The last day of summer semester 58

ในที่สุดซัมเมอร์ก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วเมือวานนี้555555 หลังจากอดทนตื่นเช้าไปเรียนขับรถไปกลับรังสิตประหนึ่งไปกลับบ้านกับหน้าปากซอยสูญเสียกันไปกันเท่าไหร่กับการเรียนซัมเมอร์นี้ จะบอกว่าก็มากอยู่ เสียโอกาสที่จะได้ลองทำงานพิเศษ แต่เอาจริงๆไปทิ้งใบสมัครไว้หลายที่มาก ตั้งแต่สตาร์บัคยันคุมองก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีที่ไหนโทรตามให้ไปทำงาน ก็แอบคิดนะนี่เราพลาดตรงไหนหรือไม่ดีตรงไหน.. แต่ด้วยความหลงตัวเองก็จะ ก็ดีแล้วนิเขาไม่รับก็เรื่องของเขาเถอะฉันก็เรียนก็ได้!!

เมื่อวานจบซัมเมอร์วิชาการท่องเที่ยวอย่างสวยงามมากค่ะหลังจากทนทรหดไปออกนอกสถานที่ถึงสองครั้ง คือจริงๆเขาให้ออกครั้งเดียวแหละแต่รอบฉันมันดันโคตรซวยพอไปถึงสถานที่ปุ๊บ ฝนเทเลยค่าาาา รู้สึกกาลกิณีบ้านเมืองมากก็เลยขอไปครั้งที่สอง ฝนก็ทำท่าว่าจะไม่ตกแต่สุดท้ายก็ตกทำให้อาจารย์ถึงกับจำหน้าฉันได้ก่อนจะพูดประโยคเด็ดว่า “เพราะคุณจริงๆด้วยฝนตกอีกแล้ว คุณนี่มากับฝนจริงๆ” โอ้โหความรู้สึกกาลกิณีที่มีอยู่แล้วนี่เพิ่มขึ้นไปทวีคูณเลย555555555 เอาไว้ว่างๆแล้วจะมาอัพเล่าถึงตอนไปออกนอกสถานที่.. วิชาที่สองที่ต้องจบซัมเมอร์วันนี้คือวิชาเกาหลี1ค่ะ ฉันโคตรเกลียดวิชานี้เลย ทำไมน่ะหรอ? คืออ่านไม่ออกไง เรียนตามเขาไม่ทัน พาลค่ะพาล กลายเป็นไม่ชอบวิชานี้เลย ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับวงการเกาหลีอีกเลยหลังจากที่เรียนทั้งๆที่เมื่อก่อนนี่โคตรติ่งexoเลย55555555 และด้วยผลของความไม่ชอบ ฉันและเพื่อนนัมเบอร์ทูตัดสินใจโดดค่ะ โดดแม่งเลยไหนๆก็ปิดคอสร์ละ ทิ้งให้เพื่อนนัมเบอร์วันเรียนเดียวดายคนเดียว ละถามว่าโดดไปทำอะไร ตอบค่ะ ไปนอนตายอยู่หอเพื่อนอีกคน คือจะบอกว่าเหนื่อยกันมามาก จันทร์อังคารพุธ ตื่นเช้าตลอดเพื่อขับรถไปรับเพื่อนที่บ้านแล้วขึ้นทางด่วนพระรามสองมารังสิต และแน่นอนอีทางด่วนพระรามสองนี่โคตรติด ติดแบบ แต่งหน้าสโมคกี้อายจนเสร็จละรถขยับแค่สองเซนต์ ซึ่งกว่าจะไปถึงก็แปดโมงกว่าๆ รีบยัดข้าวเข้าห้องเรียนเก้าโมง หันมองย้อนดูตัวเองก็แอบภูมิใจตัวเองเหมือนกันนะว่า เออเธอก็เก่งนะเธอผ่านมันมาได้แล้ว(ขอชมตัวเองหน่อยละกัน) พยายามจำความรู้สึกว่าสำเร็จแล้วจบแล้วซัมเมอร์ที่ยากลำบากมาได้อย่างไร จะไม่มีวันลืมเลย

นอกจากนั้นฉันก็ยัง.. อิอิอิอิ หัวใจเป็นสีชมพูสุดๆเลยช่วงนี้ ฉันเจอกับเขาทุกวันแม้กระทั่งเมื่อวานซึ่งเป็นวันปิดคอร์สเรียน ตอนแรกเราคลาดจากกัน ไม่เจอกัน ฉันไปนั่งโรงอาหารที่เดิมและเอากระเป๋าไปวางจองที่ให้เขาที่โต๊ะเดิมทำทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ แต่จนแล้วจนริดเขาก็ยังไม่มา เมื่อคุณอยู่โรงอาหารแล้วไม่เห็นคนที่คุณแอบชอบคุณจะทำอะไรได้อีกล่ะคะ นอกจากการชะเง้อไปเรื่อยๆ ชะเง้อวนไปค่ะ เป็นการบริหารเหนียงไปในตัวด้วย ชะเง้อไปจนไปสบตาพอดีเป๊ะกับเพื่อนเขาคนนึง ซึ่งนางนี่ก็รู้จักฉันเนื่องจากเทอมที่แล้วมีงานให้ต้องทำกันและจับทุกคณะมาทำรวมกัน โดนจับคละจนไม่มีคนอยู่คณะเดียวกันที่ได้ทำงานด้วยกันเลย ซึ่งก็ดีนะมันทำให้ฉันรู้จักเพื่อนคณะอื่น ดีๆก็มีนะ ไม่ดีก็ถม ซึ่งยัยคนนี้เนี่ย ขอเรียกว่า หญิงถึกละกัน คือนังหญิงถึกคนนี้ตอนเรียนด้วยกันเทอมที่แล้วฉันไปถามนางเองแหละว่ารู้จักคนนั้นไหม สรุปคือนางเป็นเพื่อนกันเลยจ้า เอกเดียวกันแต่คนละกลุ่มเท่านั้น อ่ะกลับเข้าเรื่องๆ ฉันชะเง้อมองหาจนไปสบตากับนางที่นั่งอยู่ห่างจากโต๊ะฉันไปหกโต๊ะนั่นแหละจ้า นางมองหน้าฉันสบตากันปิ๊งๆ ฉันรีบหดคอกลับที่เหมือนว่าไม่ได้มองหาใคร กลัวมีพิรุธ แต่สุดท้ายก็เผลอลืมตัวชะเง้อมองหาซ้ายแลขวาอยู่ดี และหันไปทางหญิงถึกทีไร นางก็จะมองหน้าฉันอยู่ประหนึ่งว่าอ่านใจกันออก ฉันหันไปกระซิบเพื่อนนัมเบอร์วันทูและเมทอินเทอร์นนัมเบอร์วันทู(วันนี้กินข้าวกันห้าคน)ว่า เจอกับหญิงถึกนั่น และนางก็มองเหมือนรู้ ซึ่งจริงๆฉันอาจจะร้อนตัวไปเองไง แต่เพื่อนๆอีกสี่คนบอกให้ทำนิ่งๆดูอาการไปก่อน สักพักมองออกไปนอกโรงอาหารฉันเห็นเขากำลังเดินข้ามฝั่งมา ยิ้มกริ่มในใจ แต่ทว่าเพื่อนนัมเบอร์วันบอกว่า ดูดีๆสิใครเดินนำหน้าเขามา… อ่ะแน่นอน ตามที่คิดกันไว้เลยค่ะ หญิงถึกนั่นเองค่าาาาาาา วินาทีนั้นรู้เลยว่าเอาแล้ววว มันเล่นฉันแล้ววววว สติสตางค์เริ่มกระเจิง เพื่อนๆแสนดีทั้งสี่จับมือบอกให้อยู่นิ่งๆ ส่วนพวกมันหันไปมองเป็นหูเป็นตาให้(ซึ้งใจจริงๆ) พวกนางเห็นยัยหญิงถึกโบกมือให้เพื่อนเพศที่สามที่นั่งแสตนด์บายมองกลุ่มฉันอยู่ที่โต๊ะ นางเดินนำพากลุ่มพ่อรูปหล่อของฉันเข้ามา เดาไม่ออกเลยว่าระหว่างที่เดินมานางพูดอะไรกัน เขาวางกระเป๋าก่อนจะเดินออกไปหาซื้ออาหาร แต่กลุ่มของเขาหยุดยืนที่หน้าร้านอาหารนึงก่อนจะมองมาทางเราทั้งกลุ่มพร้อมกับการซุบซิบ55555555 แน่นอนฉันแอนด์เดอะแก๊งค์ก้ไม่ยอมแพ้ มันเป็นฟีลที่ว่าเขานินทาเราในขณะที่เราก็นินทาเขาเหมือนกัน บางทีฉันก็สงสัยนะว่านินทากันขนาดนี้มันจะได้กันสักทีไหมวะ?? 5555555 จบการนินทานางซื้อข้าวกลับไปนั่ง ก็เลือกที่จะนั่งหันหน้ามาทางโต๊ะฉัน มุมเดิมตำแหน่งเดิมกับวันจันทร์เป๊ะ ฉันให้เพื่อนนัมเบอร์วันแอนด์ทูไปซื้อยำวุ้นเส้นมาหนึ่งชาม เราเรียกมันว่ายำร่วมสาบาน กินไปก็ผลัดกันหันไปวิจารณ์ นินทากันตามประสาผู้หญิงอ่ะ ซึ่งนางเองก็รู้ว่าโดนมองโดนนินทานางก็นินทากลุ่มเราเช่นกันมีการหันมามองหน้าหาเรื่องกันเป็นบางครั้งแต่บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ฉันมองไปรอบๆตัวตอนนั้นรู้สึกโชคดีเหลือเกินและขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวแบบนั้น ทั้งเพื่อนฉัน ทั้งเขาและเพื่อนเขา ขอบคุณที่มีอาหารให้กิน โต๊ะให้นั่งจ้องกัน เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะนึง เขามียื่นหน้ามามองกันก่อนจะรีบกลับไปข้างหลังเหมือนเดิม เราหัวเราะให้กันและกันโดยไม่ต้องมีคำพูดอะไรกันเลย รู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษบางอย่าง ทั้งๆที่ปกติเขาไม่ค่อยยิ้มแม้กับเพื่อนเขาก็ยังยิ้มยาก แต่ฉันเห็นเขายิ้มต่อหน้ามาหลายครั้ง เกือบทุกครั้งที่เจอกัน งั้นก็ขอคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยได้ไหม ขอหน่อยเถอะนะ 5555555
พอตอนกินข้าวเสร็จ เขาลุกไปเก็บจาน กลุ่มฉันก็ยังนั่งที่เดิม เราจ้องเขาซึ่งเขาคงจะลืมตัวยกมือขึ้นมา… แคะฟันตัวเอง55555555555 ทุกคนในกลุ่มหลุดขำออกมาแทบจะทันที ยังไม่ทันจะหายขำ พวกนางก็เดินมาอ้อมข้างหลังฉันเลยค่ะ พวกนางทั้งหมดรวมทั้งหญิงถึกเดินไปซื้อน้ำ ก่อนจะหันมามองกลุ่มฉันทั้งกลุ่มราวกับกำลังบอกอะไรกันอยู่ ด้วยความไม่ยอมแพ้ กลุ่มดิฉันเองก็ส่งท้ายด้วยการหันไปจ้องหน้านางทั้งกลุ่มหันพร้อมกันโดยพร้อมเพรียงกัน ทำเอาเขินกันไปข้าง คุณคงจะคิดว่าเรื่องของเขาของวันนี้หมดแล้วใช่ไหม ตอบเลยว่ายังค่ะ มีอีกแต่เป็นตอนเย็นหลังจากที่โดดเรียนไปนอนหอเพื่อนเรียบร้อยและกำลังขับรถไปรับเพื่อนที่ตึกเรียนเพื่อกลับบ้าน ระหว่างที่ฉันขับสวนกับรถเอ็นจีวี(รถเมล์บริการฟรีของมหาลัย) ไม่รู้อะไรดลใจให้หันขึ้นไปมองในบนรถนั่น ฉันเจอกับเขาพอดี พอดี พอดี พอดีเป๊ะ โอ้มายก็อด เกิดอะไรขึ้นคะท่านผู้ชม ฉันกลับรถขับตามรถเมล์นั่นไปทันทีค่ะ ย้ำว่าทันที!!!! อย่าด่าอย่าว่ากันเลยนะคะว่าบ้า ก็ยอมรับว่าบ้าค่ะ แต่ขอทำตามใจตัวเองบ้างเถอะ ฉันตามทันรถเมล์ตอนที่รถเข้าป้ายก่อนจะถึงป้ายสุดท้าย ซึ่งฉันก็ขับมาก่อนถามเพื่อนว่าจอดแอบดูตรงไหนดี อีเพื่อนนัมเบอร์ทูตอบว่า ถ้าอยากเห็นเขาชัดๆก็จอดตรงนี้แหละ เท่านั้นแหละค่ะคุณ ฉันหักรถเลี้ยวจอดตรงที่รถเมล์จะจอดทันที โดยลืมไปค่ะว่า 
1. รถเมล์จะจอดตรงนั้นทำให้เขาจะเดินลงตรงนั้น 
2. ฟิล์มรถฉันบางมาก คือมองเข้ามาก็เห็นชัดเจนว่าเป็นใครโดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก
ฉันมามีสติคิดได้ตอนที่รถเมล์ตรงมาใกล้ถึงแล้ว ไม่สามารถหักรถออกไปกระทันหันได้ เพื่อนนัมเบอร์ทูปรับเบาะนอนลงทันทีแต่ฉันไม่ทำค่ะ ไม่ใช่ไม่กลัวเขาเห็น แต่คิดไม่ทันค่ะ ล่กมาก ฉันกริ๊ดดดดดตลอดตอนที่รถเมล์จอดและคนลงมา และมารู้ทีหลังว่าเสียงกริ๊ดเล็ดรอดออกไปดังมาก5555555555 มีคำเดียวที่เพื่อนพูดหลังจากเขาเดินไปแล้วคือ เมิงพัง!!!!
พังจริงค่ะ แต่เอ๋ทำไมพังแบบนี้แล้วมันมีความสุขจังเลยอ่ะ ถ้าพังแบบนี้ก็ยอมพังทุกวันนะ ยอมนะ แลกกับการเจอกันเล่นกับแบบวันนี้ทุกวัน จริงๆแล้วไม่ต้องใกล้กว่านี้ อยู่ห่างๆแบบนี้ได้เห็นแบบนี้มันดีจริงๆ ไม่รู้ว่าจะดีกว่าการคบกันหรือไม่นะ คริคริคริ ซัมเมอร์นี้ก็จบลงด้วยรอยยิ้มมมม จบลงด้วยความรู้สึกดีๆ ฉันบอกตัวเองให้จำความรู้สึกนี้ไว้ ความรู้สึกอิ่มเอมใจขนาดนี้ มีความสุขขนาดนี้ จำไว้เอาไว้ให้ดีนะ เมื่อวันที่มีความทุกข์ ฉันจะกลับมาอ่านและนึกถึงความรู้สึกนี้อีกครั้ง