[OS] B.O.I.
Namsung Winner Fiction
Sci-fi Drama
by Khuntooyen
Beyond our imagination
ตัวอักษรสีเทาเหลือบฟ้าอันเป็นสีเอกลักษณ์ของบริษัท ปัจจุบันเหลือเพียงสีหม่นๆ ยิ่งคราบฝุ่นที่พากันมาจับตัวหนาบนป้ายจนแทบอ่านไม่ออก หากไม่ใช่ว่าเป็นประโยคที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว
ซงมินโฮยืนนิ่งพิจาราณาป้ายโฆษณาขนาดเขืองมาหลายนาทีแล้ว
“มันไม่ได้เกินจินตนาการของเราหรอก มันเกินความต้องการต่างหาก”
เขารู้ว่าเขาไม่ควรใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ แต่ทันทีที่เขาเห็นมัน ความทรงจำจากวัยเยาว์ก็พากันแห่แหนออกมาจากหลืบของสมอง และมันก็ชัดเจนเสียจนเขารู้ทันทีว่าเขาไม่สามารถต้านทานได้
จึงยืนซึมซับความรู้สึกอยู่อย่างนั้น
“… เอ่อเฮ้ ฉันเข้าใจนะว่านายรู้สึกยังไง แต่ตอนนี้นายยืนมาร่วม 10 นาทีแล้วมินโฮ พอจะไปต่อได้รึยัง?” เสียงสื่อสารดังขึ้นในหู คังซึงยุน เพื่อนผู้ร่วมหัวจมท้ายกับเขามาโดยตลอดพูดเรียกสติกลับมา ซึงยุนคอยซัพพอร์ตเขาจากที่ยาน ซึ่งจอดห่างไปไม่กี่นาที คอยดูแลสัญญาณและดูแผนที่ให้เขา มินโฮกระพริบตาช้าๆ สองสามที เขาหายใจเข้าหนึ่งครั้ง
“โทษที”
รองเท้าบู้ตส้นหนาเหยียบเศษก้อนหินเล็กๆ ส่งเสียงดังกรอบแกรบ บนพื้นถนนมีซากตึกและข้าวของระเกะระกะตามสองข้างทาง ตึกราบางส่วนครึ่งบนพังลงมาแล้ว แต่บางส่วนก็ยังอยู่ดี แถวยองดึงโพไม่ใช่เขตสงคราม จึงไม่มีส่วนที่ถูกทำลายมากนัก ไม่เหมือนแถวคังนัมกับชงพาที่กลายเป็นที่ราบ พื้นสีเทาของซากที่เคยเป็นสิ่งก่อสร้างทอดยาวไปสุดสายตา ไม่เหลือความเป็นย่านหรูหราใดๆ
มินโฮเดินมาจนถึงสี่แยกใหญ่ เขาเลี้ยวขวาเข้าไปในถนนที่เล็กที่สุดในสี่เส้นนั้น ทิวทัศน์เปลี่ยนไปแทบจะทันที แถวนี้เป็นย่านที่พักอาศัยของคนร่ำรวย บ้านแต่หลังล้วนแล้วแต่เป็นบ้านเดี่ยว ตั้งตระหง่านบนที่ดินแสนแพง รั้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแบบบ้านใครบ้านมัน เขาจำได้ดีว่าเคยรู้สึกเกร็งขนาดไหนที่ต้องเดินมาซอยนี้ เขาจึงมักบอกให้แทฮยอนออกมารับหน้าบ้าน ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายแห่งตระกูลนายพล แต่เด็กไร้กาลเทศะอย่างเขาก็ยังชอบเรียกร้องนั่นนี่ให้อีกคนตามใจ
ร่างสูงหยุดลงที่รั้วไม้สีน้ำตาลพังๆ หลายจุดมีสีดำจากรอยไหม้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าบ้านนี้เป็นบ้านที่มีร่องรอยความเสียหายเยอะที่สุด มือในถุงมือหนาสีดำผลักเศษไม้ตรงหน้าเบาๆ มันล้มลงเปิดเป็นทางเข้าให้เขาเข้าไปได้ เขาหยิบปืนสีเงินเรียวความยาวประมาณหนึ่งแขนจากที่เก็บข้างหลัง รูปร่างทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ประมาณความยาวนิ้วก้อย จึงดูเหมือนท่อน้ำมากกว่าปืน ซงมินโฮอยู่ในท่าเตรียมพร้อม แม้ว่าตามรายงานแล้วที่นี่ไม่น่าจะมีบีโอไอมาก ถึงไม่มีเลย
มินโฮใช้เท้าเตะประตูบ้านเบาๆ “บ้านนัมเป็นไง?” ซึงยุนถามเรื่อยเปื่อย
“เหมือนเดิม” เขาเดินผ่านส่วนโถงของบ้านเข้ามาในห้องทานข้าวด้านขวา
“นายเคยมาบ่อยมั้ย?”
“ไม่ค่อย มันทำอะไรไม่ค่อยสะดวก ส่วนมากก็แค่มารับมาส่งนั่นแหละ” ห้องรูปครึ่งวงกลม ผนังกระจกรอบด้านสูงถึงเพดาน บัดนี้เหลือเพียงเศษกระจกขุ่นตามพื้น ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นแค่ทิวทัศน์ด้านนอก บัดนี้พากันเลื้อยกิ่งก้านเข้ามาด้านในบ้านแทน
“นายนี่โคตรพานัมเสียคนเลย” คังซึงยุนเอ่ยน้ำเสียงปรักปรำ เขาหยิบวัตถุสีเหลี่ยมขนาดประมาณฝ่ามือจากกระเป๋าแขนซ้าย ยกมันขึ้นมาและกดปุ่ม มันใช้สำหรับบันทึกทั้งบรรยากาศ กลิ่น ความชื้น แสง สี ทุกอย่างเหมือนของจริงทุกประการได้ นัมเคยบอกว่าชอบห้องนี้ที่สุด เพราะเป็นห้องเดียวที่ทุกคนจะยอมมาเจอหน้าค่าตากัน
“ฉันเปล่า นายดูก็น่าจะรู้ นัมต่างหากที่พาฉันเสียคน” หึ ยัยลูกแมวนั่นต่างหากที่เป็นคนพาเขาออกจากเมืองหลังจากที่ทุกคนในบ้านเขาตายหมด นัมเป็นคนลากเขามาเข้ากลุ่มต่อต้านบีโอไอ ผลักดันจนเขาได้เป็นกองกำลังหลักอย่างทุกวันนี้
ซึงยุนหัวเราะเสียงดังกลับมาเหมือนเพิ่งเข้าใจว่าจริงๆ แล้วนัมแทฮยอนเป็นคนแบบไหนกันแน่ ทั้งๆ ที่ก็รู้จักกันมาร่วมจะ 3 ปีแล้ว ให้ตายสิ
ตึก! เขาหันปืนไปทางประตูครัว
“1 ตัว”
สิ้นเสียงกระซิบของซึงยุน ประตูไม้ก็ถูกผลักออกเสียงดัง วัตถุขนาดเท่าตัวคนพุ่งเข้ามาหาเขาทันที มินโฮกระโดดหลบพร้อมเอี้ยวปากกระบอกไปทางเป้าหมาย ฟึบ! ลำแสงสีขาวพุ่งออกไป ทว่าเจ้าบีโอไอหลบได้ หัวทรงกลมสีขาวมุกที่เขาไม่เคยรู้ว่าด้านไหนคือด้านหน้าหมุนวนมาทางเขา ลำตัวเหมือนมนุษย์คือมีสองแขนสองขาค่อยๆ หันมาประจันหน้า
ตรงกลางระหว่างเขาและมันมีโต๊ะทานข้าวที่หักตรงกลางขวางไว้ มินโฮยืนตั้งหลัก เขากระชับกระบอกในมือ ปืนสีเงินที่ไหล่ของมันเองก็ชาร์ตพร้อมแล้วเช่นกัน
ฉับพลันที่มันเริ่มขยับ มินโฮกระโดดไถลไปตามโต๊ะที่หักเอียง ลำแสงสีขาวยิงโดนเข้ากลางลำตัวของมันอย่างจัง ในขณะที่แสงที่ฟ้าจากปืนของบีโอไอแฉลบผ่านหัวเขาไป เจ้านั่นล้มลงไปกองที่พื้นเสียงดัง เขารีบเดินตามไป เล็งปลาย กระบอกที่หัวของมัน ฟึบ! แสงสีขาวถูกส่งไปอีกครั้ง
“เรียบร้อย?”
“อื้ม”
เขาเคยจินตนาการฉากการต่อสู้กับเหล่าร้ายแบบนี้เมื่อครั้งยังเด็ก สื่อหล่อหลอมให้เราคิดว่าเมื่อถึงวันโลกาพินาศโลกจะเป็นเช่นไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น เรื่องจริงกลับผิดธรรมเนียมไปหมด ไม่มีมนุษย์ต่างดาว ไม่มีการฟักไข่ ไม่มีซอมบี้ มีเพียงคนตาย เสียงปืน ระเบิด ศัตรูไม่ได้มาจากนอกโลก แต่มาจากมนุษย์ด้วยกันเอง
บีโอไอเป็นเพียงอาวุธรูปแบบใหม่ มันไม่ได้จ้องจะกินมนุษย์ และเราก็ไม่ได้จ้องจะทำลายมัน แสงสีขาวจากปืนเขาเพียงแค่ทำลายวงจรไฟฟ้าของบีโอไอ หยุดการทำงาน และแสงสีฟ้าของบีโอไอก็แค่ทำให้เขาสลบ ก็เท่านั้น
ต้นเหตุของสงคราม กลับเป็นเพราะคนทะเลาะกับคน ไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีต พวกเราไม่เคยเรียนรู้ สิ่งที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่นับไม่ถ้วนนี้แตกต่างไปบ้าง ก็คงเป็นผลลัพท์ ที่ทำให้เราถึงกับต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ที่ที่เราคิดกันมานานจะไปอยู่… ดาวอังคาร
นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อ 12 ปีที่แล้ว แต่แน่นอน ปัจจุบันเราก็ยังทะเลาะกันอยู่ที่ดาวอังคาร ในช่วงแรกๆ ก็ประนีประนอมกันบ้าง การย้ายบ้านครั้งใหญ่ขนาดนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายลำบากกันทั้งคู่ แต่เมื่อเริ่มปรับตัวได้ ความเกลียดชังก็ย้อนกลับมาที่จุดเดิม คนต่อต้านบีโอไอกับคนที่สนับสนุนบีโอไอ เป็นเหตุผลให้เขาต้องกลับมายังโลก เพื่อมาหาสิ่งที่จะทำให้บีโอไอทั้งหมดหยุดการทำงาน
ความฝันลวงหลอก เบื้องหลังบีโอไอที่อำนวยความสุขสบายให้คนบางกลุ่ม นำมาซึ่งการตกเป็นทาสแรงงานและความไม่เท่าเทียมของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่ประชากรโลกลดลง 50% เหตุใดปัญหาแย่งชิงทรัพยากรถึงยังมีอยู่ล่ะ เพราะบีโอไอและธุรกิจดำมืดของบริษัทไง
ตามที่แทฮยอนบอก ของสิ่งนั้นอยู่ในห้องทำงานของนัมแทฮุน พ่อของเขา เจ้าของบริษัทและบีโอไอทั้งหมด มันเป็นตัวสั่งหยุดการทำงานสำรอง เป็นแบบแมนนวล ออกแบบไว้ตั้งแต่รุ่นแรกของบีโอไอ ทว่าหากนำไปเชื่อมต่อให้มันสั่งการกับบีโอไอทุกตัวได้ ขยายขอบเขตการสั่งงานก็จะทำให้หยุดวงจรของบีโอไอทั้งหมดได้ เรื่องนี้แม้แต่เจ้าตัวก็ลืมไปว่ายังมีจุดอ่อนตรงนี้อยู่
ประตูไม้ซีดที่ครั้งหนึ่งเคยหรูหราค่อยๆ แง้มเข้าไป เผยให้เห็นห้องรกร้างด้านใน ฝุ่นคลุ้งไปทั่ว เศษกระดาษเกลื่อนพื้น มันเป็นห้องทำงานเรียบง่าย มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เขาเหลือบเห็นรูปครอบครัวของนัมสมัยเด็ก คุณแทฮุน คุณมินฮยอง และแทฮยอน ครอบครัวแสนสุข ด้านหลังห้องมีหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ แน่นอนว่าแตกไปแล้ว ฝั่งตรงข้ามโต๊ะมีตู้วางของ เก๊ะต่างๆ ถูกเปิดออก ห้องนี้ผ่านการค้นอย่างละเอียดมาแล้ว
“ที่ตู้เก็บของ ตรงช่องซ้ายล่าง ด้านหลังสุดแงะเปลือกไม้ออกมา จะมีตู้เซฟ ฉันไม่แน่ใจรหัสแต่คงเป็นวันตายของแม่ ถ้าไม่ใช่ ทั้งรหัสและของข้างใน ก็ขอโทษด้วยนะ” ใบหน้าสวยบนตักเขาเอ่ยข้อความแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะมีใครยิน ทั้งๆ ที่ตรงนั้นทุกคนตายไปหมดแล้ว
“ตู้เซฟเป็นเหล็กแบบกันสัญญาณ สแกนไม่ได้ ระวังด้วยล่ะ” ซึงยุนเตือน หลังจากที่เขาแนบเครื่องสแกนทว่าไม่ได้ผล ตู้เซฟตรงหน้าเขา จะมีสิ่งที่เขา
นัมแทฮยอน คังซึงยุน และทุกคนที่เหลืออยู่ตามหามั้ยนะ นี่แทบจะเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเราแล้วด้วยซ้ำ ใช่… กลุ่มกองกำลังต่อต้านบีโอไอกำลังจะพ่ายแพ้ สิ่งที่เราสูญเสียไป ทั้งชีวิตคนบริสุทธิ์ ชีวิตเพื่อนๆ บ็อบ ซึงรี พี่ทาโบล แจ๊คสัน ทุกคนจะตายเปล่า
มินโฮจ่อปากปืนที่ตู้เซฟ มันเป็นเซฟแบบไฟฟ้า และแน่นอนว่าไฟได้ดับไปนานแล้ว แต่ปืนนี้สามารถสลับขั้วและเปลี่ยนจากทำให้ไฟฟ้าดับเป็นปลุกได้ ฟึบ! ตัวเลขดิจิตอลขีดๆ ปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอเล็กๆ เขากดรหัสทีละตัว
2 5 0 7 2 5
ประตูเซฟปลดล็อค สมกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ ซงมินโฮค่อยๆ เปิดมัน
“ไม่ต้องขอโทษหรอก มันไม่ใช่ความผิดนาย วันนี้เราไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรกลับไปด้วยซ้ำ ดีแล้วล่ะ นายทำให้ภารกิจนี้มีค่าแล้ว” เขากระชับอ้อมกอดกลัวว่าอีกคนจะหนาว มือที่ประสานกันจับกันแน่น ราวกับกลัวว่าจะมีใครปล่อยมือก่อน
“มิโน” ชื่อเล่นที่มีแค่นัมเท่านั้นที่เรียก ดวงตาเรียวสีดำช้อนมองขึ้นมา ผิวขาวแต้มไปด้วยฝุ่นและเขม่าระเบิด สีแดงของแผลสะเก็ดเล็กๆ ตามตัว และ… กองเลือดขนาดใหญ่กลางลำตัว มันไม่ใช่ปืนของบีโอไอ ทว่าเป็นปืนธรรมดาของมนุษย์ ปืนที่ใช้ลูกปืน ปืนที่เจตนาจะทำลายศัตรูให้สิ้นซาก
เขายกมือเย็นเฉียบของอีกฝ่ายขึ้นมาแนบลำคอ หวังจะถ่ายทอดความอบอุ่นให้ “ว่าไง”
ข้างในมีกระเป๋าสีดำขนาดเหมาะมือ เขาค่อยๆ หยิบมันออกมาวางบนตัก เมื่อเปิดมาก็เจอกับอุปกรณ์หน้าตาเหมือนเครื่องคิดเลขธรรมดาๆ เขายิงปืนใส่หนึ่งครั้ง ก่อนนำเครื่องขยายสัญญาณที่เขาพกมาเสียบเชื่อมต่อเข้ากับเจ้านี้ ตั้งค่าให้เรียบร้อย เพราะนัมแทฮยอนรู้จักเจ้าเครื่องนี้ดี พวกเขาจึงเตรียมเครื่องมือมาถูกชนิด ถ้าเป็นแบบปัจจุบันคงต่อเข้ากับไอ้เจ้านี้ไม่ได้ โบราณขนาดนี้
เมื่อตรงทานค่าต่างๆ เรียบร้อย มินโฮกดปุ่ม Enter ตรงมุมขวาล่างของเครื่อง มันขึ้นข้อความถามหาการยืนยัน
“พร้อมแล้วล่ะ ทางโน้นรออยู่ กดได้ทุกเมื่อ” ซึงยุนพูดเหมือนเห็นภาพตรงหน้า
“พรุ่งนี้จะเป็นยังไงวะซึงยุน”
“ไม่รู้สิ”
“Beyond our need”
“Beyond our need”
เขากดปุ่ม…
ไม่มีระเบิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ณ ตรงนั้น ที่ดาวอังคารป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร มนุษย์ที่ขาดบีโอไอ พวกเขาจะตื่นจากภาพวาดวิมานนั้นมั้ย หรือบริษัทจะมีปุ่มรีสตาร์ทรึเปล่า บีโอไอจะหยุดนานแค่ไหน จะเป็นโอกาสให้รุ่นพี่จียงนำขบวนประท้วงไปปลุกระดมได้มั้ย ทั้งหมดเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
ทว่าวันนี้… แค่นี้… ก็พอสำหรับเขาแล้ว
“ขอบคุณนะ”
“รู้แล้ว” มินโฮตอบเสียงสั่น เขาพยายามกลั้นน้ำตา แทฮยอนยิ้มกลับมา รอยยิ้มสวยนั่นทำให้เขาตกหลุมรักคนตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า คิ้วบางจะตกลงเมื่อเจ้าตัวยิ้ม มันเป็นเอกลักษณ์ของนัม
“ฉันรักนาย”
น้ำตาเขาไหลออกมาจนได้ “…. รู้แล้ว” คนในอ้อมกอดกลับไม่ตำหนิเหมือนทุกครั้ง เพราะเจ้าตัวเองก็กำลังร้องไห้เช่นกัน
และนั่นยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด
“อย่าเอาวันตายฉันไปใช้ทำอะไรแบบพ่อนะ มันปัญญาอ่อน”
“ฮ่าๆๆ เข้าใจแล้ว ฉันจะใช้วันนั้นของเราเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“ดีมากหมาน้อย แค่ก… วันนี้น่ะ เก็บไว้… ฉลองนะ” มือเย็บเฉียบแตะใบหน้าเขาอย่างอ่อนโยน แรงบีบที่มืออีกข้างน้อยลงทุกทีๆ
มือเรียวคลายแรงบีบ…
ดวงตาสวยปิดลงเชื่องช้า เหมือนกับว่าแค่หลับไป เหมือนที่ทุกคืนเราจะนอนกอดกัน และนัมก็จะหลังตาลงในอ้อมกอดเขาแบบนี้
“ฮึก… รู้แล้ว”
End
Note : จบจ้าาาาาาาาาา อะลัยฟวะ 5555555 ที่เรื่องมันเพี้ยนๆ ไหนวะนัมซงก็เพราะว่ามันคือการบ้านของเราเอง วิชาการสื่อสารด้วยภาษา และเป็นหัวข้อการเขียนแสดงจินตนาการ ธีมถ้าโลกถูกหุ่นยนต์ครอง คนอื่นก็เขียนไซไฟกันไปส่งนะ ไอโรบอทงี้ เราก็ขอเอาฟิคไปส่ง555 มันก็หุ่นยนต์นะ แค่บังเอิญเรื่องเกิดที่เกาหลีไง๊อาจารย์ ตอนแรกกลัวอาจารย์แกจะตกใจ พยายามไม่ชัดเจนเพศของนัม แต่ตอนท้ายมันปิดไม่ได้แล้วจริงๆ 5555555 โอ๊ย ไว้ได้คะแนนเท่าไรจะมาอีดิทบอกกันอีกที ครั่กกก
ไม่รู้จะมีใครอยากบอกอะไรเรามั้ย เมนชั่นมาได้ ไม่ก็ติดแท็ค #นัมซงบีโอไอ นะคะ จะมีใครเล่นกะเรามั้ย เขิน ขอบคุณค่า