[2015][Trip] Singapore
วันที่ 15 พฤษภาคม 2015 เป็นวันคล้ายวันเกิดเลยมีแผนที่จะไปเที่ยวประเทศสิงคโปร์กับแฟนพร้อมงบประมาณ Pocket Money คนละ 10,000 THB ค่าตั๋วและค่าโรงแรมคนละ 8,200 THBโดย Trip นี้เป็น trip สั้นๆ 3 วันแต่เป็น 3 วันที่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่ามากเพราะอะไรตามอ่านได้เลยครับ
Day 0: กำหนดการกิจกรรมที่ทำไว้ล่วงหน้า (Trip นี้เราทำได้เกิน 50% มานิดนึงครับเนื่องด้วยปัจจัยหลายๆประการ)

รูปที่ 1: กำหนดการเที่ยวสิงคโปร์ล่วงหน้า
Day1: 15 May 2015 First Time
วันแรกเราออกจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินแชงกิ ประเทศสิงคโปร์ Flight Delay ประมาณ 1 ชั่วโมงเนื่องจากการจราจรทางอากาศคับคั่งเลยได้บินวนดูเกาะสิงค์โปร์ฟรี 1 รอบ
รูปที่ 2 : Singapore Island
ขอเล่านิดนึงก่อนถึงสนามบินนะครับ สิงคโปร์เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยประชากรหลากเชื้อชาติ หลากศาสนา หลากภาษา (ในทีวีมีช่องภาษาจีน อินเดีย อังกฤษ ฯลฯ) ดังนั้นไม่แปลกที่จะเห็นคนจีน, ญี่ปุ่น , อินเดีย, มาลายู, ยุโรป เดินขวักไขว่ หาหมูกินยากครับอาจเป็นเหตุผลด้านศาสนา ประชากรทุกคนต้องทำงานไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ และแน่นอนภาษากลางที่เค้าใช้กันคือภาษาอังกฤษ บ้านเมืองของเขาสะอาดมากแม้กระทั้งถนนยังต้องล้างทุกเช้าก่อนทิ้งขยะต้องแยกชนิดก่อนทิ้ง มีน้ำให้กินตามห้องน้ำครับ (เย็นด้วย) การคมนาคมสะดวกสบายครับรถ Shuttle Bus เค้าตรงเวลาทุกคัน ชาวสิงค์โปร์เค้ามีระเบียบวินัยมากจะทำอะไรต้องเข้าคิวเสมอไม่เว้นแม้กระทั่งขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งเค้าจะชิดซ้ายโดยอัตโนมัติเว้นด้านขวาให้คนที่รีบจริงๆเดินผ่าน ทุกคนรู้หน้าที่และทำตามหน้าที่จริงๆเช่น พนักงานบริการก็ให้บริการจริงๆ ไม่มีควักมือถือมาเล่นขณะปฏิบัติหน้าที่ ที่สิงคโปร์ค่อนข้าง Strict เรื่องกฏหมายและมารยาทมากครับ สุดท้ายบนเกาะสิงคโปร์คนไทยเยอะมากครับโดยเฉพาะย่าน Shopping เดี๋ยวเล่าให้ฟังด้านล่าง
รูปที่ 3 : น้ำดื่มฟรีในสิงคโปร์
เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำคือ นั่งรถไฟฟ้า Skytrain จาก Terminal#1 (T1) ไปยัง Terminal#2 (T2) จากนั้นเราซื้อตั๋วรถไฟฟ้า MRT แบบ “Tourist Package” โดยซื้อ Package 3 วันราคา 30 SGD (10 SGD ค่ามัดจำบัตรซึ่งเราสามารถแลกเงินคืนได้ 20 SGD เป็นค่าเหมารอบตั๋วรถไฟ MRT ซึ่งจะขึ้นกี่รอบก็ได้) ซึ่งบูธจะอยู่ใต้บันไดเลื่อน
ขึ้นรถไฟฟ้า MRT สาย Eastern (สีเขียว) ไปยัง Tanah Merah (Interchange station) เพื่อเดินทางเข้าเมือง เราไปลงที่ Outram park (Interchange station) และต่อ MRT อีกทอดเพื่อไปยังสถานี Clarke Quay เมื่อลงสถานี้แล้วก่อนไปที่อื่นเราก็ซื้อ Prepaid SimCard ของ StarHub เพื่อให้สามารถใช้ 4G บ้านเค้าได้โดยราคาอยู่ที่ 15 SGD เป็นค่า SimCard 8 SGD และเงินซื้อ Package 7 SGD (ตอนนั้นไม่ได้ใช้เงินซื้อ Package หรอกครับเพราะน่าจะเป็นช่วงโปรโมชั่นให้ Package 4G ฟรี 100 GB !! ไม่ผิดครับ 100 GB ใช้เป็นอาทิตย์ก็ไม่หมด)
รูปที่ 4 : Prepaid Simcard รูปบน , MRT tourist pass รูปล่าง
รูปที่ 5: เห็นกันจะจะ 100GB Local data free ของ StarHub ใช้เป็นอาทิตย์ก็ยังไม่หมด
จากนั้นเดินไปอีกประมาณ 500–600 m. ทะลุห้าง Central , Clake Quay Boat จนถึงโรงแรม Holiday Inn Hotel แนะนำให้ศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าให้ดีก่อนที่จะไปสิงคโปร์เพราะว่าเราหลงทางเสียเวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมง (เมื่อหลงทางอย่าไปอายครับ เดินไปถามคนสิงคโปร์เลย)
เมื่อถึงโรงแรมแล้วไม่พิรี้พิไร เราตรงรี่ไปยังห้าง People Park Center ตรง MRT China town พอดีเพื่อไปซื้อตั๋ว Singapore Flyer และ Universal Studio ที่ร้าน Sea Wheel ชั้นบนสุดใน Package ตั๋ว Universal Studio จะมี 3 ใบ 1. ตั๋ว 1 Day Pass สามารถเล่นเครื่องเล่นอะไรก็ได้กี่รอบก็ได้, 2. ตั๋วอาหาร 5 SGD สามารถซื้ออาหารในร้านค้า, รถเข็น หรือ Restaurant ก็ได้, 3. ส่วนลดค่าของฝาก 5 SGD จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราซื้อของฝากมูลค่าเกิน 35 SGD ขึ้นไป ซื้อไว้เลยเพราะราคาถูกกว่าตั๋วหน้างานเมื่อได้ตั๋วแล้วก็เดินทางไปถ่ายรูปต่อที่ Merlion
รูปที่ 6: บรรยากาศแถวโรงแรมใน Clake Quay
รูปที่7 : บรรยากาศในโรงแรมแนว Modern Loft
รูปที่ 8: บรรยากาศย่าน China town อารมณ์ย้อนยุคไปอีกแบบ
เราเดินจาก MRT Clarke Quay มายัง Merlion ซึ่งว่ากันว่าเป็นจุดที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดในสิงค์โปร์ จากจุดนั้นเราสามารถเห็น Marina Bay Building (ตึกรูปเรือ) , Helix bridge (สะพาน DNA), Luis Victon , Science Musium (ตึกรูปมือ), Singapore Flyer (ชิงช้าสวรรค์), Merlion ตัวใหญ่และตัวเล็ก บริเวณนั้นสวยงามมากครับ
Note: ระหว่างเดินจาก MRT Clarke Quay สามารถแวะถ่ายรูปกับรูปปั้นนกเบ่งกล้าม, เด็กน้อยริมน้ำ, คนด่านเกวียน(ขอเรียกอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับเพราะเป็นรูปปั้นเกวียน) ได้ตามอัธยาศัย
รูปที่ 9: ถ่ายกับ Merlion , Marina bay sand, Science museum (ตึกรูปมือ)
รูปที่ 10: ชัดๆอีกรูปกับ Merlion Landmark ของ Singapore
เมื่อถึงเวลาอันสมควรเราก็เดินทางต่อมายัง Clarke Quay Boat ซึ่งเป็นย่านรวมแหล่ง Entertainment ไม่ว่าจะเป็นภัตราคารต่างๆ , Bar , Pub และเวที Street Show ซึ่งจะมี Show ของแต่ละเชื้อชาติเช่น เชื้อชาติอินเดียก็จะมีเต้นรำ Show เป็นรอบๆไป
รูปที่ 11: Street show การแสดงกู่เจิ้งของจีน
รูปที่ 12: Street show ของชาวอินเดีย
Day2: 16 May 2015 Let’s travel!!
เราทานข้าวที่โรงแรมและออกเดินทางในเวลาสายๆ และแน่นอนไม่พลาดที่จะวางแผนการเดินทาง (เพราะยังไม่คุ้นชิน) ช่วงเช้าวันหยุดที่สิงคโปร์เงียบมาก ณ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ไหนกันหรือยังไม่ตื่นกันตอนกลางคืนก็เงียบเหมือนกันจะมีแต่ Clarke Quay แหละที่ครึกครึ้น เราไปถึงที่ MRT Sentosa station (ห้าง Vivo) ประมาณ 10 โมงพอดีแวะเวิ่นเว้อะถ่ายรูปบรรยากาศ จากนั้นก็ซื้อตั๋ว Sentosa Express Train 3 SGD สามารถไปได้ทุกสถานีบนเกาะ Sentosa โดยที่เที่ยวบนเกาะ Sentosa ก็จะมี Universal Studio, Merlion ตัวพ่อ, และชายหาดที่จัดแสดง Song of Sea (อื่นๆ เช่น โรงแรม, Casino,Under water world ฯลฯ) แต่เราจะเที่ยวเฉพาะ Universal Studio ทั้งวัน
รูปที่ 12A: แผนที่เกาะคร่าวๆ
รูปที่ 14: Merlion หน้า Universal Studio
ที่ Universal Studio มีเครื่องเล่นที่น่าเล่นและจุดถ่ายรูปสวยๆหลายที่ ช่วงเช้าเราประเดิมเครื่องเล่นที่ Zone: Far Far Away เครื่องเล่น Enchanted Airways: Junior Roller Coaster รถไฟรางเหล็กความเร็วสูงซึ่งมันส์มากๆครับ จากนั้นเราก็เข้าไปในปราสาทเพื่อไปชม Shrek 4-D Adventure เป็นโรงหนัง 4 มิติเล่าเรื่องราวการผจญภัยของยักษ์เขียว Shrek สมจริงมากเหมือนเราเข้าไปผจญภัยอยู่ในเรื่อง มีเก้าอี้โยกไปมาและลมเป่าด้วย
รูปที่ 15: ผู้คนพลุกพล่านใน Universal studio
รูปที่ 16: ปราสาท Shrek
ช่วงบ่ายหลังทานข้าวเที่ยงเสร็จ เราเข้าไปใน Zone: The Lost world ไปดู WaterWorld ซึ่งเป็นการแสดงประกอบ Effect แสงสีเสียงที่ตระการตามากยังกะ Rambo พากย์ไทยยังไงยังงั้น เครื่องเล่นสุดท้ายใน Zone นี้ที่ห้ามพลาดคือ Canopy flyer ซึ่งเป็นกระเช้าเหาะความเร็วสูงซึ่งความเสียวไม่แพ้ Junior Rollor Coaster เลยนอกจากนี้เราก็ยังได้เห็น Bird Eye View ของ The Lost World ด้วย
รูปที่ 17: การแสดง WaterWorld
ช่วงนี้ชี้แนะ !!! Highlight สำหรับวันนี้ Zone: Ancient Egypt เครื่องเล่น Revenge of the Mummy เป็น indoor roller coaster ซึ่งบอกเลยว่าเสียวไส้มากๆ ระหว่างทางนอกจากมี Mummy ตามหลอกหลอนในความมืดแล้วตัวรถรางเองก็โหดร้ายเพราะพี่แกเล่นหล่นลงเกือบ 90 องศา เหวี่ยงซ้าย ขวา หน้า หลังมีหมด หัวใจแทบวาย (เตือนก่อนเล่นคนขวัญอ่อน, โรคหัวใจ, ไม่อยากหวาดเสียว ห้ามเล่น ก่อนเล่นให้เอาของไปไว้ใน Logger ข้างๆ ให้หมดเพราะมันจะหล่น)
ที่ Zone: Sci-Fi city เรากะจะเข้าไปเล่น Roller Coaster ตัวพ่อตัวรางเหมือนงูยักษ์ขดตัวคดเคี้ยวไปมา แต่เค้าไม่เปิดให้บริการเพราะ Test ระบบอยู่ เลยข้ามไปเล่น Transformer 4D เป็นเครื่องเล่น 4D Simulator โดยเราจะนั่งรถคล้ายรถรางความเร็วสูงแต่อยู่ที่เดิม ตัว Simulation ทำให้เราเหมือนเข้าไปต่อสู้ร่วมกับ Optimus Prime จริงๆ
รูปที่ 18: Roller Coaster ตัวพ่อ
บางเครื่องเล่นก็อธิบายด้วยตัวหนังสือไม่ถูก เอาเป็นว่าต้องลองไปเล่นเอง
ส่วนสถานที่ถ่ายรูปสวยก็มีเยอะครับ เช่น Zone: New York , Holliwood, ตาม Shop Minions และ Cosplay ดารา เออ อย่าลืมถ่ายกับลูกโลก Universal ด้วยล่ะ
เวลาเหลือเราแล่นรถไฟชมเกาะ Sentosa แล้วก็กลับมาที่ Vivo city ห้างเค้าใหญ่ครับเดินซักพักพอให้หายเหนื่อยก็นั่ง MRT ไปยัง Marina Bay Front เพื่อไปขึ้น Singapore Flyer
ที่ Singapore Flyer เราสามารถเห็น View ของเกาะจากมุมสูงราวกับลอยอยู่บนฟ้า เห็นหมดทั้งสนามกีฬา, Garden by the bay , Marina Bay Sand, Merlion , Helix bridge ทั้งหมดสวยด้วยแสงสีราวกับหยิบดวงดาวบนท้องฟ้ามาประดับใส่ บรรยากาศสวยมากๆครับ เออเค้ามีกินอาหารเย็นบนกระเช้า Singapore Flyer ด้วยนะ ใครอยากกินข้าวเคล้าความสูงลองได้ และเวลาที่แนะนำคือ 18:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
รูปที่ 19: บรรยากาศถ่ายจาก Singapore Flyer
รูปที่ 20: บรรยากาศถ่ายจาก Singapore Flyer
นั่ง MRT กลับมายังย่านที่คุ้นเคย Clarke Quay ที่โรงแรม Holiday Inn Hotel ชั้นบนสุดมีสระว่ายน้ำ View ดีพร้อม Fitness บรรยากาศเหมือนแหวกว่ายอยู่บนเขาเหลียงซานแล้วมองลงมาที่เมืองยังไงยังงั้น ว่ายอยู่ชั่วโมง ก็ลงมาเตรียมตัวไปชิลที่ย่าน Clarke Quay
ที่ย่าน Clarke Quay ตอนกลางคืนครึกครึ้นเช่นเคย แสงสีเสียงสวยงามราวกับถูกเนรมิตขึ้นมาประดับประดา ร้านรวงผับบาร์เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งนั่งชิลทั้งยืนเต้น ดนตรีถูกบรรเลงโดยวงดนตรีครบเครื่องพร้อมเพลงทันสมัย เราไปดูการแสดงของชาวอินเดียซึ่งสะกดผู้คนให้ยืนดูเต็มทางเดินบนสะพาน ถึงมือเย็นเราทานอาหารญี่ปุ่นริมแม่น้ำ
รูปที่ 21: Street show ร่ายรำภารตะ
รูปที่ 22: Clarke Quay ยามราตรี
Day03: Bye Bye SG
หลังจากตื่นเช้าว่ายน้ำก่อนลงไปทาน Break Fast ของโรงแรมเสร็จแล้วเราก็ออกเดินทางไปถ่ายรูปบรรยากาศ (เก็บตก) ช่วงเช้าที่สิงคโปร์เงียบเช่นเคย มีผู้คนวิ่งและปั่นจักรยานออกกำลังกายประปราย คราวนี้ลองนั่ง Shuttle bus ไปบ้าง ไปลงที่ Marina Bay Sand ที่นั่นมี Helix Bridge , Luis Victon Shop และเราไม่ลืมเดินเล่นที่ห้าง Marina bay sand ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่มากๆ เดินวกกลับมาที่ Merlion เก็บบรรยากาศพอสมควรก็จากย่านนี้ไป
รูปที่ 23: Marina Bay Sand
รูปที่ 24: Helix Bridge
รูปที่ 25: Panorama ย่าน Marina bay
ขึ้น MRT ไป Shopping ย่าน Orchard ที่ห้าง ION ผู้คนเดินขวักไขว่กันราวกับมดแตกรัง ที่ห้างนี้เรารีบตรงไปยัง Shop Charles and Kieth แบรนด์ดังของ Singapore ขายดีมากครับที่ Shop นี้ คนไทยเต็มร้านไปหมดมีทั้งลูกค้ารายย่อย และแม่ค้า Preorder (เออ เค้าเริ่มแบนแม่ค้า/พ่อค้า Preorder แล้วนะเพราะว่า Charles and Kieth ที่ไทยเค้ามี Authorized Shop แล้ว แม่ค้า/พ่อค้าที่โดนแบนจะไม่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของ Charles and Kieth บนเกาะสิงคโปร์ทุกสาขาได้) ซื้อของฝากเสร็จแล้วก็ไปซื้อของกินบ้างนั่นคือ Garret Popcorn ขนมที่คนไทยต้องซื้อ อยู่บนห้าง Wisma Atria เดินทะลุจาก ION ผ่าน MRT Orchard ก็ถึงแล้ว
Shopping ต่ออีกหน่อยก็กลับไปเอาสัมภาระที่โรงแรมพร้อมเดินทางกลับเมืองไทย โดยเดินทางไปยังสนามบินแชงกิ (คราวนี้ไม่หลงละฮ่าๆ) เราเผื่อเวลาไว้เยอะเหมือนกันเพื่อเอาไว้เดิน Shopping at Duty Free (ที่นี่ก็มี Shop Charles and Kieth ด้วย) ภายในสนามบินเค้าตกแต่งได้สวยมากครับ
เราออกจากสนามบินแชงกิกลับมาถึงไทยประมาณ 22:00 น. ได้ อันเป็นว่าจบ Trip ครับ
สรุปไม่เกิน 8 บรรทัด
สิงค์โปรเป็นเมืองที่น่าเที่ยว นอกจากจะสะอาดเป็นระเบียบแล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเช่น Universal Studio บนเกาะ Sentosa ที่มีเครื่องเล่นสนุกสุดเหวี่ยง ย่านครื้นเครงสังสรรค์ Clarke Quay Boat พร้อมมีจุดชมวิวและถ่ายรูปหลายจุดเช่น ใน Universal Studio เอง บริเวณ Marina bay ที่มี Singapore flyer ชมวิวและถ่ายรูปจากมุมสูง , Helix bridge สะพานสุดแนว, Merlion Landmark ของ Singapore, Marina bay sand ตึกรูปเรือ ,Luis Victon shop และ Science Museum ตึกรูปมือ ส่วนขา Shop ให้ไฟย่าน Orchard เลยที่นั่นมี Shop Brandname มากมายโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ของ Charles and Kieth และอื่นๆอีกมากมาย
Originally published at khunemz.blogspot.com.