Hallstatt

Suparat Wirattanapornkul
May 11 · 5 min read

จากตอนที่แล้ว พาทัวร์ Salzburg ด้วยภาพ เมืองมรดกโลก บ้านเกิดโมซาร์ท และเทือกเขาแอลป์ เราก็ได้เดินทางมายัง Hallstatt ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ เมือง Hallstatt เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ติดทะเลสาบ และถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์ ยอมรับก่อนว่าตอนที่จองตั๋วเครื่องบินไปเวียนนานั้นผมไม่รู้จัก Hallstatt มาก่อน!! แถมตอนแรกก็ไม่ได้อยากมาด้วย เพราะการเดินทางดูไม่สะดวก แต่ผู้ร่วมเดินทางของผม ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าต้องมาที่นี่ให้ได้ เพราะเป็นสถานที่ในฝัน ผมเลยเออ ออ ห่อหมก ยอมมา และเริ่มคิดถึงการเช่ารถในต่างประเทศ

ผมเดินทางจาก Zoo Salzburg ขับมาตาม Google Maps พบว่าต้องใช้เวลาในการปรับสภาพการขับรถบนถนนที่นั่นอยู่พอตัว เพราะจะมีทางโค้งที่ให้เราตัดสินใจเร็วๆ ว่าจะตรงหรือเลี้ยวบ่อย ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของ Google Maps มาก เพราะเส้นมันไม่ชัดเจน กับความหน่วงในการอัพเดทเส้นทาง ผิดกับ GPS แท้ๆ ที่ไม่มีความหน่วงใดๆ แต่เนื่องจากตอนที่ออกจาก Salzburg ก็ค่อนข้างบ่ายแก่มากๆ แล้ว จึงรีบไป Hallstatt เพื่อให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน เลยไม่ได้มีเวลาตั้งค่า GPS ในรถ เนื่องจากระบบเมนูในรถเป็นภาษาเยอรมัน จึงงงๆ กับการตั้งค่า เน้นขับอย่างเดียว แต่ Google Maps ก็ทำพิษจนได้ เนื่องจากพาเราวิ่งไปหลายกิโลแต่ไปเจอทางตัน เท่านั้นยังไม่พอ ตอนวิ่งกลับมายังพาเราไปขึ้นเขาที่เป็นถนนเลนเดียวและวิ่งไปเจอบ้านชาวบ้านที่เป็นทางตันข้างบนอีก เราเลยทำการเขวี้ยง Google Maps ทิ้งไปจากสารบบการเดินทาง และใช้สัญชาตญาณตัวเองบวกกับป้ายบนถนนในการพาเราไปสู่จุดหมาย

ความดีใจพุ่งถึงขีดสุดเมื่อเราเห็นป้าย Hallstatt บอกทางไปอีกเพียงไม่ถึง 5 กิโล! ตอนที่เราเข้าไปนั้นมีรถวิ่งออกมาอยู่ตลอด แสดงว่าเรามาถูกทางแน่นอนแล้ว ขณะที่วิ่งก่อนเข้าอุโมงค์ (ซึ่งมีไฟตัวเลขบอกจำนวนรถที่จอดหรืออะไรบางอย่างไม่แน่ใจ) ผมก็เหลือบเห็นสัญลักษณ์ของ Hallstatt คือโบสถ์ทรงแหลมๆ มาแต่ไกล มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นขณะรถวิ่งผ่านอุโมงค์ ว่าเราจะออกไปเจอภาพที่เป็น Signature ของประเทศออสเตรียแล้ว และแล้วก็ขับมาจอดรถตรงจุดที่ให้คนพิการ และผู้ที่จอดสั้นๆ ไม่เกิน 30 นาที ในเวลาที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว แต่ยังพอมีแสงอยู่รำไร เลยลงมาดูวิวในฝัน สูดอากาศข้างนอก ถึงอากาศจะเย็นมาก แต่รู้สึกดีจริงๆ

วิวในฝัน (แต่เอ๊ะ เพิ่งมาสังเกตตอนกลับไปดูภาพที่ห้องพักว่า มุมมหาชนหมู่บ้านมันอยู่ทางขวา!!)

สูดอากาศบริสุทธิ์ ถ้าจะมีสถานที่ไหนที่ผมรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด ผมยกให้ที่นี่เป็นที่หนึ่งเลย

ความสวยงามมันมีมากกว่ามุมมหาชน เพราะเป็นทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์ ให้ความรู้สึกที่สงบมาก ยิ่งถ้าน้ำนิ่ง จะเหมือนภาพวาดชั้นดีเลย

จอดครบ 30 นาทีแล้วก็มืดพอดี ได้เวลากลับที่พัก

ผมไปเลือกพักอยู่ในโซนที่เรียกว่า Obertraun ลองดูตามภาพประกอบด้านล่าง ชี้ให้เห็นชัดเจนดี

Credit เฉพาะภาพด้านล่าง: One Perfect Day in Hallstatt, Austria

คือจะอยู่คนละฝั่ง ต้องขับรถไปครับ อาจจะมีรถสาธารณะ แต่ตอนที่ผมขับนี้แทบไม่เห็นเลย และถนนก็มืดมากๆ

ที่พักเป็น Airbnb (หายากอยู่) สไตล์จะดูเป็นบ้านต่างจังหวัดที่ตกแต่งสวย แต่จะหลอนๆ เพราะมีสัตว์ที่ถูกสตาฟไว้ เป็นของตกแต่งเยอะมาก (ผมไม่มีรสนิยมแบบนี้)

ที่นอน น่าอยู่ครับ แค่เดินออกจากห้องทุกครั้งจะไปเจอหมาป่าที่ถูกสตาฟมองหน้าทุกครั้ง

หลังจากเอาของเก็บ ก็ขับรถออกไปหาอาหารเย็นกินครับ Host ก็แนะนำค่อนข้างดี เป็นร้านขึ้นชื่อย่านนี้ ระหว่างทางที่ขับรถไปนี่มืดมากๆ

ถือเป็นมื้อที่อร่อยอีกมื้อนึงเลย อยู่ที่นี่แล้วคิดถึงเส้นผัดๆ แบบนี้ (เบื่อขนมปังกับสเต็กมาก)

วันที่พักที่นี่แทบไม่ได้เอาของลงจากรถเลย ตั้งใจรีบตื่นเพื่อไปจับจองที่จอดรถ เพราะกลัวเต็ม เนื่องจากคนจะมาเยอะมากแน่นอน

จุดจอดรถหลักคือ P1 และ P2 ตามภาพครับ (ค่าจอดจนจากเช้าตรู่จนถึงเที่ยงประมาณ 10 ยูโร) ถ้าใครจะขึ้น Salt Mine แนะนำให้จอด P2 ครับ (แต่ P1 ก็อยู่ห่างกันไม่มาก)

ระหว่างทางที่ขับรถประมาณตีห้ากว่าๆ ขับผ่านภูเขา ฟ้าที่ยังมืด และมองไปที่พระจันทร์เต็มดวง ทุกอย่างสงบนิ่ง เป็นภาพที่ยังตราตรึงจนถึงตอนนี้ มันสะกดเวลาผมให้อยู่นิ่งว่าธรรมชาติที่แท้จริงมันสวยงามเพียงใด (ผมไม่ได้ถ่ายภาพ เพราะกำลังขับรถอยู่) ถ้าถ่ายได้มันจะเป็นภาพที่ดีที่สุดที่ตาคู่นี้เคยมอง

แต่ก็มีเรื่องน่าตกใจ เพราะขณะที่ขับรถ ก็มีคนหนุ่มโบกมือเรียก มีคนแก่ตัวใหญ่มากนอนล้มอยู่ ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าเขาได้รับอุบัติเหตุรุนแรงถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะต้องขับไปส่งโรงพยาบาล คนที่ล้มตัวหนักมากจริงๆ ผมเข้าไปช่วยยกตัวเขาขึ้นมา จนพอได้สติ จากนั้นเมื่อเห็นว่าเขาสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว จึงกลับขึ้นรถและขับต่อไปยัง Hallstatt

จากนั้นก็เดินครับ เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเดินไกลมากเหมือนกัน ผมมาถึงประมาณตีห้าครึ่ง ข้างหน้ามีจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับคนที่ใช้รถระบบไฟฟ้าด้วยนะครับ

เดิน เดิน เดิน หนาวมากๆ (เพราะผมใส่แค่เสื้อกันหนาวแบบบางๆ เหมือนที่คนออฟฟิศในกรุงเทพเค้าใส่กันด้วยน่ะแหละ)

ยามเช้ากับเทือกเขาแอลป์สะท้อนน้ำบนทะเลสาบ

เป็ดน้ำว่ายกันน่ารัก

ที่นี่เหมือนเป็นแหล่งของ Swan (ผมไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกอะไร มันเหมือนเป็ด แต่มันไม่ใช่เป็ดนะ)

ตอนผมมาถึง แทบไม่มีใครเดินเลย คนจำนวนมากที่มาก็พักกันตรง Hallstatt นี่เลยนะ (เจอคนไทยทุกที่ที่เป็นสถานที่ชื่อดัง) ผมสนใจอยากเข้าไปดูโบสถ์ทรงแหลมๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Hallstatt นี้มานานแล้ว โดยโบสถ์นี้มีชื่อว่า Evangelical Church ดูเรื่องราว ได้ที่นี่

มีที่พักติดโบสถ์เลย ส่วนรถที่จอดนี่เข้าใจว่าเป็นรถคนที่อยู่หมู่บ้านนี้นะ เพราะเท่าที่รู้ข้อมูลคือนักท่องเที่ยวไม่สามารถจอดได้เลย

เดินไปเพื่อไปถ่ายกับมุมมหาชน (ภาพที่หมู่บ้านอยู่ด้านขวา) ใกล้ถึงเต็มแก่แล้ว

และแล้ว ความ Peak ที่สุดของทริปครั้งนี้ก็บรรลุแล้ว นี่คือภาพที่จะอยู่ในความทรงจำของผมไปอีกนานเท่านาน ถึงแม้จะเป็นมุมที่มีคนถ่ายเหมือนๆ กัน แต่ภาพนี้สำหรับผมมันพิเศษมากๆ มัน bundle ความทรงจำตั้งแต่การเดินทางที่หลงไปหลงมา มองหาว่าจะดูมุมนี้อย่างไร ตื่นแต่เช้าเจอเรื่องไม่คาดคิด เดินฝ่าความหนาว และแล้วมันก็เป็นจริง ตอนที่ผมไปก็เริ่มมีคนมายืนถ่าย ตั้งกล้องถ่ายกันบ้างแล้ว

ตอนที่ผมถ่ายรูปอยู่นั้นมีคนใช้โดรนด้วย ตอนแรกผมก็แปลกใจเล็กน้อยว่ามันใช้ได้ด้วยเหรอ? มันค่อนข้างรบกวนความสงบของคนนะ

จากนั้นก็แวะเข้ามาด้านในของโบสถ์ Evangelical

เมื่อชื่นชมมุมมหาชนยามเช้าตรู่จนพอใจ ก็เดินเข้าหมู่บ้านเพื่อหาของกินหน่อย เพราะมันหนาวมาก และยังไม่ได้กินอะไรเลย

ระหว่างทางมีแมวตัวนี้เดินตามมา เลยถ่ายรูปมันหน่อย

หลังจากนั้นแสงอาทิตย์ขึ้นเต็มที่ ผมคิดว่าน่าจะได้ภาพในอีกมิตินึง เลยรีบไปถ่ายที่มุมมหาชนอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

จากนั้นเวรกรรมก็ตามสนองคนใช้โดรน เพราะมีคนของหมู่บ้านเดินมาด่าคนที่ใช้โดรนอย่างสาดเสียเทเสีย และจะดำเนินเรื่องจัดการให้ถึงที่สุด จนคนที่ใช้โดรนต้องรีบเก็บกล้อง เก็บโดรนทุกอย่าง และน่าจะไปเจอตำรวจทีเดียว เพราะจริงๆ ที่นี่เค้าติดประกาศชัดเจนแล้วว่า “ห้ามใช้โดรน”

เดินกลับมาเจอ Swan เต็มเลย เพราะมีคน(ไทย)มาให้อาหาร

เล่นกัน น้ำกระเซ็นเลย

ในที่สุดก็มีร้านเปิด แต่เป็นร้านขนมปัง ไม่เป็นไร อะไรก็ได้ ขอให้มีกิน หิวและหนาวมาก

จากนั้นก็ซื้อตั๋วเพื่อไปดูวิว Panorama ด้านบนครับ แต่ผมซื้อตั๋ว Salt Mine คือเข้าเหมืองเกลือได้ด้วย

มาอยู่บนเขาแล้วก็ต้องเจอหิมะ

จากนั้นก็เข้าไปในเหมืองเกลือ เค้าจะให้เราใส่ชุดเพื่อกันเราเปื้อนครับ แต่เอากล้องเข้าไปถ่ายได้ตามปกติ

มีที่ให้เราสไลด์ตัวลงไปเหมือนกับคนงานในสมัยก่อน ซึ่งจุดนี้เป็นอันแรกจะยังไม่สูงมาก คนที่กลัวก็ให้เดินลงไปแทน

ตอนแรกตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะสะพายกล้องไว้ แต่เอาเข้าจริงแล้วสนุกดี

มองจากด้านล่าง

นี่คือผลึกเกลือนะ สวยงามและใหญ่ทีเดียว

นี่เป็นรูปปั้นอะไรซักอย่างที่สำคัญ และมีนัยยะ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเค้าสื่อถึงอะไร

อันนี้เป็นสไลด์ขั้นที่สอง ซึ่งสูงมาก คนกลัวกันหลายคน แต่ผมไม่รีรอไปสไลด์ต่อ คราวนี้ทำความเร็วได้สูงที่สุด ประมาณเกือบๆ 40km/hr เพราะแทบไม่เอาเท้าเบรคเลย

จากนั้นเค้าก็ให้ดูประวัติเหมืองเกลือหรืออะไรซักอย่างมีการเปิดไฟสวยงามให้เรา ภาพนี้ต้องถ่ายแบบพาโนรามา ถึงจะเห็นความสวยงาม เสียดายที่มันมืด เลยเบลอไปหน่อย ถึงจุดนี้คนที่คุมเลยเริ่มดุพวกคนที่ไร้มารยาทเปิดแฟลชขณะถ่ายรูปโดยเฉพาะพวกคนจีน

จากนั้นก็เจอรูปปั้นที่ขยับได้ที่มาอธิบายเรื่องราวของเหมืองเกลือ

จริงๆ เนื้อหาในเหมืองเกลือมีเยอะมากนะ แต่ผมจำไม่ได้เท่าไหร่ ตรงนี้เราสามารถหาอ่านในอินเตอร์เน็ตได้นะครับ

พอเสร็จจากเหมืองเกลือก็จะมีรถรางพาเรากลับมาจุดเดิม

จากนั้นก็ได้เวลากลับ เดินเตร็ดเตร่เพื่อถ่ายภาพต่ออีกหน่อย

นี่คือมุมพาโนรามาที่ดีที่สุดในการเห็นทะเลสาบ Hallstatt ทั้งหมด และอาจจะเป็นภาพพาโนรามาที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมถ่ายภาพ ดูภาพขนาดเต็ม ได้ที่นี่

แน่นอน จุดชมวิวก็ต้องมีที่กั้น และที่กั้นตรงไหนเป็นตาข่าย ก็ต้องมีคนมาคล้องกุญแจ

และแล้วก็ได้เวลากลับลงแล้ว

เป็นอันจบการเดินทางใน Hallstatt จากนี้ก็ขับรถกลับเวียนนา ใช้เวลาประมาณ 3 ช.ม. ใช้ GPS รถ นำทางดีมาก ไม่ได้ลงไปเข้าห้องน้ำเลย ขับยิงยาวจนถึงเลยครับ

คนที่มากับทัวร์หลายๆ คน ถูกทัวร์พามาที่นี่เป็นที่แรก แต่สำหรับผม มันควรเป็นที่สุดท้าย และการขับรถไปจุดที่เราสนใจด้วยตัวเราเอง วางแผน จัดโปรแกรมทุกอย่างเองมันเป็นความสนุกกว่ากันมาก ผมไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนมาเดินทางด้วยตัวเองกันหมด เพราะมันไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สำหรับผม การเดินทางคือการเจออะไรที่หลากหลายรูปแบบ ได้มีเวลาถ่ายภาพอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่การมาเจอสถานที่สำคัญเพื่อให้รู้ว่าตัวเองได้มา แล้วถ่ายรูปคู่กับสถานที่สำคัญโพสลง Social Media อะไรแบบนั้น (จะเห็นว่ามีรูปผมกับสถานที่ค่อนข้างน้อยด้วยซ้ำ)

และการที่เลือก Hallstatt กับการเดินทางด้วยการขับรถ มันเป็นอะไรที่ตรึงในใจจนผมกลับมาเมืองไทยแล้วเกิดอาการ Post Vacation Depression ทีเดียว (ซึมเศร้าหลังการเดินทางและกลับมาสู่โลกความจริงที่น่าเบื่อหน่าย)

แล้วพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งถัดไปนะครับ

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade