เป็น นย. สักครั้งไซร้ จักฝังหฤทัยจนวายปราณ !

คำโปรย ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มแปะบนป้ายบนถนนทางเข้าสู่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผมได้แต่เหลียวหลังมองป้ายนั้นค่อยๆเล็กลงขณะที่ผมนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างออกมาจากที่นั่นในวันปลดประจำการของการเป็นทหารนาวิกโยธินของผม นับตั้งแต่ 6 เดือนก่อน ผมกำลังจะกลับบ้าน….

ผมใช้เวลานั่งรถตู้จากโลตัสหน้าหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินมาลงที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตอนนั้นประมาน 4 โมงเย็นแล้ว ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมงเพราะตอนนั้นค่ำแล้วด้วย จึงมาถึงกรุงเทพค่ำ และรถติดมาก ผมต้องแบกกระเป๋าใบหนักกว่า 5 กิโลเดินหารถเมล์สาย 542 เพื่อกลับบ้านที่จรัญ 13 แต่ก็เกิดปัญหากับกระเป๋าเจ้ากรรมรับน้ำหนักของข้างในไม่ไหวเกิดขาดแควก!กลางทางขึ้นมา จากที่เคยแบกก็กลายเป็นหอบกลับมา เฮ้อ! เพลียมาก วุ่นวายชะมัด แต่ก็พยายามหอบกลับมาถึงบ้านจนได้

พอมาถึงที่บ้าน ผมรีบตะเบะให้คุณแม่(กำลังทำกับข้าวอยู่)และหอบข้าวของขึ้นไปเก็บบนบ้าน โยนมันทิ้งลงบนที่นอนเลยเพราะเหนื่อยมากมาย ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง ขี้เกียจเก็บเลยไปอาบน้ำแต่งตัวและลงมาช่วยคุณแม่ขายอาหารข้างล่าง คุณแม่ถามว่า “ปลดแล้วหรอเนี่ย ทำไมเร็วจัง” ผมก็ตอบว่า “นั่นดิ รู้สึกว่าเร็วเหมือนกัน ยังไม่มีความรู้สึกว่าเป็นทหารเลยอ่ะ 555” แล้วคุณพ่อก็เข้ามาแล้วพูดว่า “อ้าว กลับมาแล้วหรอ เป็นทหารเป็นยังไงบ้างล่ะ” ผมตอบว่า “โอ๊ะ!! ชิวๆ สนุกดี งั้นๆแหละ เหมือนได้ไปออกกำลังกาย” แต่ความรู้สึกมันก็บอกอย่างนั้นจริงๆนะ ทั้งที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนที่เป็นทหารนั้นหายใจแทบไม่ออก!

1 พฤษภาคม 2555 ย้อนกลับไปหกเดือนก่อนหน้านี้ ผมอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดยโสธรเขตเข้ารับการตรวจเลือกตามประกาศคำสั่งว่าด้วย “ชายไทยทุกคน ต้องเข้ารับราชการทหารเมื่ออายุครบกำหนด” ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเริ่มลงทะเบียนเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหาร ผมเลือกที่จะสมัครเข้าเป็นทหารเรือโดยใช้วุฒิการศึกษา ป.ตรี เพื่อลดวันรับราชการจากปกติที่ต้องจับใบดำใบแดง คือหมายความว่าถ้าจับได้ใบแดงก็จะต้องรับราชการ 2 ปี ถ้ามีวุฒิการศึกษาจะได้ลดวันรับราชการ 1 ปี ถ้าสมัครเลยแบบไม่ใช้วุฒิการศึกษามาช่วยจะได้สิทธิ์ในการรับราชการ 1 ปีเท่านั้น แต่ถ้าสมัครด้วยและใช้วุฒิการศึกษาด้วยจะได้สิทธิ์ในการรับราชการแค่ 6 เดือนเท่านั้นเอง ผมก็เลยเลือกแบบหลังดีกว่า เพราะตอนนั้นคิดแค่ว่า “อยากลองเป็นทหารดูสักครั้ง แต่ขอไม่นาน” ตอนนั้นจึงเป็นทหารเรือ ผลัด 1/55

ชายไทยในเขตจังหวัดยโสธร วันนี้มาเยอะมาก มองดูไกลๆก็เกือบพันคนล่ะนะ แต่ละคนล้วนหน่วยก้านดีทั้งนั้น มีผู้ปกครอง ญาติสนิทมาส่งกันเพียบ ดูครึกครื้นดีจัง ผมเห็นบางคนร้องไห้ด้วยนะ คงจะกลัวมากล่ะสิท่า ไม่เหมือนผมเลยกำลังใจเกินร้อย พร้อมลุยสักตั้ง ฮ่าๆๆ แต่ก็แอบตื่นเต้นอยู่ในใจนิดๆล่ะนะ :)

จากนั้นเวลาประมานสิบโมง รถบัสสัตหีบก็แล่นออกจากศาลากลางไปยังชลบุรี มีแวะกินข้าวข้างทางแค่ครั้งเดียว ใช้เวลาเดินทางประมาน 8 ชั่วโมงก็มาถึง นั่งรถจนปวดตูดไปหมด มาถึงแล้ว !! เกร็ดแก้วหรือโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ทหารเรือน้องใหม่ทุกคนจะต้องมาฝึกร่วมกันที่นี่เป็นเวลา 2 เดือนก่อนแยกย้ายหน่วยกันไป เวลามาถึงก็ประมานดึกๆแล้วล่ะ ผมไม่รู้เวลาที่แน่นอนตอนนั้นหรอก จำได้ลางๆ ผมมองทางหน้าต่างมีรสบัสเยอะมากที่มาจอดส่งทหารใหม่ คุณน่าจะรู้สึกถึงบรรยากาสตอนนั้นนะ ว่ามันตื่นเต้นขนาดไหนที่เห็นทหารใหม่จำนวนมากกำลังวุ่นวายอยู่ที่ข้างล่างนั่น

ทันทีที่ประตูเปิดออก เสียงทหารรุ่นพี่เริ่มตะโกนโวกเวกโวยวายให้ทุกคนลงจากรถ “เร็วๆ เร็วดิวะ วิ่งดิ วิ่งดิ!!” ผมรีบวิ่งลงรถด้วยอารามตกใจกลัว ทุกคนวิ่งไปรวมกันที่สนามฟุตบอล บรรยากาศดูวุ่นวายมากๆ มีรถพยาบาลด้วย ไม่รู้มาทำไม เสียงประกาศอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติของพวกเราต่างๆดังขึ้นเป็นระยะๆ รถบัสหลายคัน วิ่งมาจอดส่ง คนทยอยลงมาและรถก็บึ่งออกไป คันใหม่ก็เข้ามาสมทบเรื่อยๆ ผมนั่งอยู่ในกลุ่มที่รุ่นพี่ทหารให้ทหารใหม่ที่ต้องการอัดบุหรี่ให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปขั้นตอนต่อไป ก็จะมีการจดหมายเลขรหัสประจำตัว การลงทะเบียนต่างๆเป็นขั้นเป็นตอนจนมาถึงด่านโหด คือ ฉีดยากันโรคระบาด โอ้โห!! มาถึงก็จับกันฉีดยาเลยหรอ เยี่ยมจริงๆ ผมโดนไปสองเข็ม เข็มแรกเป็นยากันโรคระบาดอะไรสักอย่างชื่อมันแปลกๆซึ่งผมก็จำไม่ได้และ ฉีดลงที่ไหล่ข้างซ้าย อ่าาาา ไม่เจ็บเลย ดีจัง แต่พอเข็มสองเท่านั้นแหละ ร้องจ๊ากกก ! เลยทีเดียว เพราะมันเป็นยากันบาดทะยักนั่นเอง คนเคยโดนฉีดจะรู้สึก ปวดไปสามวันสามคืนเลยทีเดียว อ้อ ! เขามีเปิดวิดีโอฉายลงบนกำแพงด้วยโปรเจกเตอร์เพื่อนำเสนอภาพรวมการเป็นทหารเรือ ประมานวิดีโอปลุกใจทำนองนั้น ดูไปก็ฮึกเหิมดีเหมือนกัน ดูไปก็คลำๆไหล่ขวาไป ยิ้มแบบปวดๆเพลินดี -,-

จากนั้นผมก็ได้สังกัดเรียบร้อย กิตติ ร้อย 3 พัน 1 กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง คือแบบว่า มันเป็นใคร!!? ไม่รู้จักแต่ละคนหน้าตาเข้าข่ายฆาตกรทั้งนั้น บ้าแล้ว ! ผมจะกล้าคุยกับเขาไหมเนี่ย ผมเดินไปแบบกล้าๆกลัวๆ จะมีรุ่นพี่นำทางไปยังกองร้อยฝึก ซึ่งมีนายทหารชั้นจ่าคอยต้อนรับด้วยความเป็นกันเองอยู่ “เฮ้ย!! มาถึงก็ถอดรองเท้าดิ ไอ้เหี้ย!” เสียงจ่ากล่าวทักทายพวกเราด้วยความเป็นกันเอง — — ไม่ต้องให้พูดเรื่องคำสบถ คำหยาบ เป็นธรรมดาของทหารที่นี่ อันที่จริงผมก็คิดว่าน่าจะเป็นทุกเหล่าทัพนั่นแหละ จ่าก็บอกถึงขั้นตอนการปฏิบัติตัวต่างๆที่ควรทำเมื่ออยู่ที่นี่ เอายาสีฟันแปรงสีฟัน สบู่ ขัน ผ้าขาวม้า เสื้อผ้าต่างๆที่จำเป็นต้องใช้มาให้ “แหม่ จ่าใจดีจังนะคร๊าบ” จ่าใจดีตอบว่า “คนละร้อย!!” โธ่ จ่ามีอะไรที่มันฟรีบ้างเนี่ย “เฮ้ย เงินเดือนเยอะ ไม่ต้องห่วง สบาย!” ถ้ารายจ่ายจะเยอะขนาดนี้ เดือนละ 9000 ก็ไม่เหลือหรอกครับ เป็นทหารไม่ต้องหวังเงินเดือนมากมาย พอกินพอใช้ก็ดีถมเถแล้ว ที่เหลือแบ่งจ่าใช้ก็แล้วกัน ซึ่งผมก็รู้อยู่ก่อนแล้วล่ะไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเท่าไหร่ แล้วคืนนั้นผมกับเพื่อนๆที่รู้จักกันบางคนแล้วก็พากันนอน เตียงนอนสองชั้นตั้งเรียงยาวอยู่ในโรงนอน มีพัดลมสองสามตัว อากาศก็อบอ้าว ความลำบากเริ่มมาเยือน แต่ผมก็นอนหลับอย่างอ่อนเพลีย ใจรอรับการใช้ชีวิตเป็นทหารในวันพรุ่งนี้เป็นวันแรก มันจะลำบากแค่ไหนกันนะ น่าตื่นเต้นและลุ้นดีเหมือนกันแฮะ ว่ามันจะเป็นยังไง ? ด้วยความเพลียและคิดอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ก็เลยหลับไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นวันแรกของเส้นทางการเป็นทหารนาวิกโยธินอันเลื่องชื่อล่ะครับ

ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด !!! เสียงนกหวีดดังจนผมสะดุ้งตื่น !

ตี ห้าครึ่งพอดีเป๊ะ จ่ามาเป่านกหวีดปลุกแบบนี้ทุกวันตลอดการอยู่ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อเรื่องที่ผมจะเล่าเนี่ยคล้ายๆกับหนังไทยหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับทหาร เป๊ะๆตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาก็วิ่งกันอลหม่านทำภารกิจส่วนตัวประมานสิบนาที ทหารร้อยกว่าคนจะมาแย่งกันใช้ห้องน้ำ เสียดายที่ผมไม่มีภาพให้ดูเพราะหลังจากที่เราเข้าไปเป็นทหารทุกอย่างจะถูก จำกัดหมดไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูปหรือแม้แต่จดหมาย เราจะติดต่อคนอื่นที่อยู่ภายนอกได้ยากมากๆ ด้วยเหตุผลเรื่องของความลับต่างๆที่เปิดเผยไม่ได้

แถมจะลาไปทำธุระแต่ละทีถ้าไม่ใช่พ่อตายแม่ยายเสียล่ะก็คุณไม่มีทางได้ออกจากที่นั่นแน่ๆ บางคนถึงกับบอกว่า “เป็นคุกดีๆนี่เอง” ผมก็ไม่ได้เชื่ออะไรมากมายจนมาเจอเครื่องแบบเนี่ย เฮอะๆ กางเกงจับหมูสีน้ำตาลขาสั้นๆคล้ายๆกางเกงนักเรียนสมัยประถมเลย แล้วก็มีเสื้อสีขาวตัวใหญ่ๆ ตรงคอเสื้อมีลายคาดดำเหมือนชุดนักโทษยังไงยังงั้น แล้วยังให้จ่าเขียนชื่อและรหัสประจำตัวลงบนหน้าอกเสื้ออีกด้วย รองเท้านักเรียนสีน้ำตาลอีกแน่ะ จ่าจะเก็บไปซักทุกวันแถมต้องเสียค่าซักรายเดือนอีกตะหาก เราได้คนละสองชุด เพราะชุดกีฬาสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ แล้วก็ยังได้ชุดกลาสีกากีซึ่งเป็นเครื่องแบบทหารเดือนแรกเป็นชุดที่หลวงแจก แต่ก็ต้องเอาไปแปลงชุดกับจ่าอีกทีล่ะนะ เพราะมันไม่พอดี แน่นอนว่าโดนหักตังค์ด้วย แต่ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้แจกมา แต่ว่านะผมรู้สึกว่าชุดขาวกางเกงกากีที่ต้องใส่ทุกวันเนี่ยสิเป็นเครื่องแบบ ที่ไม่เหมือนทหารเลยแฮะ ดูเหมือนเด็กเอ๋อมากกว่า แต่ก็นะ จะไปว่าอะไรได้ก็เป็นชุดพระราชทานนี่นา ของสูงค่าไม่ว่ายังไงก็ดูดีอยู่วันยันค่ำ นี่ไม่ได้ประชดเลยนะเนี่ย

ปกติ เราจะมีอุปกรณ์ติดตัวไม่กี่อย่าง อย่างเช่นเข็มขัดผ้าสีดำผูกรอบเอวและก็มีช้อนส้อมติดตัว จ่าบอกว่า “คิดสะว่าเป็นอาวุธ ขาดมันคือตาย” ก็แหงล่ะ ก็ต้องเอาไว้กินข้าวในทุกๆวันและทุกๆมื้อ ใครทำหายก็จะต้องใช้มือกินข้าวนั่นเอง เวลากินข้าวเช้านี่ประมาน 7 โมงเช้า แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องช่วยกันทำความสะอาดกองร้อยให้สะอาดหรือไม่จ่าก็พาออกกำลังกายโดยการวิ่งประมาน 2–3 กิโล หรือพักผ่อนหรือมีงานภารกิจอะไรแล้วแต่จ่าเขาล่ะ บางวันอารมณ์ก็ไม่เหมือนกัน เขาคือพระเจ้าดีๆนี่เอง เมื่อออกจากกองร้อยก็จะต้องพากันเดินแถวตะลอกต๊อกแตกไป จ่าบางคนก็พาร้องเพลง นับเว้นจังหวะเช็คเท้าบ้าง ธรรมดาของระเบียบทหารเขาและ เมื่อมาถึงโรงอาหารจะเป็นโรงรวมทหารจากทุกกองร้อยจะมากินด้วยกันโดยแยกส่วน รับผิดชอบของแต่ละกองร้อยไว้ให้จัดระเบียบได้ง่าย เวลากินข้าวก็จะมีตั้งมือปฏิญานหรือ “คัดฉาก” นั่นแหละ ทุกครั้งที่ผมจะเริ่มกินก็จะปฏิญานกันว่า “เรากินเพื่ออยู่ ต่อสู้เพื่อชาติ” จากนั้นก็กินข้าวใช้เวลาประมานสิบนาที อาจจะมีการแกล้งจากจ่าบ้างเป็นบางวัน เช่นบังคับให้กินให้หมดบ้าง แต่แกล้งน้อยมากสำหรับที่โรงเรียนชุมพล มื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นไข่ต้มกับปลาทอดแค่นั้นเอง อาหารแต่ละมื้ออย่าให้พูดถึง บอกได้แค่ว่า “ประทังชีวิตเป็นพอ” เฮอะๆ แต่ก็มีบางวันที่พิเศษหน่อยอาจจะมีก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่ หรือเป็ดพะโล้ให้อร่อยๆเป็นบางวัน ถ้าเราไม่อิ่มเราก็สามารถเติมได้ มีของหวานเป็นบางมื้อ ถ้าอาหารไม่ถูกปากก็มีขายหมูปิ้งข้างๆโรงอาหารด้วย เฮอะๆ ธุรกิจเยอะชะมัด เมื่อกินเสร็จเราก็จะล้างช้อนส้อมและเก็บเอง และก็เดินแถวกลับกองร้อยเพื่อทำการฝึก

การฝึกที่นี่จะมีเรื่องของการ ฝึกบุคคลท่ามือเปล่า หมายความว่า การฝึกที่เน้นระเบียบวินัยทหารทั่วไป เช่น ซ้ายหันขวาหัน ท่าทำความเคารพ การวิ่งการเดิน เป็นต้น เพราะในเดือนแรกจะต้องนำความรู้เหล่านี้ไปสอบวัดผลปลายเดือนกับทางกรรมการ ตรวจสอบวินัยทหารของโรงเรียน ถือเป็นเรื่องง่ายและขี้ปะติ๋วมาก ผมเองก็เป็นผู้นำตลอด เพราะว่าเป็นหัวหน้าหมวด 2 นั่นเองกองร้อยผมมี 3 หมวด หัวหน้าหมวดจะมาจากการคัดเลือกของเพื่อนๆ ทำไมเพื่อนๆเลือกผมก็ไม่รู้ งานเข้าเลยทีเดียว ลำบากมากในการควบคุมเพื่อนๆระดับขาโหดเนี่ย เฮ้ออออ ! งานที่ทำก็จะมีคุมแถว จัดเวรยามดูแลกองร้อย ติดต่อประสานงานกับคำสั่งผู้บังคับบัญชา เฮ้อ งานเพิ่มแท้ๆ ลำพังแค่ฝึกก็จะตายอยู่แล้วนะเนี่ย

เราฝึกกันทุกวัน เวลาในการฝึกก็ประมานชั่วโมงหนึ่งแล้วก็พัก ซึ่งก็แล้วแต่จ่าเขาด้วยล่ะ เรื่องทำโทษนี่ไม่ต้องพูดถึง สนุกจ่าเขาล่ะ ผมนี่โดนบ่อย เพราะเป็นหัวหน้า แต่หลังๆเริ่มรู้ทาง โดนน้อยลงหน่อย ฝึกหนัก เหนื่อย และร้อนมากๆ สลับกันเช้าบ่ายกับการเรียนที่ห้องเรียน อ๊ะ ! มีเรียนภาคทฤษฎีด้วยนะ ก็เรียนเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับข้อมูลกองทัพเรือนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอาวุธ ยุทธวิธีการรบ การเรือ การป้องกันอัคคีภัยต่างๆ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันก็มีเยอะเหมือนกัน เช่นการปฐมพยาบาล คุณธรรม จริยธรรมต่างๆ แล้วก็มีการสอบเหมือนกัน แต่มีสอบเดือนที่สองนะ คะแนนที่ได้ก็เอาไปใช้ในการเลือกหน่วยหลังจากออกจากที่นี่เพื่อเข้าประจำการ ในหน่วยที่ 2 ซึ่งจะมีให้ทุกคนได้เลือกในเดือนที่ 3 จ่ามักจะพูดว่าหน่วยที่โหดที่สุดที่ทุกคนไม่อยากเข้าเลยก็คือ “นย” ล่ะนะ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่า นย. คืออะไร ?

เมื่อถึงเย็นหลังจากฝึกและ เรียนเสร็จ ก็จะพากันอาบน้ำ และก็จะมีเล่นกีฬาบ้างหรือไม่ก็ลงแผง หมายถึง ตลาดนัดนั่นแหละ แต่ที่นี่เขาเรียกว่าแผง คงจะหมายถึงแผงลอยร้านค้าประมานนั้น จ่าก็จะปล่อยไปหาของกินที่นั่น ก็จะมีร้านของพวกจ่าๆเขามาเปิดให้บริการนั่นแหละ ไม่มีตังค์จ่ายก็แปะไว้ก่อนก็ได้ มีดนตรีที่จ่ากองร้อยอื่นมาเปิดหมวกด้วยนะ เดินแผงทีไรเพลินกันเลย สาวๆที่มาขายของนี่ก็น่ารักซะด้วยนะ ฮึ้ยยยย !! “ลูกสาวจ่า เดี๋ยวโดนแดกนะเว้ย ฮ่าๆๆๆๆ” เพื่อนมันแซว (แดก = ทำโทษ) ถึงว่า ทำไมทหารถึงไม่ค่อยมีตังค์เก็บกัน ส่วนหนึ่งก็มาจากการอุดหนุนข้าวของที่นี่นั่นเอง ผมจะไม่เล่านะว่าแต่ละเดือนที่นั่นเขาหักค่าอะไรและเหลือเท่าไหร่บ้าง เอาเป็นว่า “ไม่ต้องคิดมาก เราไปเอาอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่าดีกว่า” ^_^

ทุกวัน อังคาร และวันเสาร์จะมี แผงใหญ่ คือจะมีตลาดใหญ่ที่เข้ามาตั้งกันที่หอประชุมใหญ่เลยทีเดียว จะมีหนังกลางแปลง(ที่ใช้โปรเจกเตอร์ฉายบนกำแพงในโรงยิม) แล้วทหารทุกคนก็จะมาเที่ยวกันหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการฝึก ของกินเยอะมากๆ และคนก็เยอะด้วย บางวันทหารที่มาก็มีเรื่องชกต่อยกันบ้าง และโดนจับขังคุกตามระเบียบ ก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ แต่มีรื่นเริงแบบนี้ทุกอาทิตย์ก็ช่วยลดความเหนื่อยและความเครียดลงไปได้เยอะเลยล่ะ จากนั้นพวกเราก็ได้กลับบ้าน 13 วันก่อนที่จะกลับมาฝึกต่อในเดือนที่สอง

เดือนที่ 2 ของการฝึกการเป็นทหารเรือที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีแล้วนะครับ เราจะเห็นว่าการเป็นทหารเรือในเดือนแรกนั้นไม่มีอะไรยากเลยแต่อาจจะเป็น เพราะว่าทุกคนมีการปรับตัวเลยมีอะไรที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยอยู่บ้างก็เป็น เรื่องธรรมดา แต่นั่นจะทำให้เดือนที่สองของคุณสบายมากขึ้น เพราะว่าคุณเริ่มรู้แกวแล้ว ฮาาาา….

เดือนนี้จะเน้นพิเศษตรงการฝึก ท่าประกอบอาวุธ ปืนที่ใช้ร่วมฝึกจะเป็น ปลย.88 ซึ่งเป็นปืนไรเฟิลสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เราเห็นในหนังสงครามโลกบ่อยๆนั่นแหละ ปืนนั่นหนักประมาน 6 กิโลแน่ะแบกทีแขนล้าเลย แต่ยังไม่ได้ใช้ยิงในเดือนนี้หรอกนะ แค่ใช้ฝึกเท่านั้น ใช้ตรวจสอบแล้วก็สวนสนามตอนสิ้นเดือนที่จะมีการแยกย้ายหน่วยกันไป นั่นแหละ คือเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะว่าเราไม่รู้กันเลยว่าจะไปที่ไหน

ทำไม ทหารใหม่ทุกนายต้องมาฝึกอยู่โรงเรียนชุมพลทหารเรือตั้ง 2 เดือนแล้วก็ยังให้ย้ายหน่วยไปไหนก็ไม่รู้อีก ต้องไปปรับตัวใหม่กับสถานที่ใหม่ มันจะวุ่นวายไปหน่อยไหม? มันเป็นเรื่องธรรมดาของระบบทหารเขาล่ะครับ เหมือนผู้บังคับบัญชาที่ย้ายหน่วยไปหลายที่เหมือนกัน มันเป็นการเปลี่ยนงานเพื่อไต่ระดับความสามารถของเรา ตลอดสองเดือนที่เราอยู่ที่โรงเรียนนี้เราแค่ฝึกเรื่องพืันฐานระเบียบวินัยใน การเป็นทหารเรือเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ถึงขั้นการเป็นนักรบที่จะปกป้องประเทศได้เลย เขาถึงต้องมีการยกระดับการฝึกให้เข้มข้นขึ้นไปอีก

เดือนนี้การปฏิบัติตัวก็เหมือนกันเดือนแรกทั่วไป เพียงแต่มีการฝึกที่หนักขึ้นกว่าเดิม และงานนอกก็เยอะด้วย งานนอกก็คือ งานที่ไม่ใช่การฝึกทหารแต่เป็นงานที่โรงเรียนทำเพื่อพัฒนาโรงเรียน ก็จะมีการทำเกษตรทฤษฎีต่างๆ สนามกอล์ฟ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้เข้าโรงเรียน แต่ผมไม่ค่อยได้ออกไปงานนอกมากหรอกนะ เพราะว่าตัวเองได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหมวด 2 ซึ่งมีหน้าที่จัดทหารที่อยู่ในกลุ่มไปทำงานนอกในแต่ละวันเท่านั้นเอง แต่แนะนำว่าถ้าคุณได้เป็นทหารเรือที่นี่ผมไม่แนะนำให้เป็นหัวหน้า เพราะโดนแดกบ่อยมาก ทำโทษ โดนด่าตลอด อยู่เป็นลูกน้องเฉยๆสบายกว่าเยอะ

ผมเป็นนักฟุตบอลด้วยนะ เพราะว่าเขามีการทดสอบเพื่อคัดนักกีฬาไปแข่งฟุตบอลได้เป็นกองหน้าแน่ะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปแข่งเพราะโดนคู่แข่งเสียบเข้าที่ข้อเท้าจนเจ็บ บวมเป่ง เล่นต่อไม่ไหวเลยขอออก แปลว่าเข้าไปเจ็บตัวฟรีสะอย่างงั้น

เดือนนี้ผม ป่วยหนักด้วยแหละ นอนซมอยู่ในโรงบาลตั้ง 4 วันกว่าจะได้ออกมาฝึกอีก แถมเป็นช่วงก่อนสวนสนามด้วย ตอนนั้นเกือบเป็นลมไม่ไหวต้องไปยืนหลังแถวเลยล่ะ รู้สึกแย่มากเพราะตอนซ้อมผมทำได้ดีตลอด แต่พอวันจริงกลับมาเป็นแบบนี้สะงั้น

จ่า ทุกคนต่างเล่าลือว่า นย เป็นหน่วยที่มีการฝึกโหด และหนักที่สุด เท่าที่มีให้เลือกก็มีหลายหน่วยอยู่ที่หลักๆและใหญ่ๆก็คือ กองเรือยุทธการ หน่วยต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กรม รปภ. สห. กรมสรรพาวุธทหารเรือ พลาธิการ เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดต่างผมก็ได้ยินๆมาบ้างเหมือนกันแต่จะเล่าว่ามันเป็นยังไง เนี่ยสิ ผมไม่รู้หรอกนะ แต่ที่ผมจะพูดถึงคือหน่วยที่มีหน้าที่ในการทำการรบทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศ และในน้ำ นั่นก็คือ “หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน” มันก็คือทหารบกที่รบในน้ำและอากาศได้ด้วยนั่นเอง สารพัดประโยชน์ดีจริงๆ ฮาาา ผมเลยตัดสินใจเลือกหน่วยนี้เพราะว่า อยากฝึกยุทธวิธีการรบและอยากรู้ว่าทหารจริงๆเขาเป็นกันยังไง ….

พอ ถึงวันที่เราต้องย้ายหน่วยเขาจะจับฉลากให้พวกเราทุกคนว่าแต่ละคนจะได้ไปอยู่ ที่ไหน แสดงว่าที่เราเลือกหน่วยไปนั่นไม่ได้มีผลอะไรเลย เขาแค่ทำพอเป็นพิธีจากนั้น ใครจะได้อยู่ที่ไหนมันแล้วแต่คนในจัดการ ซึ่งผมไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่า ในที่สุดชื่อผมก็ไปตกที่ “หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน” พร้อมเพื่อนอีกกว่า 2,000 คน

นี่แหละครับคือชีวิตที่ผมอยู่ในโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ชีวิต ประจำวันในแต่ละสัปดาห์จะประมานนี้ ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับสถานที่และเพื่อนๆมากขึ้น ประสบการณ์ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือถือเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างยากเหมือน กัน เครียด และเหนื่อยบางครั้ง แต่ก็พยายามอดทนกับสิ่งที่ได้เจอ ไม่ว่าจะเป็นการทำโทษ การดูถูกเหยีดหยาม หรือแม้แต่เรื่องการคบเพื่อนๆ มันไม่ง่ายเลยนะที่จะหาเพื่อนแท้ในสังคมแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสะทีเดียว เมื่อมาถึงวันตรวจสอบผมก็ทำได้ดี ประสบการณ์ ที่ได้นั้นถือเป็นเรื่องปรับตัวที่ทหารทุกคนควรจะมี เพราะเมื่อย้ายหน่วยไปแล้วใครที่ไปตกที่สบายๆก็โชคดีหน่อย แต่ถ้าใครตกที่ที่มันโหดล่ะก็คงต้องทำใจกันล่ะ แต่มันก็มีนะที่บางคนอยากไปก็ไม่ได้ไป คนไม่อยากไปดันได้ไปสะอย่างนั้น แต่ไม่ว่าเรื่องราวที่เราเจอที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือเป็นเช่นไร มันจะต่างจากที่ที่เราต้องไปต่อแน่นอน

จากโรงเรียนชุมพลสู่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มันหนังคนละม้วนเลยล่ะครับ !! :)

เดือนที่สามของการเป็นทหารเรือ

ตอนนี้ผมได้ย้ายจากโรงเรียนชุมพลทหารเรือมาอยู่ที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่ไกลจากที่เดิมเลย วันสุดท้ายที่โรงเรียน จะมีการจับฉลากย้ายหน่วย โดยการสุ่มเอา ผมก็ติด นย. แต่ตอนรับมานี่ขาโหดนะ ทหาร 40 คน อัดยัดเยียดขึ้นมาบนรถบรรทุกทหาร เอาเป็นว่านั่งไม่ได้ละกัน แค่วันแรกก็รับน้องกันขนาดนี้ เมื่อเรามาถึงที่หน่วย ก็จะมีการแยกกองร้อยกองพันกันอีกทีหนึ่ง ผมมาตกที่ร้อย 5 พัน 2 ซึ่งเขาร่ำลือกันว่าเป็นกองร้อยที่ระเบียบเคร่งครัดที่สุดในหน่วย ผมได้รหัส 201 อยู่หมวด 2 อีกครั้ง ตอนอยู่ที่โรงเรียนชุมพล ผมใช้รหัส 233 นะ ลักษณะกองร้อยเป็นตึกอาคารเรียนสองชั้นเหมือนตึกเรียนประถมเลย ชั้นบนเป็นโรงนอน ชั้นล่างเป็นห้องเรียน ห้องผู้บังคับบัญชา ห้องยุทธปกรณ์ต่างๆ และจะมีลานกว้างที่หน้าอาคารสำหรับทำกิจกรรม ตรงข้ามอาคารจะเป็นห้องน้ำแยกของผู้ช่วยครูฝึกกับทหารใหม่ แต่โรงอาหารจะอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งห่างไปประมาน 1 กิโลเมตร เราต้องเดินไปกินข้าวกันทุกเช้า เที่ยงเย็น ถึงบรรยากาศที่กองร้อยจะดูค่อนข้างเก่า แต่ก็ร่มรื่นน่าอยู่ดีเหมือนกัน

ตอนเช้าเราตื่นกันตีห้าครึ่ง ทำภารกิจส่วนตัว 5 นาที (จากเดิมที่โรงเรียนชุมพลให้ 10 นาที) ส่วนใหญ่ก็ไม่ทันก็โดนจ่าแดกกันเป็นประจำ แต่หลังๆก็เริ่มทัน ^O^ ในช่วงแรกๆจะยังไม่ค่อยมีอะไรมาก มีวิ่งตอนเช้า 1 ไมล์ เย็น 2 ไมล์ ทุกวัน

จนมาถึงภารกิจแรกเป็นการโดดหอ ซึ่งไม่หนักมากหรอก ออกจะเอาสนุกกันสะมากกว่า ภารกิจต่อมาเป็นการฝึกแล้วล่ะ ตอนเช้าจะทำการฝึกบุคคลท่ามือเปล่า ทวนซ้ำกับที่โรงเรียนชุมพล แต่มีเนื้อหาที่หนักขึ้นและหลากหลายขึ้น เช่นท่าประกอบอาวุธ M16 แบบ A1 ท่าดาบปลายปืนอันแสนหฤโหด ท่ายุทธวิธีการรบเวลากลางวันเวลากลางคืน การกางเต้นท์พักแรม การพลางหน้า การปฐมพยาบาล การถอดประกอบอาวุธ การจัดรูปขบวนรบ หลักสูตรเหล่านี้ ฝึกที่กองร้อยสบายเกินไปจึงต้องมีการออกภาคสนามไปฝึกกันในป่า นี่ล่ะโหดของจริง ลองนึกสภาพทหารใส่ชุดพลางฝึกหนักทุกวันไม่ได้อาบน้ำเป็นอาทิตย์เพราะต้องออกภาคสนาม 7 วัน ต้องเดินทางไกลกว่า 10 กิโลเมตรเพื่อไปถึงที่ตั้งแคมป์ แต่ก็ยังมี PX (แผงขนม) ตามไปบริการอีกแน่ะ ห้องน้ำนี่ก็ต้องใช้เสียมทหารขุดกันในป่า นอนกลางเต้นเหงื่อไคลไหลย้อย บางวันฝนตกหนักด้วย ที่นอนเปียกกันเป็นแถวแต่ก็นอนกันอย่างนั้น ตื่นเช้ามาก็ต้องมาแบกปืนฝึกแถมเจอขี้โคลนฝนใหม่ รองเท้าคอมแบทหนักๆ เหนื่อยสุดๆ ช่างเป็นชีวิตทหารภาคสนามรบจริงๆ ฝึกกันเช้าบ่ายครั้งละ 3 ชั่วโมงพัก 10 นาที แดดร้อนทุกวันตกเย็นยังต้องออกไปวิ่ง ยังต้องเป็นยามเฝ้าธงในตอนกลางคืนอีกแน่ะ แน่นอนว่าในที่สุดก็รักษาธงไว้ไม่ได้ ธงหาย! โดนแดกเละ เข้าไปแดกในป่าลึก แถมให้ไปทำภารกิจวัดใจล่าผีอีกแน่ะ ผมเนี่ยโดนกระทึบโดนตบเละ จ่าแต่ละคนมือหนักๆทั้งนั้น ภารกิจภาคออกสนามถือว่าโหดมากแล้ว แต่ก็ยังสู้ภารกิจ ยิงปืน ไม่ได้เลย

ทหารทุกนายจะต้องผ่านการทดสอบยิงปืน ซึ่งจะมีสนามสำหรับการยิงปืน เราเดินทางไกลไปเช้าเย็นกลับกัน 3 วัน จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งในการปฏิบัติหน้าที่แบบสายพาน แบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ทหารที่ทำหน้าที่ยกเป้า เก็บคะแนนที่หลุมเป้า ทหารที่ทำหน้าที่เตรียมกระสุนที่ส่วนของจุดเตรียมการขึ้นเนินยิง และจุดที่ต้องยิงบนเนิน โดยมีระยะ 3 ระยะในการเก็บคะแนน คือ 200 หลา 300 หลา และ 500 หลา คะแนนเต็ม 250 แบ่งการวัดคะแนนออกเป็น 3 ระดับ คือ 0–189 คะแนนถือว่าไม่ผ่าน 190–199 คะแนน จะได้รับเหรียญ พลแม่นปืน 200–210 จะได้รับเหรียญพลแม่นปืนชั้นสูง และ 211–250 จะได้รับเหรียญ พลแม่นปืนระดับเชี่ยวชาญ ซึ่งผมทำได้ 233 คะแนนได้เหรียญพลแม่นปืนมาไว้ประดับอกอย่างสง่างามเลยล่ะ ^^ คิดเป็นอันดับของกองร้อย คืออันดับที่ 5 และอันดับที่ 10 ของกองพัน และอันดับที่ 20 กว่าๆของหน่วย เป็นอีกหนึ่งความยากลำบากที่น่าภาคภูมิใจ แต่หลังจากนั้นก็มีการทดสอบยิงปืนแบบฉับพลันอีกแน่ะ เป็นการยิงรัวในแบบชุด ยิงเอามันส์ว่างั้นแหละ มันส์จริงๆขอบอก ยิงไปเป็นร้อย ก็เป็นอันจบภารกิจยิงปืน

ภารกิจ ยกพลขึ้นบก หรือว่าการเจนทะเล เป็นการสมมติสถานการณ์การขึ้นรบชายทะเล ผมต้องเดินทางไกล(อีกแล้ว) ประมาน 5 กิโลเมตรข้ามเขาไปจุดกองเรือยุทธการตั้งอยู่ โอ้โห ! ที่นั่นมีเรือรบหลายลำมากจอดเรียงรายกันอยู่ ดูอลังการยิ่งใหญ่สมกับเป็นกองทัพเรือไทยเลยล่ะ ผมนนั่งเรือขนส่งทหารมาลงที่หาดเตยงามและสมมติปฏิบัติการจัดรูปขบวนรบ ได้นั่งเรือรบเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน ถึงแม้จะอารมณ์เสียนิดหน่อยตอนโดนจ่าถีบเพราะเขาบอกนั่งลงแล้วเราไม่นั่ง โธ่เอ้ยคนตั้งเยอะ มันนั่งได้ที่ไหนกันเล่า ตอนนั้นเลยเป็นที่หมายปองของจ่าเขาล่ะ 5555

พอตกเดือนตุลาคม ก็เป็นเดือนว่างของทหารคือการรอเปลี่ยนผลัดที่ 2 นั่นเอง ซึ่งผมก็ไม่มีอะไรมากแล้วรอปลดอย่างเดียว ผมย้ายกองร้อยไปที่ ร้อย 3 พัน 2 กิน นอน เดินเล่น เที่ยว วิ่งขึ้นเขาไปไหว้เสด็จเตี่ยบ้าง เล่นกีฬาตามประสาทหารรอปลด จ่าก็จะมาเล่าประสบการณ์ของจ่าแต่ละคน ที่เยี่ยมเลยก็คือ การเล่าถึงข้อมูลลับในภารกิจสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ฟัง ได้เห็นความจริงเยอะเหมือนกัน และบอกถึงการนำความรู้จากการเป็นทหารไปใช้ การศึกษาต่อหลังจากนี้ และมีอบรมอาชีพก่อนปลดด้วยล่ะ หลังจากนั้นก็เป็นการสวนสนามย่ำพระสุรสีห์ เพื่อส่งทหารปลดเกษียณ ทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ลาออก และปลดประจำการ มีโชว์โดดร่มจากหน่วยรบพิเศษ โชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ยานหุ้มเกราะและนำเสนอวัฒนธรรมของทหารเรือที่แตกต่างจากกองทัพอื่นๆทั่วไป ซึ่งเป็นความภูมิใจสูงสุดของการเป็นนาวิกโยธินเขาว่างั้น

นี่เป็น ภารกิจหลักของการเป็นทหารนาวิกโยธินที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินครับ นอกจากนี้ยังมีงานต่างๆที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นทหารมาให้ผมทำอีก เยอะเช่น การเป็นแคดดี้ สนามกอล์ฟเดิน 18 หลุมขาลากตั้งแต่เช้ายันเย็น เป็นเด็กเสิร์ฟอาหารอยู่ที่ร้านอาหารสมาคมภริยาทหารเรือในช่วงวันแม่ คนนี่เยอะมาก เหนื่อยสุดๆ เป็นตัวประกอบละครคู่กรรมของพี่บี้กับหนูนา เป็นทหารญี่ปุ่นน่ะ

การเป็นทหารนาวิกโยธินไม่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ ต้องมีใจรักและมีความเป็นนักสู้ ประเทศเราต่างก็มีเรื่องราวความเป็นมาโดยเฉพาะเรื่องของอธิปไตย ทหารนาวิกโยธินมีส่วนในการรักษาชาติบ้านเมืองไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้ผมก็ปลดแล้ว แต่จะไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นทหารนาวิกโยธิน ชื่อนี้มันจะเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญของผมไปตลอดชีวิตเลย ดังคำที่จารึกไว้เหนือทางเข้าสู่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินที่บอกไว้ว่า

“เป็น นย. สักครั้งไซร้ จักฝังหฤทัยจนวายปราณ”

สมคำเล่าลือจริงๆ ! :)

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Kitti Wilaila’s story.