เมื่อปีที่แล้วผมรู้สึกอยากออกเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดูวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม จึงไม่รีรอที่จะเดินทางไปพม่า ซึ่งสมัยเด็กรู้สึกว่าประเทศนี้เหมือน Dark Land และเป็นคู่อริกับไทย (จากที่ประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนสอนมา) แต่ด้วยวัยที่โตขึ้นทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น บวกกับตอนนี้พม่ากำลังเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนมากมาย ผมเลยขอไปศึกษาเสียหน่อย โดยเริ่มจากเมืองแรกที่คิดว่าควรจะไปที่สุด (เพราะเจดีย์ชเวดากองในตำนาน) คือ ย่างกุ้ง เมื่อจองตั๋ว ขึ้นเครื่อง แล้วก็มาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งกันเลย (แต่มาถึงตอนมืดมาก)

พม่าจะนิยามตัวเองว่าเป็น “the Golden Land” ซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ ซึ่งเมื่อเข้ามาสัมผัสก็จะรู้จริงๆ ว่าประเทศนี้นิยมทำทุกสิ่งให้เป็นสีทองจริงๆ หลังจากนั้นผมก็ขึ้น Taxi ไปที่พัก ที่ย่างกุ้ง จะมี Taxi เป็นจำนวนมาก สภาพรถก็แตกต่าง และที่สำคัญหลากหลายราคาอีกด้วย (ขึ้นกับความสามารถในการต่อรองสุดๆ) พอไปถึงที่พักที่แรกก็ดูบอลซักแป๊บแล้วก็นอนครับ แต่ทีวีโรงแรมที่นี่จะแปลกๆ มีช่องบอลอยู่สองช่อง บางทีรายการแข่งที่เราจะดูไม่มี จริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่มี งงไหมครับ แต่เราต้องไปบอกคนของโรงแรมให้เค้าสลับรายการให้เรา ส่วนสภาพอากาศตอนนั้นถือว่า “ดีมาก” สำหรับพม่าครับ

Roaming ได้กับ AIS ครับ แต่ปริมาณข้อมูลค่อนข้างจำกัด และความเร็วต่ำมาก

ตื่นเช้า กินอาหารโรงแรม นอนเล่นซักพัก ผมก็ออกเดินทาง “ด้วยเท้า” เพื่อสำรวจวิถีชีวิตคน และประหยัดค่า Taxi ด้วยครับ (เดินทางไปอีกโรงแรมที่เช่าไว้)

ในเส้นทางที่ผมเดินทาง สภาพก็จะเหมือนชนบทบ้านเราพอสมควรครับ จะดูเหมือนเมืองจริงๆ ก็ตอนเข้าไปในใจกลางเมือง เช่น ชเวดากอง แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่โล ก็ทนสภาพฝุ่นไม่ไหว เพราะเยอะมากจริงๆ เลยตัดสินใจโบก Taxi ไปที่พัก (ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะถ้าเดินต่อ จากเดินตากฝุ่นอีกนานมาก)

สภาพที่พักค่อนข้างดี (แต่ยุงเยอะมากๆ) ตอนกลางคืนผมไม่ไหวแล้ว เลยไปขอยากันยุงทาตัว โรงแรมบอกไม่มี แต่เดี๋ยวจัดการให้ ซักพักก็มีสองสาวปั่นจักรยานมาระเบิดสเปรย์กำจัดยุงในห้องผมให้ (แต่ความเข้มข้นของสเปรย์ดูเหมือนจะกำจัดผมด้วย)

ทีนี้เรามาดูความเร็วเน็ตที่ย่างกุ้งกันครับ

ต้องยอมรับว่าถ้าไม่ได้เข้าไปในใจกลางเมือง ถึงแม้จะอยู่ย่างกุ้ง ความเร็วต้องถือว่าแย่เอามากๆ ใช้ไป หงุดหงิดไป ทั้งในส่วน Wi-Fi และ Cellular

หลังจากนั้นก็ได้เวลาไปทำตามความต้องการในวัยเด็ก คือไปที่ชเวดากอง (ซึ่งครั้งนี้คงไม่เดิน) ก็นั่ง Taxi ไป และก็ทำให้เห็นว่าคนพม่าขับรถกันได้ เ-ี้ยมากครับ คือโฉบเฉี่ยว และไร้มารยาทในการบีบแตรมาก (บีบเป็นว่าเล่น)

และในที่สุดก็ถึงชเวดากอง ซึ่งต้องฝากรองเท้า (เสียตัง) และขึ้นลิฟท์ครับ (เป็นครั้งแรกที่ต้องขึ้นลิฟท์ในพุทธสถาน เพราะเจดีย์ตั้งสูงกว่าระดับพื้น)

การเข้ไปใน pagoda (เจดีย์) หรือ monastery (วัด) ของพม่านั้นต้องถอดรองเท้าทุกครั้งครับ (แม้ว่าพื้นจะร้อนแค่ไหนก็ตาม)

ในที่สุดก็ได้เห็นชเวดากองเป็นครั้งแรกในชีวิต 55

พระพุทธรูปของพม่าจะหน้าตาหวานซึ่งแตกต่างจากของไทยครับ

ที่ชเวดากองมี Free Wi-Fi ด้วย

และที่สำคัญ เร็วซะด้วย

ประเพณีอย่างหนึ่งที่น่ารักที่ชเวดากองคือ คนพม่าจะช่วยกันกวาดพื้นให้สะอาดเสมอครับ

ชเวดากองในแบบ Panorama

สถาปัตยกรรมภายใน

องค์พระในฤดูต่างๆ

อากาศกำลังดี เดินสบายๆ ครับ ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ไปนั่งปฏิบัติธรรม (ย้ำว่าปฏิบัติธรรมครับ) เพราะมีอาจารย์สอนวิปัสสนาอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อรอเวลาจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งชเวดากองจะเปล่งแสงสีทองอร่ามออกมา

ช่วงค่ำจะมีกิจกรรมการบรรยายประวัติของชเวดากอง และพระพุทธรูป (และอื่นๆ แต่ผมไม่ได้นั่งฟัง) ซึ่งก็จะมีคนมานั่งฟังตลอดครับ

นั่งกันข้างๆ เจดีย์เลย

มีการจัดแสดงรูปภาพด้วย

หลังจากนั้นผมก็กลับห้อง แล้วเช่นเคย ดูบอลแล้วก็นอน

ตื่นเช้ามาอากาศสดชื่น พร้อมหมอกบางๆ ครับ

หลังจากนั้นผมก็กลับมาที่โรงแรมที่พักตอนแรกสุด เพราะอยู่ใกล้สนามบิน

สภาพรถส่วนใหญ่ของพม่าครับ จะไม่ค่อยพบรถหรูๆ เหมือนกรุงเทพ

แวะนั่งกินอาหารซะหน่อย (เลือกที่ถูกๆ หน่อย) รสชาติแปลกๆ แต่ก็กินได้ ไม่มีปัญหา (ท้องไม่เสียภายหลังด้วย)

สภาพการจราจรและรถเมล์ช่วงเย็นครับ

และแน่นอน CP บ้านเราไปยึดพื้นที่เรียบร้อย

โหนรถเมล์แออัดไม่แพ้บ้านเราครับ

โหนสองแถวกันกลางถนนใหญ่ด้วย

Supermarket แนว Moderntrade ชื่อดังในพม่า มีชื่อว่า Orange ครับ

ฉลากโค้กเป็นภาษาพม่า ตรงนี้จะแตกต่างจากลาว เพราะลาวจะนำเข้าของบ้านเรา และคนลาวจะเข้าใจภาษาไทยด้วย แต่พม่ากับไทย แยกประเทศกันอย่างแท้จริง เท่าที่เห็น คนส่วนใหญ่จะอ่านและฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

และแน่นอนขาประจำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างผม ต้องลองของพม่าด้วย รสกิมจิ อร่อยเผ็ดเปรี้ยวดีครับ (แถมถูกด้วย)

ปกติไม่กินเบียร์ แต่มาแล้ว ก็ต้องเอาซะหน่อย

แล้วก็ถึงเวลากลับสนามบิน

การเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่ชเวดากองซะเยอะครับ และด้วยความที่ผมค่อนข้างขี้เกียจ (+ ไม่อยากเปลืองตังค่า Taxi) ก็เลยไม่ค่อยเดินทางไปไหน (ผิดกับตอนไป KL ซึ่งระบบรถสาธารณะดีมาก ทำให้ชอบออกไปนู่นนั่นนี่เยอะ) นอกจากนี้สถานที่สำคัญส่วนใหญ่ก็จะเป็น Pagoda ครับ ซึ่งรูปทรงจะใกล้ๆ เคียงกัน (ในความรู้สึกของผม) ทำให้ไม่ได้รู้สึกอยากไปไหนมาไหนมากนัก แต่ในทริปที่จะเล่าใน ตอนที่ 2 ที่เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) รับรองมีเรื่องราวมากมายทีเดียว เพราะมี Partner ที่มีความกระตือรือร้น​ (ถึงขนาดซื้อหนังสืออ่านเรียบร้อยแล้วก่อนเดินทาง) ผิดกับผมซึ่งพอคิดว่าอยากลองไปปุ๊บ ก็ไปเลย ซึ่งก็อาจทำให้พลาดบางจุดที่สำคัญไปได้

แล้วพบกันตอนต่อไปที่มัณฑะเลย์ครับ

ปล.ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย iPhone 5s

Originally published at https://kongwiz.com on January 17, 2015.

Along The Way Journey by kongwiz

Along The Way Journey by kongwiz