บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ blog.cleverse.com

“It’s better to have 100 people that love you than a million people that just sort of like you. Find 100 people that love you.” — Paul Graham

บริษัทใดที่มี user รักในสินค้า/บริการของเรา บริษัทนั้น ๆ จะมี “แฟนคลับ” ที่มีพลังช่วยโปรโมทเรา และเป็นอ้างอิงให้คนอื่นหันมาใช้สินค้า/บริการของเราเพิ่มขึ้น

แล้วเราจะวัดความรักได้อย่างไร?

มี Metrics 2 ตัว ที่เรานิยมใช้วัดผลความรักที่ user มีต่อสินค้า/บริการ (ในส่วนถัดไปจะขอย่อเหลือคำว่าบริการ) นั่นก็คือ Retention Rate กับ Net Promoter Score

Retention Rate คือ ตัวบ่งชี้ความต่อเนื่องการกลับมาใช้บริการของเรา ของ user

Net Promoter Score คือ อัตราส่วนของ user ที่มีแนวโน้มจะแนะนำบริการของเราให้เพื่อนหรือคนรู้จักสูง ลบด้วย คนที่มีแนวโน้มจะแนะนำบริการของเราต่ำ

บทความนี้จะขอกล่าวถึงพื้นฐานของ Retention Rate กัน

วิธีวัด Retention Rate

หลักการวัด Retention Rate ก็คือ user ที่ใช้บริการของเราใน period นี้ มีกี่ % ที่ใช้เราใน period ถัดไป เช่น

สมมติว่า เรามีการใช้งานของ user เป็นดังนี้

  • วันที่ 1 มี user A, B, C, D…


น้อง ๆ startup หลายรายที่ผมได้มีโอกาสคุยด้วยในช่วงนี้มีคำถามคล้าย ๆ กัน เช่น

“อยากได้ CTO — มีใครแนะนำบ้าง”

“พี่หา Developer จากที่ไหน”

Theme ของปัญหา คือ การขาดคนทำ Tech — ซึ่งเป็นที่มาของบทความนี้

Startup ต้องจะเอาตัวรอดอย่างไรเมื่อไม่มี tech team… เราจำเป็นต้องมี tech team ก่อนจะสร้าง Startup ได้ จริงหรือ?

Photo by Ian Espinosa on Unsplash

ขอให้คำจำกัดความของการสร้าง Technology ในบทความนี้สักเล็กน้อย

สิ่งที่ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า Technology ในบทความนี้ จะหมายถึง technology ที่คุณพัฒนาเองในบริษัทของคุณ

เพียงเปิด website ด้วย Wordpress คุณก็กำลังใช้ technology — แต่ไม่ได้สร้าง technology

สมัยนี้แล้ว ไม่มีใครสร้าง technology กันเองตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว

จะมากจะน้อย ทุกคนต่างก็ต้องซื้อ technology ที่มีอยู่ในตลาดมาประกอบเป็น technology ใหม่ทั้งนั้น

แต่เมื่อคุณยิ่งประกอบ หรือ สร้าง technology ให้ออกมาเฉพาะ (proprietary) สำหรับคุณมากเท่าไร สิ่งนั้นจึงจะถือเป็นการสร้าง technology สำหรับบทความนี้

คุณต้องมี Technology เดี๋ยวนี้จริง ๆ หรือ

ถ้าคุณพึ่งเริ่มสร้าง startup ของตัวเอง คุณควรลงทุนกับ technology แค่ไหน?

ถูก: ที่คุณเป็น tech startup

ถูก: ที่ tech startup ควรมี technology — ไม่งั้นเสียชาติเป็น tech startup…


บทความนี้เกิดมาจากความคันที่ผมเจอประโยคที่ทับถมว่า idea นั้นไร้ค่า execution ต่างหากที่สำคัญ

ความเชื่อของผม คือ ผลลัพท์ที่ดี ต้องมาจากทั้ง Idea ที่ดีและ Execution ที่ยอดเยี่ยม

Idea คือ เส้นทาง และ Execution คือยานพาหนะ

หากเราเลือกเส้นทางที่ดี แต่ยานพาหนะไม่ขยับไปไหน เราก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย

หากเรามียานพาหนะที่ดี แต่เลือกเส้นทางผิด เราอาจจะไม่ได้อยู่ในที่ ๆ เราอยากอยู่

To sell Pepsodent, Hopkins needed a trigger that would create a need for the toothpaste’s daily use. He dug deep, did lot of reading on the subject and found a reference in the middle of one dental book to the mucin plaques on teeth, which he called ‘the film.’ He said, “ That gave me an appealing idea. I resolved to advertise this tooth paste as a creator of beauty. To deal with that cloudy, yellow film.”

ข้างต้น คือบางส่วนจากหนังสือ…


Context ที่พูดถึงในหัวข้อนี้ คือ Blockchain/Crytocurrency

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสอ่านข้อคิดหลายอันที่มาในแนว“อวย” distributed system กันอย่างเกินกว่าเหตุ เช่น

  • Crypto/Token ที่ดี ต้องเป็น truly distributed system แบบไม่มีองค์กรกลางมามีอิทธิพล
  • Blockchain ที่ไม่เป็น distributed system จะมีปัญหาเรื่อง trust จนไม่รู้จะใช้ Blockchain ไปทำไม
  • ฺDistributed Blockchain ทำให้ข้อมูล Immutable เลยเชื่อถือได้

เหล่านี้เป็นต้น

พออ่านผ่านตาแล้วก็จะสะดุดและคันขึ้นมาทุกครั้ง ก็ไม่แน่ใจว่าคนฟันไม่เข้าใจ หรือ เข้าใจแต่พยายามเขียนให้คนทั่วไปอ่านง่ายกันแน่

ประเด็นที่ผมอยากสื่อในบทความนี้ คือ non-centralized ไม่ได้เชื่อถือได้กว่าระบบ centralized เสมอไป

Centralized vs Decentralized vs Distributed System

สำหรับคนที่ยังไม่ทราบว่า 3 ระบบนี้ต่างกันอย่างไร รูปยอดนิยมด้านล่างนี้ (ที่ผมยืมเขามา) ตอบแทนได้ดีที่สุด


การมาของ Lightning Network เป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจธนาคารหรือธุรกิจการเงินแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็น centralized

Lightning Network คืออะไร?

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Lightning Network

Bitcoin และ Cryptocurrency ที่เป็น Blockchain-base มีข้อจำกัดด้าน Scalability (ความสามารถในการรองรับการขยายตัวของ network) ซึ่งมีปัญหาย่อย ๆ อยู่หลายข้อ ถ้ายกตัวอย่าง Bitcoin ก็จะมีข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น

  • ความเร็วในการยืนยัน transaction — ปัจจุบันของ Bitcoin อยู่ที่ 4–7 transaction ต่อวินาที ซึ่งปริมาณนี้คือที่คนทั้งโลกใช้ร่วมกัน
  • เรื่องนี้เกิดจากการเก็บข้อมูล transaction ถูกจำกัดด้วยขนาดของ Block 1 MB ซึ่งเก็บได้ประมาณ 2,000 transactions (แต่ละ transaction ขนาดไม่เท่ากัน เคยมีสูงสุดถึง 2,700 transactions ต่อ block) — ซึ่ง block จะถูกสร้างใหม่ทุก ๆ 10 นาที (ตัวเลขนี้ถ้าปรับลง จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและผลกระทบ) ทำให้ถ้ามีคนใช้งานระบบเยอะเกินค่านี้ การยืนยันก็จะถูกดองไปถึง block ถัดไป และถัดไปเรื่อย ๆ
  • ขนาดของข้อมูล — เพราะข้อมูลเก็บแบบ Ledger คือ มีประวัติการโอนเงินของทุก ๆ คนตั้งแต่เริ่มมี Bitcoin รวมอยู่ในฐานข้อมูลเดียว ทำให้ฐานข้อมูลโตขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีวิธีในการแยกเก็บ (Sharding) — ถึงจุดหนึ่งมันจะใหญ่มากจนเครื่อง miner จะต้องมีพื้นที่เก็บมหาศาล…


มีผู้ปกครองท่านหนึ่งซึ่งกำลังเชียร์ให้ลูกไปทำงานในรัฐวิสาหกิจ ถกกับผมเรื่อง ทำงานบริษัทเสี่ยง ทำไมไม่ไปทำงานรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงกว่า? ในแง่มุมที่ว่า รัฐวิสาหกิจมีสวัสดิการที่ดี ดูแลกันไปจนแก่เฒ่า

นี่คือที่มาของบทความนี้

ตอนถกกันนั้น ผมมีคำถาม 2 คำถามในใจ

รัฐวิสาหกิจ มั่นคงจริง ๆ หรือ?

และ

ความมั่นคงคือปัจจัยสำคัญในการเลือกงานจริง ๆ หรือ?

Photo by Patrick Hendry — https://unsplash.com/photos/PpeFIpSYSXg

Nothing last forever

ถ้าคุณอยากฝากชีวิตไว้กับบริษัท หวังพึ่งหาสวัสดิการและกองทุนเกษียณ คุณก็ต้องคาดหวังว่าบริษัทจะเจริญรุ่งเรืองไปถึงหลังเกษียณ ซึ่งการมองอนาคตบริษัทที่ 50 ปียังอาจจะสั้นไปด้วยซ้ำ

ถ้าบริษัทเจ๊งก่อนหน้านั้น เท่ากับความคาดหวังตลอดชีวิตการทำงานของคุณนั้นสูญเปล่า

แม้บริษัทไม่เจ๊ง แต่ถ้าธุรกิจของบริษัทหดตัวลงมากเกินค่า ๆ หนึ่ง บริษัทก็จำเป็นจะต้องตัดต้นทุน — และการปลดพนักงานหรือปรับลดสวัสดิการก็คือหนึ่งในทางเลือกยอดนิยม

สำหรับผม ถ้ามองที่ระยะ 50 ปี — มีแค่ 2 บริษัทในโลกที่ผมรู้สึกว่ามีลุ้น ที่จะยังยิ่งใหญ่ไปถึงจุดนั้น

ธุรกิจไม่มีคำว่ามั่นคง

ในยุค 40 ปีก่อนหน้านี้ มีบริษัทที่อายุยืนยาวเป็น 100 ปีอยู่ไม่น้อย

แต่ในยุคที่ technology เติบโตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา —…


สภาวะที่เราอยู่สบาย คือ สภาวะที่เราไม่เติบโต

ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็รู้… แต่ไม่ค่อยทำกัน

คุณพยายามแค่ไหน ที่จะพาตัวเองไปอยู่ในสภาวะที่คุณไม่เคยชินมาก่อน?

https://unsplash.com/photos/nGwhwpzLGnU

ครั้งสุดท้ายที่คุณต้องทำอะไรที่ทำให้คุณลำบากใจที่จะทำ คือเมื่อไร?

ครั้งสุดท้ายที่คุณไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร คือเมื่อไร?

ครั้งสุดท้ายที่คุณเลือกพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ คือเมื่อไร?

ความรู้สึกกังวล กลัว ไม่แน่ใจ ไม่แน่นอน ลำบาก — นั่นคือสัญญาณของโอกาสในการเติบโต

เวลาผมส่งน้องที่ไม่ชำนาญในเรื่องบ้างเรื่อง ให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่เคยชิน — ใจหนึ่งก็อยากไปช่วย แต่รู้ว่า ถ้าเราไปนั่งอยู่ในห้องด้วย เขาจะรู้สึกอุ่นใจว่าเราจะช่วยได้ ทำให้ความเข้มข้นของสถานการณ์ไม่มากพอ

เพราะสถานการณ์ที่ uncomfortable จะบีบให้เราเติบโต

และสิ่งที่ผมมุ่งมั่นจะทำให้กับทุกคนในทีม คือ การมองหาขีดจำกัดใหม่ให้แต่ละคน แล้วผลักดันให้เขาข้ามมันไปให้ได้

You can connect with me via Facebook & Twitter

Kittichai Jirasukhanon worked at Cleverse, a venture builder, with people who have fun building the future. If you also consider building the future a fun and meaningful purpose for your life — let’s find a way we can work together.


เราจะทดสอบความสามารถในการตัดสินใจของแต่ละบุคคลได้อย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในการรีวิวการสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่ง (หลังการสัมภาษณ์งาน นอกจากทีมของเราจะถกกันเรื่องคุณสมบัติของคนที่มาสัมภาษณ์ เราจะถกกันเรื่องการออกแบบวิธีวัดผล เพื่อวัดคุณสมบัติของคนที่มาด้วย)

คำถามนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความเก่าแก่ของสุดยอด Guru ท่านหนึ่ง คือ Joel Spolsky

Joel Spolsky เคยเขียนบทความชื่อ Great Design: What is Design? (First Draft ) โดยในบทความ จะยกคำถามเรื่องการออกแบบว่า เราจะออกแบบถังขยะสำหรับใช้งานบนถนนได้อย่างไร?

สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านบทความนี้ ผมอยากให้ลองใช้เวลาสัก 5 นาที นึกเล่น ๆ ว่าคุณจะออกแบบถังขยะเทศบาลสำหรับใส่ขยะข้างถนนอย่างไร แล้วค่อยอ่านต่อ

Photo by James Pond on Unsplash

1 นาทีผ่านไป

2 นาทีผ่านไป

3 นาทีผ่านไป

4 นาทีผ่านไป

5 นาทีผ่านไป

โจทย์นี้ไม่มีเฉลย แต่มุมมองของ Joel ต่อการ design คือ คนออกแบบต้อง trade-off

ถ้าใช้วัสดุที่หนัก คนเก็บขยะก็จะยกถังได้ยาก ถ้าเบาถังขยะก็จะปลิวตอนลมพัด

ถ้ามีฝาปิด ก็จะใช้ยากสำหรับคนพิการหรือคนที่ถือของมา แต่ถ้าไม่มีฝาปิดขยะก็อาจจะปลิวออกมาได้

ถ้าใหญ่ไป หากคนใส่ของลงไปมากก็จะหนักจนขนได้ยาก…


เนื่องจากตอนนี้ (May 2017) ผมกำลังออกแบบโต๊ะทำงาน version 2.0 อยู่ — เลยอยากเขียนบันทึกไว้ว่าออกแบบ version 1.0 ไว้อย่างไรบ้าง

ด้วยความเรื่องมากส่วนตัว ผมจึง(ร่วม)ออกแบบโต๊ะทำงานไว้ใช้เองในออฟฟิศ

เรื่องนี้ เริ่มจาก Version 1.0 ซึ่งออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2009

รวบรวม Requirement

ก่อนออกแบบ ผมรวบรวม requirement จากความชอบส่วนตัวและหลัก ergonomic ไว้ดังนี้

ขนาด

การออกแบบโต๊ะ ต้องคำนึงถึงการจัดวางและพื้นที่ในออฟฟิศด้วย

ผมตั้งใจให้โต๊ะมีขนาด 200cm x 90cm กะว่าให้นั่งสองคนแบบทแยงข้างกัน แต่ละคนจะมีพื้นที่ทำงานเป็นสามเหลี่ยมมุมฉาก

กรณีเรียงโต๊ะเป็น 2 แถว ๆ ละ 3 ตัว

โต๊ะทำงานทั่วไป (แบบที่เป็นคอก partition) มีขนาด 120 x 60 ซึ่งถ้าใช้กับจอขนาดเล็ก ๆ (สมัยนั้นออฟฟิศทั่ว ๆ ไปใช้จอ 14–17 นิ้ว — ถ้ามีจอ 19-21 นิ้วก็ถือว่าหรูแล้ว) แต่ที่ออฟฟิศเราให้ทุกคนใช้จอ 24 นิ้วขึ้นไป ทำให้โต๊ะ 120 x 60 เป็นขนาดที่เล็กไป

การให้ทุกคนนั่งทแยงกันแบบนี้ จะทำให้แต่ละคนนั่งห่างกันถึง 2 เมตร! มีที่กว้างขวางสำหรับเหยียดแขนกันได้สบายใจ รู้สึกเป็นส่วนตัวสุด ๆ

วัสดุ

ผมต้องการให้ใช้วัสดุแสตนเลสและกระจก ข้อนี้มีหลายเหตุผล

  • ผมเกลียดโต๊ะทำงานสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไปที่มักใช้วัสดุไม้อัดปิดผิว
  • โต๊ะไม้มีความคงทนต่ำ ใช้ไม่กี่ปีก็เป็นรอย — ในขณะที่กระจกทำให้คุณสามารถทำงานโหด เช่น กรีดกระดาษ ได้โดยไม่ต้องกลัวเป็นรอย…


AR และ VR เป็นเทคโนโลยีที่คนเล่นกันมายาวนาน แต่ก็ไม่มีผู้ใช้เยอะพอจนเราเห็นคนใช้กันในชีวิตประจำวันได้ — ส่วนหนึ่งนั้น เป็นเพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่ทำให้คุณภาพของมันเป็นได้เพียงของเล่นที่ใช้งานได้บนกระดาษหรือป้ายโฆษณาที่เตรียมการไว้ก่อนแล้วเท่านั้น

แต่ในปีนี้ Facebook และ Google ต่างก็ showcase เทคโนโลยี AR ที่แม่นยำไปอีกระดับหนึ่งในงาน Facebook F8 และ Google I/O 2017 ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า สงคราม AR เต็มรูปแบบกำลังเริ่มขึ้นแล้วจริง ๆ

ข้อจำกัดของ AR ในยุคก่อน

ปีนี้ไม่ใช่ปีแรกที่มี showcase เกี่ยวกับ AR แต่เป็นปีแรกที่ technology มาถึงจุดที่ consumer ทั่ว ๆ ไป มีโอกาสนำไปประยุกต์ใช้ได้

AR คือ การซ้อนข้อมูลเสมือนเข้าไปในโลกจริง ซึ่งการที่จะทำให้สมบูรณ์ได้ ผมมองว่าต้องมีปัจจัย 3 ประการ

1) Mapping

(j)AR(vis) we deserved

ระบบต้องสามารถอ่านองค์ประกอบของภาพแล้ววิเคราะห์ระนาบต่าง ๆ เช่น โต๊ะ พื้น ป้าย ออกมาได้อย่างแม่นยำมาก ๆ เพื่อการซ้อนภาพที่สมบูรณ์​ — หากซ้อนภาพแล้วดูลอย ๆ คนจะรู้สึกว่าเป็นเพียงของเล่น ไม่น่าใช้

เพื่อการนี้ ระบบจำนวนมากต้องพึ่งพา marker พิเศษที่ทำให้กล้องสามารถหาระนาบได้ — นั่นทำให้ AR จำนวนมากต้องใช้งานผ่านกระดาษหรือป้ายโฆษณาที่มีการเตรียมการไว้ก่อนแล้ว — แต่ AR ที่เราอยากได้มันต้องเป็นแบบที่ T-800 เห็น…

Kittichai Jirasukhanon

All-rounder at Cleverse

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store