อะไรที่เงินซื้อไม่ได้ ?

มนุษย์ยุคหลังๆ ชอบเถียงกันเรื่องเงิน โดยกลุ่มนึงก็บอกว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง อีกกลุ่มก็บอกว่าเงินซื้อไม่ได้ บ้างก็มองเงินเป็นพระเจ้า บ้างก็มองเงินเป็นปีศาจ บางคนพูดจาดีหน่อยก็บอกว่าเงินซื้อความสุขระยะสั้นได้ แต่ซื้อความสุขระยะยาวไม่ได้ วันนี้ก็เลยอยากเขียนเรื่องเงินๆ ทองๆ ขึ้นมา

รากกำเนิดของเงินคืออะไร ? ความจริงเงินก็คือสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน โดยสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ ซึ่งเพราะมันวัดเป็นตัวเลขได้ และสามารถเป็นตัวกลางที่พกพาไปไหนก็สะดวก มันก็เลยเป็นที่นิยม จนนานวันความหมายจริงๆ ของมันก็เลยถูกสร้างขึ้นเป็นอีกภาพนึงซึ่งค่อนข้างแปลกแยกออกจากความหมายเดิมของมันมากขึ้น ถึงขนาดสามารถเอามาเล่นแร่แปรธาตุจนเป็นศาสตร์การเงิน finance กันเป็นเรื่องเป็นราว

การที่บอกว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างนั้น แท้จริงมันก็ถูก “ถ้า” ผู้ขายยินดีขายทุกอย่าง คำพูดที่ว่า เงินซื้อได้ทุกอย่าง ก็เลยเป็น “สัจนิรันดร์” ไม่ได้ เพราะบังเอิญว่ามีคนที่ไม่ยินดีที่จะขายทุกอย่าง โลกมันก็เลยซับซ้อนขึ้น เพราะจริงๆ แล้วเงินน่าจะใช้กับการแลกเปลี่ยนวัตถุเท่านั้น แต่พอมีคนเริ่มเอาไปซื้ออย่างอื่นที่ไม่ใช่วัตถุ และกระทบกับจริยธรรมของมนุษย์ โลกมันก็เลยวุ่นวายอย่างที่เห็น ซึ่งความจริงแล้วมันก็น่าจะไม่ได้ผิดอะไร แต่ในสังคมมนุษย์มันมักมีบริบทที่มากกว่านั้น เช่น สมมติว่ามีคนซื้อแรงงานเด็กในราคาถูก ซึ่งเด็กก็ยอมขาย และรับได้กับค่าแรงถูกๆ เพราะเด็กอยากได้เงินไปซื้อของเล่น แต่คนในสังคมก็จะมองว่าคนที่ซื้อแรงงานเด็กเป็นคนที่เอาเปรียบเด็ก หรือคนรวยๆ ที่ไปหาดารามาแต่งงานด้วย ซึ่งคนหลายคนก็จะมองว่าดาราคนนี้แต่งงานเพราะเงิน แต่แล้วมันผิดตรงไหน ? ตราบเท่าที่คนขายในที่นี้คือดารายินดีที่จะขาย คนซื้อยินดีที่จะซื้อ ก็เลยมีข้อถกเถียงกันเยอะแยะมากมาย ซึ่งข้อถกเถียงจำนวนมาก มักเกิดจากการมองโลกแค่มุมเดียว แต่ถ้ามองจากหลายๆ มุมก็จะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้มีสาระอะไรให้มาพูดกันด้วยซ้ำ

ทีนี้ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่พอใช้นั้น จะโทษว่าเป็นความผิดของพ่อค้าหน้าเลือด หรือนายจ้างสุดงกได้หรือไม่นั้น ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ ว่าคนเรามันไม่เหมือนกัน ถ้าคนเราเหมือนกัน โดยทึกทักว่ามีความยุติธรรมทุกคน มันก็คงไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะพ่อค้าก็จะให้ราคาข้าวสูงๆ กับชาวนา นายจ้างก็จะจ่ายเงินอย่างเท่าเทียม แต่เพราะธรรมชาติอย่างนึงในตัวมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว ก็เลยทำให้ต้องมีการต่อรองกันถึงผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ ซึ่งถ้าใครเสียผลประโยชน์ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาเสียเหลือกัน เพราะคนนั้นขาดความสามารถที่จะต่อรองได้ (หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่ต่อรอง) “แต่” ถ้าเสียผลประโยชน์แล้วไม่เดือดร้อน เช่น การเป็นครูที่เก่ง มีประสิทธิภาพ แต่พอใจที่ได้เงินเดือน 15,000 อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน เพราะจะไม่เกิดการโต้แย้งใดๆ เนื่องจากผู้ขายยินดีขายสิ่งที่ตัวเองทำ (การสอน) ในเวลาที่ผู้ซื้อต้องการ (เวลาราชการ)

และที่บอกว่าคนที่เน้นวัตถุนิยม มักมีความร้อนรนในการหาเงิน นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะคนที่ชอบวัตถุนิยมก็จะต้องมีการ “ซื้อ” เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ต้องมีการ “ขาย” ซึ่งถ้าขายด้วยการไม่ต่อรองและพยายามทำให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด หรือขายในสิ่งที่คนยินดีจ่าย “แพง” เพื่อซื้อ ก็จะไม่มีทางเกิดสมดุลได้เลย คนที่เป็นมนุษย์วัตถุนิยมจึงต้องทำให้ตัวเองดู “แพง” ที่สุด (ไม่ว่าจะคิดค่าตัวแพง ใช้ของแพง กินของแพง) เพื่อให้เกิดสมดุลในการใช้จ่ายได้ เพราะถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักมองผลประโยชน์ (เช่นทำงานดี แต่แลกเงินจำนวนน้อยนิด) ก็จะเกิดความไม่สมดุลในการใช้จ่าย และกลายเป็นปัญหาการเงินของคนนั้นได้

วิธีที่ง่าย แต่ทำยาก ที่คนที่เป็นสายไม่นิยมวัตถุแนะนำก็คือ อยู่แบบเรียบง่าย ซึ่งการอยู่แบบเรียบง่าย หมายถึงต้องลดความต้องการลง หรือไม่ก็ผลิตสิ่งที่เราต้องการได้เอง ไม่ต้องพึ่งผู้ขาย มันก็เลยทำยาก แถมโลกตอนนี้แข่งกันผลิตของที่ทำให้คนอยู่ไม่เรียบง่าย ต้องสวยหรู ไฮโซ อลังการ แข่งกันขาย ขายจนเครียด เรื่องมันก็เป็นแบบนี้ ไม่ต้องมีคำคม ประโยคเด็ด คำสอนอะไรมากมาย เพราะมันก็วนไปวนมาอยู่แค่นี้เอง

#จบ