว่าบริษัทจะเติบโตไปในทิศทางใดมีความสำคัญ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะเป็นความมั่นคงในระยะยาว มีผลกับความน่าเชื่อถือ สร้างการดึงดูดกับพนักงานที่มีแนวโน้มจะทำงานอย่างเต็มที่ให้กับบริษัท นอกจากนั้นยังชอบการทำงานในองค์กรที่ไม่มีกรอบให้ทำตาม หรือทำตามสิ่งที่ลูกค้ากำหนดมามากจนเกินไป มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความเห็นได้ ดังนั้นผู้นำองค์กรหรือหัวหน้าต้องมีทัศนคติที่ดีกับการเปิดรับความเห็นและไอเดียของพนักงาน

Personal Development

องค์กรมีระบบการเรียนรู้และแผนพัฒนาพนักงานที่ชัดเจน ดูจากองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ สนับสนุนให้พวกเค้ามีโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง

หากเลือกได้ก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนงาน ปรับตัวบ่อยๆหรอกนะ แต่อะไรล่ะที่ทำให้เรายังอยากอยู่แน่นหนึบไปนานๆ

TEAMWORK TEAMWORK และ TEAMWORK

Team Collaboration

คับี่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ….ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า teamwork คือสิ่งสำคัญ

การมี ‘ทีมทำงาน’ และ ‘หัวหน้า’ ที่สื่อสาร ช่วยเหลือ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยหลักที่ทำให้การทำงานทุกๆวันราบรื่นและมีความสุข ต่อให้งานที่ได้รับมอบหมายจะโหลดหรือมีอุปสรรคบ้าง แต่ teamwork ที่ดีจะร่วมมือกันทำให้สำเร็จได้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง Process ระบบการทำงานที่ดีที่เอื้อต่อการทำงานและประสานงานภายในทีม นอกทีม และฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

Personal Development

ยังคงกลับมาพูดถึงเรื่องการพัฒนาตนเองอีกครั้ง พวกเค้ากลัวงานน่าเบื่อ เชื่อว่างานที่ทำให้ก่อให้เกิดการเรียนรู้และได้พัฒนาฝีมือของตนเองอยู่สม่ำเสมอจะกลายเป็น ‘คุณค่าทางจิตใจ’ ที่เกิดมาจากงาน…ทำงานแล้วพัฒนา ทำงานแล้วเข้าใจงานที่ตัวเองสนใจอย่างถ่องแท้จนเกิดเป็นความชำนาญในสิ่งที่ทำมากขึ้น ซึ่งความเก่งและความสามารถของเพื่อนร่วมงานก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกันที่ส่งเสริมให้คนเหล่านี้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และสามารถพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน

“ผมไม่ได้กลัวงานหนัก แต่กลัวงานน่าเบื่อที่ทำซ้ำกันทุกวัน สาเหตุที่ลาออกจากที่เก่า เพราะความรู้ที่ตนเองอยากได้มีเยอะ แต่งานที่ทำอยู่ไม่เติมเต็ม Passion แล้ว”

“ชอบอยู่องค์กรที่ได้นำเอาไอเดียหรือความคิดเห็นของตนเองมาปรับใช้ในการทำงานโดยไม่ถูกตีกรอบให้ทำตามระบบหรือลูกค้า เพราะการถูกตีกรอบเรื่องไอเดียนั้น สร้างข้อจำกัดในการเรียนรู้ และทำงานเหมือนมดงาน”

Career Path

พนักงานได้พัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างเดียวคงไม่พอ แต่องค์กรยังต้องมีช่องทางและบันไดให้พนักงานเติบโตทางหน้าที่การงานและได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลด้วย เคยได้ยินสำนวนนี้ไหม “If you pay peanuts, you get monkeys” น่ะ โห ถ้าเจ้านายจ่ายเงินเดือนน้อยแบบนี้ ก็เอาลิงไปทำงานแทนเถิ้ด ไม่ต้องเอาคนหรอก ถ้าจ่ายเงินเดือนดี ก็มีกำลังใจจะทำงาน ถูกมะ ฮาา ไม่งั้นพนักงานพอเค้าพัฒนาตัวเองเสร็จ เขาก็จะนำความเก่งของเขาไปพัฒนาที่อื่นต่อเพื่อก้าวกระโดดทางหน้าที่การงาน เพราะบางครั้งการให้ความก้าวหน้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินเสมอไป แต่คือการ “ให้คุณค่า” ด้วย

พูดเรื่องเงินแล้ว ก็ชอบคำพูดหนึ่งที่เจอในเฟสบุ๊ค

Money is a consequence of doing what you love commercially very well. But that should be a consequence not a focus — Kerwin Rae เท่ไปอีกก

Culture

นอกจากนั้นองค์กรควรจะมีกิจกรรมหรือวัฒนธรรมองค์กรที่มอบความสนุกให้กับพนักงานร่วมกันด้วย ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานอย่างเดียว

Pizza Friday ยั่วๆจ้า

พนักงานสายเทคโนโลยีให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการเติบโตมากกว่า เพราะเมื่อมีประสบการณ์ทำงานมากขึ้น สวัสดิการต่างๆ เช่นโต๊ะพูล หรือขนมฟรี เป็นแค่ “Good to have” ซึ่งอาจจะดึงดูดพนักงานที่เก่งมาทำงานได้ แต่เมื่อพนักงานรู้สึกว่าทำงานไปแล้ว ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และไม่เห็นการเติบโตในอนาคต พนักงานจะมองหางานใหม่อยู่เสมอ ดังนั้นการเรียนรู้และการเติบโตเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะจะช่วยให้พนักงานทันกับเทคโนโลยีปัจจุบันและนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเอง และการเติบโตนี่แหละจะเป็นเหมือนรางวัลของความสำเร็จที่ตามมา องค์กรควรจะมีการมอบหมายโจทย์ใหม่ๆ และคอยกระตุ้นว่างานที่ทำเกิดประโยชน์อย่างไรกับองค์กรอยู่เสมอ หากเทียบกัน ระหว่าง developer สองคนที่ได้สวัสดิการ มีขนมฟรี ข้าวฟรี เหมือนกัน ลองให้โอกาสที่ต่างกัน คนแรกให้โอกาสคิดเอง กับคนที่สองให้ทำตามที่คิดมาแล้ว คนแรกจะรู้สึกมีความสุขกว่ามาก

จากการสอบถาม happiest moment พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 8 คนรู้สึกภูมิใจมากที่สุดที่ตนเองได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีผู้ใช้งานที่เราได้ทำขึ้นมาอย่างแท้จริง สามารถสร้างประโยชน์ มอบความสะดวกสบายให้ทั้งคนใกล้ชิดและต่อสังคมโดยกว้าง โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2 คนให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การที่งานของตนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและทำให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องทำงานได้ง่ายขึ้นก็นับว่าเป็นความภูมิใจเช่นเดียวกัน ทั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง 2 คนที่มีความอาวุโสทางประสบการณ์การทำงานให้ความคิดเห็นด้านความภูมิใจเสริมที่ต่างออกไป โดยมองว่าการที่ผลงานของตนเองได้รับการยอมรับ คำพูดได้รับความเชื่อถือและได้รับการให้เกียรติจากเพื่อนร่วมงาน เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของตน

9 ใน 10 ให้ความเห็นว่าช่องทางการสมัครงานจากการแนะนำ (Referral) มีอิทธิพลสูงสุดในการพิจารณาร่วมงานกับองค์กร เนื่องจาก word of mouth นี่แหละ เป็นช่องทางทรงประสิทธิภาพเพราะได้รับการแนะนำจากคนในหรือคนที่ตัวเองนับถือบอกต่อมาอีกที แถมมีโอกาสจะได้งานสูงกว่าสมัครงานเองด้วย นอกจากนั้นยังรู้ด้วยว่าระบบการทำงานในองค์กรเป็นอย่างไรจากการสอบถามคนในที่รู้จักในนั้น ทำให้สามารถปรับตัวได้โดยง่าย ส่วนช่องทางที่มีอิทธิพลรองลงมาค่อนข้างมีความหลากหลาย ได้แก่ JobsDB, LinkedIn, Facebook รวมไปถึง Tech Recruitment Agency

สรุป

จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทั้งมวลที่ได้มาจากคำถาม 5 ข้อด้านบนหมด ทำให้ตกผลึกออกมาเป็น คุณค่า 3 ประการ ที่ควรให้ความสำคัญและส่งมอบให้กับตลาดแรงงานสายไอที ดังนี้

1. มอบคุณค่าในสิ่งที่ทำ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

พนักงานสายเทคโนโลยีมองว่า งานที่เขาทำอยู่นั้น สามารถสร้าง Impact ให้กับสังคม-ผู้คนได้หรือไม่ เช่น สายงานเทคโนโลยีและดิจิทัล ในการพัฒนาแอปพลิเคชันหนึ่งๆ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้น สะดวกขึ้นหรือไม่ หรืองานที่ทำอยู่นั้น ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างไร นี่จึงทำให้คนรุ่นใหม่ อยากทำงานกับ Tech Company ระดับโลก เช่น Google, Facebook, Alibaba หรือแม้แต่ทำงานกับสตาร์ทอัพที่มีวัตถุประสงค์การดำเนินงานหรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เห็น Mission ที่จะนำไปสู่ Goal ร่วมกัน

สมัยก่อน จุดขายขององค์กรในการดึงดูดพนักงาน คือ ผลตอบแทนดี สวัสดิการดี มีความก้าวหน้าในอาชีพ แต่ปัจจุบันไม่ใช่เพียงเท่านั้น องค์กรต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า งานที่เขาทำอยู่นั้น สามารถสร้างพลังหรือผลกระทบต่อสังคม ต่อโลกอย่างไร

2. มอบการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาและการเติบโต

บริษัทที่พนักงานสายเทคโนโลยีอยากทำงานด้วยไม่ใช่แค่การมีผลตอบแทนที่ดี สวัสดิการที่ดี มีกฎระเบียบการทำงานที่ยืดหยุ่นไปกับยุคสมัย แต่อยู่ที่การวางรากฐานที่มั่นคงทางวัฒนธรรมก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่จุดที่เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งมีรหัสลับที่สำคัญคือ “ความท้าทายในงานที่ทำและความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน” ดังนั้น เขาต้องรู้ว่าเขาเข้ามาทำอะไร จะเกิดการเรียนรู้จากงานที่รับผิดชอบ หรือองค์กรมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถพนักงานให้มีความหลากหลาย (Upskill — Reskill) ได้หรือไม่ และเขาจะเติบโตในหน้าที่การงานไปได้อย่างไร ซึ่งการพัฒนาพนักงานในองค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไปถึงจุดที่พนักงานสามารถค้นพบศักยภาพของตนเองให้ใช้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่จะช่วยตอบสนองความพึงพอใจขั้นสูงสุดคือ Self-Actualization (ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของ Maslow) ทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง อยากใช้ความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาองค์กร จนกลายเป็นความจงรักภักดีต่อองค์กรในที่สุด ดังนั้นการพัฒนาพนักงานและมอบการเติบโตทางหน้าที่การงานจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

3. มอบความประทับใจ เพราะพนักงานคือตัวแทนของแบรนด์องค์กร

จากข้อคำถาม อะไรที่ทำให้อยากร่วมงานกับองค์กรในระยะยาว และ ช่องทางสมัครงานช่องทางไหนที่คิดว่า Impact สุด พบว่า พนักงานในองค์กรมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เป็นเหมือนกับเป็น Brand Ambassador ในการสร้างความประทับใจและส่งมอบภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์องค์กรให้กับคนภายนอกได้รับรู้ การที่พนักงานมาทำงานทุกวันอย่างมีความสุข จากการมีวัฒนธรรมองค์กรหรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี มีระบบการทำงานที่ดี ที่เอื้อต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์พนักงานในแง่ของการทำงานในทีม ระหว่างทีม ระหว่างลูกน้องและผู้บังคับบัญชาแบบ 360 องศาอย่างราบรื่น จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งทางด้านการทำงานและด้านจิตใจ ส่งผลให้เกิดการบอกต่อ แนะนำเชิญชวนคนภายนอกให้มาร่วมงานกัน สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับองค์กรและสร้างความผูกพันให้กับพนักงานจนอยากร่วมงานกับองค์กรในระยะยาวในที่สุด

ตบท้าย….ละนี่ คือโฉมหน้าผู้มีพระคุณทางสายไอทีทั้ง 10 ท่าน ที่เสียสละเวลามาพูดคุยให้ข้อมูล insight ดีๆกับเราเดี๋ยวจะหาว่านั่งเทียนเขียนขึ้นมานะ:P ขอขอบคุณที่อ่านจนจบจ้า ยาวมากกก

ผู้มีพระคุณ เก่งและใจดี :)

Office Manager @ Central.Tech • Shabuaholic • Arts CU 75 • MBM CU 13 • No matter what life brings, I believe everything happens for the best #learner

Office Manager @ Central.Tech • Shabuaholic • Arts CU 75 • MBM CU 13 • No matter what life brings, I believe everything happens for the best #learner