ช่างซ่อมรถใจดีกับพัดลมแอร์รถพังๆ

วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่อง และแชร์ประสบการณ์ที่มีข้อคิดดีดี จากการที่ผมเอารถยนต์ไปซ่อมที่ร้านแห่งหนึ่ง

โดยปกติแล้ว ผมจะนำรถยนต์เข้าศูนย์เพื่อเช็คระยะตามกำหนด แต่เนื่องจากรถยนต์ของผมใช้มานานกว่า 6 ปีแล้ว ช่วงหลังผมจึงไม่ได้นำรถเข้าเช็คระยะตามรอบของศูนย์ เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมแซม ไปจนถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของทางศูนย์จะค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับอู่ทั่วไป

ช่วงนั้น อยู่ๆพัดลมแอร์รถยนต์ของผมก็เกิดเสียงดังขึ้นมา ขับรถทีไรจำต้องทนฟังเสียงพัดลมแอร์ดังตลอด จริงๆแล้วแอร์มันก็ยังคงเย็นอยู่นะครับ แต่เสียงที่ดังขึ้นมานี่มันน่ารำคาญจริงๆ

ผมจึงตัดสินใจไปหาช่างซ่อมระแวกบ้าน เพราะอะไหล่หาไม่ยากแล้วก็ราคาไม่น่าจะแรง

พอไปถึง ผมก็จอดรถแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ช่างฟัง ว่าเกิดอะไรขึ้น และผมต้องทนทรมานกับเสียงนี้มากแค่ไหน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ช่างคนนี้นิสัยน่ารักมากครับ รีบจัดแจงเปิดรถตรวจดูอย่างละเอียด จากนั้นผมก็เลยถามช่างใจดีคนนี้ว่า เป็นอย่างไรบ้าง ? เปลี่ยนได้เมื่อไหร่ ?

แต่ทว่าช่างใจดีคนนี้ กลับบอกผมว่า “ยังไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับ มีแต่เสียงดัง แอร์ยังเย็นอยู่เลย รอแอร์ไม่เย็นค่อยมาซ่อมแล้วกันครับ”

ผมจึงถามว่า พี่ไม่มีของใช่ไหมครับ ? ถ้าสั่งของต้องรอนานหรือเปล่า ? แต่ช่างตอบกลับมาว่า ของน่ะมี แต่กรณีนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ผมจึงขับรถกลับออกมา พร้อมเสียงพัดลมแอร์ดังๆ เช่นเคย ราวกับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา


ผมเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง ?

  1. ผมเรียนรู้ว่าช่างคนนี้เป็นช่างที่ใจดี ห่วงใยกระเป๋าเงินผม – แต่ช่างคนนี้ยังไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการ ผมต้องการเสียงให้มันหายไป ไม่ได้ต้องการจะใช้งานมันให้นานที่สุด !
  2. พี่ช่างใจดีคนนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกถึงความเร่งด่วน (Sense of Urgency) – ผมเป็นลูกค้าที่พร้อมจะควักเงินจ่าย ทั้งค่าสินค้าและค่าบริการเดี๋ยวนั้น แต่ ผมกลับถูกบอกให้ไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งจริงๆแล้ว รถก็ยังขับได้ แอร์ก็ยังคงเย็นก็จริง แต่หากพี่ช่างใจดีทำกับลูกค้าทุกๆคนแบบนี้ อู่พี่จะอยู่ได้อย่างไร

3. ผมยังจะไปหาพี่ช่างคนนี้อีกไหม? – หากผมมีเรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ผมคงไปหาช่าง ที่สามารถจัดการกับปัญหาให้ผมได้แน่ๆดีกว่าไหมครับ

ประสบการณ์ที่ผมนำมาแบ่งปันครั้งนี้ ไม่ใช่จะบอกว่าพี่ช่างใจดีคนนั้นไม่เก่งนะครับ แต่ในมุมมองของผู้รับบริการอย่างผม พี่เเค่ไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งกรณีนี้คือ ผมต้องการให้เสียงดังที่เกิดขึ้นมันหายไป

สำหรับบทความนี้ ผมอยากจะสรุปทิ้งท้ายว่า “การเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จได้นั้น คุณจะต้องรู้ว่า”ลูกค้าคุณต้องการอะไร” และหน้าที่ของคุณ คือให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการครับ”

Credit photo : hondacityclub.com