Internship life @ Pronto Marketing

ตอนจบปี 3 จะขึ้นปี 4 ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะมีเรื่องฝึกงานเข้ามาในชีวิต ตัวผมได้รู้จักที่ฝึกงานต่างๆจากรุ่นพี่และงานที่ทางภาควิชาจัดให้บริษัทภายนอกเข้ามานำเสนอเรื่องฝึกงานได้ สิ่งที่ผมคิดซึ่งอาจจะไม่ถูกซะทีเดียว คือ ผมต้องการฝึกงานในบริษัทที่มีขนาดไม่ใหญ่ จะได้ทำงานได้เต็มที่ ได้เรียนรู้เต็มที่ และจะได้เรียนรู้วิธีจัดการบริหารคนข้างใน และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเลือก Pronto

กว่าจะเข้ามาฝึกงานที่นี่ได้ต้องผ่านการสัมภาษณ์ซึ่งมีเพื่อนหลายๆคนที่เก่งความผมก็ไม่ได้มาฝึกที่นี่เพราะเหตุผลดังกล่าว ตอนที่มาสัมภาษณ์จำได้ว่าผมยังมีความสนใจด้านการเปิด start up และต้องการจะสร้างอิมแพคให้ไปถึงวงการเทคโนโลยีของโลกให้ได้ เพื่อทำให้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้เหมือนกันนะเว่ยย อย่างน้อยถ้าผมทำไม่ได้ ก็จะมีอีกหลายๆคนขึ้นมาทำต่อ สักวันมันก็จะเป็นจริงได้ โหวววววว อาจจะเพราะผมพูดมาก ผมมีไฟ ไฟลุกเลยหละครับ จึงทำให้ผมได้รับเลือกมา

เวลาผ่านมาไม่นานหลังจากรู้ผลสัมภาษณ์ ผมก็ใช้ชีวิตไปตามปกติทำงานนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ ช่วงนั้นก็สอบมิดเทอม ไปเที่ยว ทำ jmat(ประกวดแผนการตลาด) แล้วก็สอบไฟนอล ไฟผมก็เริ่มลดลง ลดลงง

ชีวิตเริ่มแรกในพรอนโต

ระยะเวลาในการฝึกงานที่ Pronto ก็สองเดือนนิดๆ จริงๆจะเรียกว่าช่วงเวลาทำงานที่พรอนโตเลยก็ว่าได้ เพราะ สิ่งที่ผมและเพื่อนๆอินเทิร์นทำก็ไม่ได้ต่างอะไรจากทีมของพรอนโตเลย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องการตั้งแต่แรก ช่วงแรกของการฝึกงานประมาณ 2 สัปดาห์แรก พี่กานต์ได้สอนในทุกๆอย่างที่ควรจะรู้ถ้าจะไปทำงานร่วมกับทีม เริ่มแต่วัฒนธรรม จนถึงด้านการเขียนโปรแกรม สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็เรื่องของ Scrum*, TDD*, ATDD, การใช้ Vim, การทำงานบน Vagrant, Django framework และการเขียนโปรแกรมที่ยิบย่อยอีกมากมาย การเรียนรู้ที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่ทำด้วย code dojo คือให้มีคนพิมพ์หนึ่งคนที่เหลือก็ดูตาม ผลัดกันบ้าง

ชีวิตประจำวันในพรอนโต

เมื่อมีความรู้เริ่มจะพร้อมก็เริ่มทำงานร่วมกับพี่ๆในทีมได้ ทุกๆเช้า บางวันก็มาสายบ้างเริ่มต้นด้วยการทำ code kata ตั้งแต่ fizzbuzz แบบ basic จนถึง advance หลังจากนั้นก็เป็น kata กับ game of life

หลังจาก kata เสร็จ 10 โมงก็จะมีการทำ Stand up meeting ประมาณ 10 นาที แล้วก็เริ่มทำงานใน sprint ปกติ เที่ยงก็ไปกินข้าว ร้านที่ไปบ่อยที่สุดเพราะแดดมันร้อนและมันใกล้ ก็คือร้านพิจิตร กินเสร็จก็จะขึ้นชั้น 7 ไปหาของกินอีกแล้วก็ตีปิปอง แรกๆก็เขินๆ ไปกล้าเล่นหลังๆก็เล่นทุกวันจน KD(เจ้าของบริษัท) มองแปลกๆ 5555 เหมือนแบบเห้ยเข้ามาทีไรก็เจอพวกนี้ตีปิงปอง บ่ายโมงขึ้นไปทำงาน บ่าย 3 ก็จะมีของว่างให้กินแล้วก็ตีปิงปองตอนพักเหมือนเดิม เสร็จก็ขึ้นไปทำงาน 5 โมงกลับบ้าน

  • Scrum จะเน้นการทำงานแบบ Self-management ไม่มีคนคอยออกคำสั่ง โดยที่ pronto จะทำงานเป็น sprint หรือเป็นรอบ sprint ละ 2 สัปดาห์ เริ่มต้นด้วย ทำ Sprint planning, sprint review, backlog refinement, sprint retrospective ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Scrum_(software_development)
  • TDD หรือ Test-Driven Development คือ การเขียน test ก่อนเขียน code (test -> code -> refactor -> test -> so on)ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำงานเป็นทีม และในระยะยาว เพราะหากเราไปแก้โดนโค้ดคนอื่น หรือแก้แล้วมีผลต่อคนอื่นเราจะได้รู้ว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น โดยส่วนตัวก็นิสัยเสียอยู่ดี บางครั้งและหลายๆครั้งก็จะเขียนโค้ดก่อนแล้วค่อยเขียนเทสซึ่งมันไม่ดีถูกวิธีนะอิอิ (แต่อย่างน้อยๆก็เขียนเทสกันนะครับ )

การที่ทำงานพรอนโตก็ได้เรียนรู้ในหลายๆเรื่อยการทำงานกับคนอื่น ได้ความรู้เยอะแยะมากมายดังที่กล่าวมา พี่ๆทุกคนเป็นกันเอง มีปัญหาหรือข้อสงสัยก็ถามได้ตลอด เพื่อนที่มาฝึกงานด้วยกันก็ดีมากๆ อีกสิ่งหนึ่งคือ มาฝึกงานที่นี่ทำให้ไฟลุกกลับมาได้บ้าง อย่างน้อยๆก็ช่วงเวลาที่เหลือก่อนจบ ต้องพยายามทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ได้ คิดว่าคิดไม่ผิดเลยที่เลือกมาฝึกงานที่นี่ ต้องขอขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ช่วยดูแลและมอบประสบการณ์ดีๆมาตลอดสองเดือนกว่าๆ ขอบคุณเพื่อนๆที่มาฝึกงานด้วยกัน :) ถ้าอยากได้ประสบการณ์การทำงานจริงๆ เห็นเครื่องมือหลายๆตัว ก็ลองมาดูที่นี่ได้ครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง

interns’ room
R&D team
with Alex PO
Intern team haha
YEAHHH!!!
miss you all already :)
One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.