ไม่สบายก็ไปหาหมอ

ช่วงก่อนหน้านี้เวลาเราเจอเพื่อนเครียด นอยด์ จิตตก เราก็ไล่เพื่อนไปหาหมอ (รวมถึงคนที่เกลียดด้วย) ประเภทว่ามีอาการป่วยๆ ระรานชาวบ้าน เราก็พูดเหมือนกันกับ Title เรื่องนี้แหละ

แต่อาจจะเป็น “ไม่สบายก็ไปหาหมอสิว้อยยยย!”

และวันนี้ก็ถึงเวลาเข็นตัวเองไปหาหมอบ้างสักที

โอเค ท้าวความก่อน 
ช่วงนี้เรามีปัญหา เครียดเรื่องทางบ้านเกี่ยวกับการเปลี่ยน Gen ในธุรกิจครอบครัว
การรับรู้สภาพครอบครัว แก้ปัญหาเรื่องเงิน (เออเรื่องนี้แหละ) บวกกับความคาดหวัง (ที่ผิดหวัง) ในฐานะคนเป็นลูก และบวกกับสภาพเศรษฐกิจที่ซังกะบ๊วย คนชะลอการใช้จ่าย (มนุษย์เงินเดือนอาจไม่เข้าใจประเด็นนี้ skip ไปได้เลย)

ระยะเวลาเริ่มต้นไม่แน่ชัด อาจจะเริ่มตั้งแต่เราเกิดเลยก็ได้
แต่มาสาหัสหนักขึ้นช่วง 3 เดือนหลัง ในบ้านเริ่มร้อนเป็นไฟ มีกลิ่นและบรรยากาศแห่งความมาคุในความสัมพันธ์เกิดจากผู้บริหารในบ้าน aka พ่อและแม่

(ส่วนนี้เราคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อและแม่เนี่ย
ยังไงเราก็เป็นคนนอก แต่ขณะเดียวกันยังไงก็เป็นลูก เข้าใจป่ะ!)


ช่วงระยะสามเดือน ร่างกายเราเริ่มผิดปกติ

1. เครียดง่าย เก็บนู่นนี่ไปคิดตลอดเวลา บางทีทำงานอยู่ก็มีหลุดไปคิด โฟกัสงานได้แค่ 80% แล้วก็หลุดมาคิดเอง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนเปอร์เซ็นต์ที่มีสมาธิกับงานนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าเราทำงานไม่ได้ละ (ถ้าทำงานไม่ได้ จะหาเงินได้ยังไง)

2. มีอาการนอนไม่หลับ ถ้าไม่กินอาหารเสริมช่วย คือตั้งแต่เด็กเนี่ย เรารู้ว่าเราเป็นคนนอนหลับยากมาก ถ้าไม่เหนื่อยจริงๆ พอโตมารู้จักเมลาโทนินช่วยการนอนต่างๆ ก็ทำให้หลับง่ายขึ้น และบางทีเป็นช่วงหมด ก็นอนแทบไม่ได้เลย พอนอนน้อย ก็กระทบกับ Activity ในแต่ละวัน

3. สิวขึ้น(ในที่แปลกๆ) โดยเฉพาะใต้คาง หรือบริเวณคอ เราว่าสิวที่ขึ้นนอกจากใบหน้าเนี่ย โอกาสที่จะเกิดขึ้นเพราะฮอร์โมนร่างกายแปรปรวน

4. ประจำเดือนมาไม่ปกติ เราคิดว่าในร่างกายผู้หญิง ประจำเดือนเนี่ย เป็นตัวชี้วัดสุขภาพหลักๆ เลย โดยเฉพาะเรื่องฮอร์โมน ความเครียด หรือแม้กระทั่งเกิด Effect จากอาหารที่เรากินเข้าไป และเดิมประจำเดือน 1 รอบของเราจะอยู่ที่ 28–30 วัน แต่ช่วง 3 เดือนหลังเนี่ย มีทั้ง ช้าไป 1 สัปดาห์, มา 2 ครั้งในเดือนเดียว, หรือมาแบบกระปริดกระปอย โดยช่วงที่เรารู้สึกว่าปจด.มาไม่ปกติเนี่ย เราอาจกินอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยขับประจำเดือน เช่น น้ำขิง กิน Dark Chocolate นิหน่อย หรืออาจจะใช้ยาสมุนไพรแบบเม็ดช่วยด้วย และเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด (เพราะไม่อย่างนั้นหลังจากประจำเดือนมา เราจะปวดท้องแบบสาหัสเลย)

5. น้ำหนักขึ้น เพราะเครียดก็แดก แดก แดก รู้อีกทีโอ้โห ตุ่มเดินได้

6. ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย กรดในกระเพาะเยอะมาก ยิ่งช่วงหลังๆ ถ้าเครียดปุ๊บอีกสักพักจะแสบท้องทันที และเป็นสัญญาณสุดท้ายที่เรารู้สึกว่า เออ กูต้องไปหาหมอ!

เอาล่ะ ชั้นไม่ไหวละ ชั้นเถียงกับพ่อ ทะเลาะกับพ่อ 7 วันต่อสัปดาห์ ทะเลาะกันเป็นเวลา 11 โมงเช้า ถึงบ่ายสาม ติดต่อกันทุกวัน 2 สัปดาห์ น้ำตาที่เคยคิดว่าจะไปใช้ฟินตอนดูคอนเสิร์ต ก็เอามาเสียใจกับเรื่องแบบนี้

ไม่ไหวละ


วันพุธ 18ตุลาฯ : เสิร์ชในเน็ต และถามเพื่อนถึงการไปหาหมอจิตเวช
อื้มมม ถ้ารพ.รัฐเนี่ย ค่าใช้จ่ายไม่แรง แต่ก็น่าจะไม่ทัน เพราะคนน่าจะเยอะ กว่าจะได้คิวคงนาน

วันพฤหัส 19 ตุลาฯ : เงินจ๊อบเข้าพอดี โอเค ไปหาหมอรพ.เอกชนแถวบ้านแล้วกัน ไม่ไหวแล้ว ไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ และเราเริ่ม Panic กับเสียงโทรศัพท์ ใจสั่น หวิวๆ ในท้องน้อย แสบท้องเกือบตลอดเวลา ก็เลยจัดแจงโทรไปหารพ.ใกล้บ้าน แจ้งว่าจะรักษา ต้องทำยังไงบ้าง ทางโรงพยาบาลบอกต้องโทรมานัดคิวนะคะ แล้วพรุ่งนี้คุณหมอไม่มีออกตรวจ OPD ยังไงพรุ่งนี้โทรมาจองใหม่นะคะ

วันศุกร์ 20 ตุลาฯ : โทรเข้าไปฝากประวัติและนัดคิว ได้วันเสาร์บ่ายโมง คุณหมอชื่อนี้ๆๆๆ ไปได้เลย

วันเสาร์ 21 ตุลาฯ: ไปถึงก่อนเวลา 40 นาที คุณหมออยู่ห้องเบอร์ 8 
เข้าไปก็เจอคุณหมอ รูปเหมือนในเว็บไซต์เป๊ะ


ก็เริ่มคุยกัน ไปเจออะไรมา มีปัญหาอะไร แล้วก็ถามว่า

หมอ : มีอาการแบบไหน ซึมเศร้าไหม อยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า
เรา : เศร้าค่ะ เครียด สมาธิสั้น แต่ไม่ถึงกับอยากตายนะคะ (แหงสิ เราจ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตสองงานไปหมื่นนึงแล้ว ยังไม่ได้ดูเลย 55 จะตายได้ไง)

หมอ : งั้นไหนเล่าซิ

ตอนนั้นพอเล่าไปเราก็เริ่มร้องไห้ 
หมอก็ถามว่า

“เนี่ย เจอปัญหาอย่างงี้แก้ยังไง”

เราก็เล่าวิธีแก้ปัญหาในหัว

หมอก็เลิกคิ้ว แล้วก็บอก “เธอก็ดูมี HOPE นี่ เธอจะมาซึมเศร้าแบบนี้ทำไม”

เราก็เงียบ บอก “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
หมอก็อธิบายว่า “มันเป็นภาวะที่ตัดสินใจลำบากใช่มั้ย พอเรื่องมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้าน เราก็หนีไม่ได้ ไม่ใช่ลูกจ้าง นายจ้าง ที่ตบโต๊ะกันแล้วเดินหนีออกมา”

“ใช่ค่ะ”

จากนั้นก็คุยกันอีกหลายเรื่อง พยายามลำดับเรื่องให้หมอเข้าใจ แต่เราก็รู้สึกว่าในสมองเราค่อนข้างไร้ระเบียบ ลำดับความคิดไม่ได้ และเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น

หมอก็พยักหน้าฟังตลอด 
แล้วเล่าให้เราฟังว่าช่วงที่ผ่านมาเจอหลายเคสมากๆ แบบเรา
เช่น ลูกเจ้าของร้านถ่ายรูป เครียดเรื่องพ่อทำงานไม่ยอมเลิกราสักที ดันทุรังทำทั้งๆ ที่ทุกอย่างก็แย่ลง

มันไม่มีพื้นที่แบบนั้นอีกแล้ว ผู้บริโภคต้องการความเร็ว
ร้านอาหารถ้าไม่เร็ว ไม่ง้อลูกค้า ลูกค้าก็หนี ไม่มี Delivery ก็อยู่ไม่รอด

อื้ม… เราก็คิดถึงตัวเราว่าวันนึงกิจการที่บ้านเราอาจจะจบ มันไปยาก และเราอาจสู้ Chain Store ไม่ไหว ถ้าเราไม่มีเงินทุนหนาพอ และปัญหามันก็จะเกิดขึ้นแบบนี้ไปอีกกี่ปีกี่ชาติก็ไม่รู้

หมอ : วิธีแก้อาจมีอยู่สองทาง คือ 1. เปลี่ยนตัวเอง 2.คุยให้เข้าใจ 
แต่การเปลี่ยนตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนนิสัยหรือบุคลิกภาพ แต่การเปลี่ยนสถานะตัวเอง เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องไปเผชิญกับเรื่องเก่าๆ หรือเรื่องที่กระทบจิตใจ

ถามว่ารู้มั้ยว่าต้องแก้ปัญหานี้ ทุกคนก็รู้แหละ
แต่ถ้าถามว่าแล้วกล้าตัดสินใจมั้ย บอกเลยมันก็เป็นสถานการณ์ที่ยากเพราะว่า

ยังไงก็เป็นลูกไง เข้าใจป่ะ!

อยู่ในสังคมที่โดนค้ำหัวไปหมด
เข้าใจมั้ยก็เข้าใจ แต่ก็เหนื่อยไง

แล้วก็ถึงช่วงสั่งยา
หมอ : เอายาอะไรดี ถ้าไม่คิดว่าตัวเองเป็นซึมเศร้า
เรา​ : …ไม่รู้ค่ะ ….แต่ก่อนหน้านี้หนูกินเมลาโทนินและ 5HTP ด้วยนะคะ

หมอ : แต่นั่นมันวิตามิน ออกฤทธิ์ได้ไม่สม่ำเสมอเท่ายาหรอก ก็เหมือนการกินชาเขียวแล้วบอกว่าอยากได้สารต้านอนุมูลอิสระอ่ะ ก็ต้องกินประมาณห้าลิตรถึงจะได้

เรา : (ขำ) แถมเป็นนิ่วก่อนพอดี

หมอ : ใช่ ฉะนั้นวิตามินที่กิน อย่าคาดหวังว่ามันจะรักษาโรคได้นะ งั้นเอายาไปกินก่อน เอาเท่าไหร่ดี …

เรา : (งง)

หมอ : มียาบางตัว ออกฤทธิ์อ่อนที่สุด แต่ต้องกิน 1 เดือน แต่ก็แพงที่สุด กับยาบางตัวก็ช่วยระงับอาการ เปลี่ยนโหมดจากปรี๊ดมาให้สงบ เธอเป็นแบบไหน

เรา : ไม่ได้ปรี๊ดมาค่ะ

หมอ : งั้นเอาแบบที่จากซึมเศร้าให้ดีขึ้นแล้วกัน แต่แบบ 5HTP เอาไม่อยู่แล้ว งั้นเลือกแบบออกฤทธิ์แบบ DUO ให้

เอาเท่าไหร่ดี เป็นสัปดาห์ก็ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่ายังไม่ซึมเศร้า ถ้าเป็นอันนั้นก็ต้องกินให้ครบคอร์ส 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือนอะไรก็ว่ากันไป

เรา : (เลือกได้ด้วยแฮะ) งั้นเอา 2 สัปดาห์ค่ะ

หมอ : โอเค (ยกหูโทรศัพท์​ : สั่งเภสัชเอายาสองอาทิตย์)


ก็ได้ Pristiq มาแผงนึง ไปเสิร์ชดูว่าเป็นยาสำหรับผู้หญิงในวัยทองด้วย คือเป็นช่วงที่ฮอร์โมนแปรปรวนแล้ว ก็เลยกินยาบำบัดอาการซึมเศร้าตัวนี้เพื่อไปรักษาอาการวัยทองนั้นด้วย เห็นบิลก็เออ เดี๋ยวต้องหาย อย่าป่วยบ่อยอีก เปลืองตังค์!!


เขียนมาจนจบ ก็อยากบอกแค่ว่า เครียดก็ไปหาหมอได้
บางทีมัวทะเลาะกับตัวเอง แชทกับเพื่อน นอนร้องไห้ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไม่ไหวก็พักก่อน ฟื้นแล้วเดี๋ยวแก้ปัญหากันไปอีกที

:)