สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้จะมารีวิวการไปเยือนเมืองจีนด้วยตัวเอง สืบเนื่องจากเรื่องราว ในตอนนี้ ซึ่งเป็นที่มาในการเดินทางครั้งนี้ เหตุผลตลกคือ พาแม่มาดูหมีแพนด้าต้นฉบับที่เมืองจีนนั่นเอง ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะไปเฉิงตู แต่เวลาบินไม่เอื้ออำนวย เลยมาลงที่ ฉงชิ่ง (Chongqing) แทน ซึ่งเป็นเมืองระดับมหานครที่มีอะไรน่าสนใจมาก แถมในสวนสัตว์ยังมีหมีแพนด้าร่วม 10 ตัวเลยทีเดียว

สำหรับใครที่อยากมาด้วยตัวเองก็ไปโหลด คู่มือ ของ AirAsia มาได้ แนะนำภาพรวม “เกือบดี”

เล่าด้วย Podcast จะถึงพริกถึงขิงกว่าครับ พอดีไม่มีเวลาพิมพ์มาก ฟังไป ดูภาพประกอบไปนะครับ

หลังจากมา Landing ที่สนามบิน Jiengbei ก็พาแม่ไปซื้อตัวรถไฟไปสถานี Sigongli ซึ่งสามารถไปต่อรสบัสเพื่อไปเมือง อู่หลง (Wulong) ไปดูอุทยานหลุมฟ้าสะพานสวรรค์อันโด่งดังได้

สถานีรถไฟในจีนทุกสถานีแม่งตรวจกระเป๋าเหมือนเข้าสนามบินทุกครั้ง ถ้าใครมีสัมภาระเยอะ บอกเลยว่าจะรำคาญมาก


จากตอนที่แล้ว พาทัวร์ Salzburg ด้วยภาพ เมืองมรดกโลก บ้านเกิดโมซาร์ท และเทือกเขาแอลป์ เราก็ได้เดินทางมายัง Hallstatt ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ เมือง Hallstatt เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ติดทะเลสาบ และถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์ ยอมรับก่อนว่าตอนที่จองตั๋วเครื่องบินไปเวียนนานั้นผมไม่รู้จัก Hallstatt มาก่อน!! แถมตอนแรกก็ไม่ได้อยากมาด้วย เพราะการเดินทางดูไม่สะดวก แต่ผู้ร่วมเดินทางของผม ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าต้องมาที่นี่ให้ได้ เพราะเป็นสถานที่ในฝัน ผมเลยเออ ออ ห่อหมก ยอมมา และเริ่มคิดถึงการเช่ารถในต่างประเทศ

ผมเดินทางจาก Zoo Salzburg ขับมาตาม Google Maps พบว่าต้องใช้เวลาในการปรับสภาพการขับรถบนถนนที่นั่นอยู่พอตัว เพราะจะมีทางโค้งที่ให้เราตัดสินใจเร็วๆ ว่าจะตรงหรือเลี้ยวบ่อย ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของ Google Maps มาก เพราะเส้นมันไม่ชัดเจน กับความหน่วงในการอัพเดทเส้นทาง ผิดกับ GPS แท้ๆ ที่ไม่มีความหน่วงใดๆ แต่เนื่องจากตอนที่ออกจาก Salzburg ก็ค่อนข้างบ่ายแก่มากๆ แล้ว จึงรีบไป Hallstatt เพื่อให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน เลยไม่ได้มีเวลาตั้งค่า GPS ในรถ เนื่องจากระบบเมนูในรถเป็นภาษาเยอรมัน จึงงงๆ กับการตั้งค่า เน้นขับอย่างเดียว แต่ Google Maps ก็ทำพิษจนได้ เนื่องจากพาเราวิ่งไปหลายกิโลแต่ไปเจอทางตัน เท่านั้นยังไม่พอ ตอนวิ่งกลับมายังพาเราไปขึ้นเขาที่เป็นถนนเลนเดียวและวิ่งไปเจอบ้านชาวบ้านที่เป็นทางตันข้างบนอีก เราเลยทำการเขวี้ยง Google Maps ทิ้งไปจากสารบบการเดินทาง และใช้สัญชาตญาณตัวเองบวกกับป้ายบนถนนในการพาเราไปสู่จุดหมาย…


จากตอนที่แล้ว พาทัวร์ด้วยภาพ จากปราก สู่ มิวนิก และปราสาทเทพนิยาย เราก็ได้ออกจากเมืองมิวนิก เดินทางต่อไป Salzburg (ซาลซ์บูร์ก) โดย Salz ในที่นี้มาจาก Salt ที่แปลว่าเกลือน่ะแหละครับ เรียกว่าเมืองแห่งเหมืองเกลือ เมื่อก่อนเค้าว่าเกลือมีค่ากว่าทอง เมืองนี้เลยร่ำรวย มั่งมีมาก

คราวนี้เดินทางด้วย Flixbus เพราะราคาถูกกว่าการเดินทางด้วยรถไฟมาก (บางทีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมระยะทางสั้นๆ ค่ารถไฟถึงแพง) ซึ่งท่ารถอยู่ห่างจาก สถานีรถไฟ München Hauptbahnhof (Munich Central Statio) เยอะพอสมควร

ก็เดินลากกระเป๋ากันไป เพราะก่อนหน้าที่จะถึงสถานีรถไฟ ก็ใช้เวลาไปกับห้าง Oderpolliger พอสมควร แถมขากลับยังนั่งรถไฟผิดขบวนไปหนึ่งสถานี แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอด ก็มาถึงแบบฉิวเฉียด ก่อนรถออก 2–3 นาทีเองมั้ง (รู้สึกการเดินทางครั้งนี้ จะจวนเจียนตกรถหลายรอบ)

แล้วก็นั่งรถไป 2 ช.ม. เนื่องจากมิวนิก กับซาลซ์บูร์ก ถือว่าห่างไกลกันไม่มาก รถบัสนี้ไม่แวะจอดให้เข้าห้องน้ำ ฉะนั้นควรเข้าให้เรียบร้อยก่อน แต่การนั่งด้วยระยะเวลาเท่านี้ถือว่ากำลังพอดีๆ มีรถติดบ้างตอนใกล้ถึงพรหมแดนระหว่างประเทศ รถจะจอดใกล้ๆ กับสถานีรถไฟกลางพอดี ที่ออสเตรียกับเยอรมันจะเรียกสถานีกลางว่า “Hauptbahnhof” เหมือนกัน เพราะออสเตรียใช้ภาษาเยอรมันนั่นเอง ถึงสถานีตอนบ่ายสาม จากสถานีกลางก็เดินไปโรงแรมเลย ห่างไกลกันไม่มาก คราวนี้จองผ่าน Booking ชื่อ ACHAT Plaza Zum Hirschen เดินทางสะดวกพอสมควร แต่การบริการไม่ดีมากเท่าไหร่ มีล้อนามสกุลผมด้วย เพราะยาวจัด ลิฟท์ก็พัง ต้องแบกกระเป๋าขึ้นบันได (ปล. โรงแรมในยุโรป ตอนเช็คเอาท์ ต้องเสีย VAT เพิ่มด้วยนะ)…


จากเนื้อหาตอนที่แล้ว พาทัวร์ปรากด้วยภาพ กับเมืองเก่าแก่ สุดโรแมนติก เราก็ได้นั่งรถไฟจากปรากไปมิวนิก (Munich) ด้วยการรถไฟเช็ก České dráhy ซึ่งจองและจ่ายเงินผ่านอินเตอร์เน็ต แนะนำมาตอนจะมาขึ้นรถไฟข้ามประเทศ มาเผื่อเวลาไว้เยอะหน่อยนึงก็ได้ เพราะมาแบบกระชั้นชิดมันก็จะตื่นเต้นไปหน่อย

โดนตอนจองก็จำไม่ได้ว่าจองแบบไหน แค่คุ้นๆ ว่าจอง First Class เพราะมีการเลือกเป็นที่นั่งที่เป็นห้อง แต่พอขึ้นไปเจอภารโรงแก่ๆ ในรถไฟ ก็ถาม ตาลุงก็บอกว่าที่นี่ไม่มี First Class ถ้าจะขึ้น First Class ไปขึ้นคันอื่น (พูดจาดุมาก) และเนื่องจากภาษาเช็กมันก็ยิ่งงง เราเลยไม่แน่ใจว่าจะต้องนั่งตรงไหน เลยไปถามผู้โดยสารคนอื่น ซึ่งให้ความช่วยเหลือดีมาก (ในขณะที่ลุงภารโรงยังคงด่าไม่หยุด) สรุปแล้วเราก็เลย ignore ไม่สนใจตาลุงและไปนั่งในห้องโดยสารสภาพเช่นนี้ และขณะที่ข้ามผ่านเส้นขอบแดนของเยอรมัน ก็จะมีเหมือนตำรวจเข้ามาตรวจพาสปอร์ตเรา (ขณะที่ตอนข้ามพรมแดน เช็ก และออสเตรีย ไม่มีคนมาตรวจ)


ปราก (อังกฤษ: Prague) หรือ ปราฮา (เช็ก: Praha) เป็นเมืองหลวงของประเทศเช็ก (หรือปัจจุบันเรียกว่าเช็กเกีย) เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณเก่าแก่ มีเอกลักษณ์ที่สังเกตเห็นได้ง่ายสองจุดคือ ปราสาทปราก (Prague Castle) ซึ่งอยู่บนเขา มองเห็นได้จากระยะไกล และส่วนที่เป็น Old Town Square ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Tyn และหอนาฬิกาโบราณ

โดยการเดินทางมาที่นี่จากเวียนนา ดูบทความเดิม ผมนั่งรถไฟ OBB ซึ่งเป็นรถไฟที่ดีมากๆ มาถึงที่นี่ ใช้เวลาไม่นานมาก หลังจากมาถึงแล้วก็จะงงๆ เพราะที่นี่ใช้ภาษาเช็กในการสื่อสาร (ภาษาเยอรมันเดิมก็ยังงงๆ มาเจอภาษาเช็กอีก) เงินที่ใช้ก็เป็นเงินสกุลของเช็กเอง แต่ไม่จำเป็นต้องแลกเงินครับ เพราะเมืองเจริญแล้ว ส่วนใหญ่รับบัตรเครดิต โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว หายห่วงเลย หรือถ้าเป็นเงินสดก็รับเงินยูโรด้วยเหมือนกัน การแลกเงินเช็ก นอกจากต้องมาคอยใช้ให้หมดแล้ว (เพราะไปใช้ที่ประเทศอื่นไม่ได้) ยังเสียเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และคอมมิชชั่นอีก จึงไม่แนะนำให้แลกเงิน

หลังจากมาถึงก็ตามหาที่พักเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บก่อนเลย ใกล้ๆ ที่พักมีร้านพิซซ่าชื่อดัง Pizzeria Ristorante Corleone เลยแวะกินซักหน่อย


เวียนนา (Vienna) หรือ วีน (Wien: ภาษาเยอรมัน) เป็นเมืองหลวงของออสเตรีย (ออสเตรีย ไม่ใช่ออสเตรเลียเฟ้ย ไม่มีจิงโจ้) และเป็นเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางความยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุคสมัยออสเตรียฮังการี และยังมีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เสียงดนตรี และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2018 จากรายงานของ BBC วันนี้เลยมาเล่าด้วยภาพคร่าวๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เผื่อคนที่สนใจมาจะได้ดูเป็นแนวทางครับ เนื่องจากเป็นการเล่าด้วยภาพ ถ้าอยากรู้ความเป็นมาของสถานที่ ลองค้นใน Search Engine กันเอาเองนะครับ

เวียนนาเป็น destination แรกในทริป ออสเตรีย-เช็ก-เยอรมนี ในครั้งนี้ (และเป็น destination สุดท้าย เนื่องจากต้องกลับมาขึ้นเครื่องที่นี่) เมืองนี้ผมใช้เวลาอยู่มากกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 วัน

วันแรก หลังจากเครื่องลงตอนประมาณ 7 โมงเช้า (ผมขึ้นเครื่องตอนดึก 1.30 จากสุวรรณภูมิ) เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพประมาณ 11 ช.ม. (โดยเวลาที่ไทยเร็วกว่า 6 ช.ม.) …


เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเหยียบฮ่องกงเป็นครั้งแรก ทั้งที่เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ๆ และรู้จักตั้งแต่วัยเด็ก (สมัยเด็ก ดูหนังฮ่องกงเยอะ) โดยตั้งใจไปช่วงเทศกาลคริสต์มาสโดยเฉพาะ ถึงกับแบกขาตั้งกล้องไป โดยคาดหวังว่าจะมีการประดับไฟสวยงามตระการตา (แต่จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมาก) นอกจากนี้ยังตั้งใจจะไปเจออากาศหนาวๆ ปรากฏว่าแทบไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวเลย เพราะอุณหภูมิอยู่ที่ 15–20 องศาเท่านั้น ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย ว่าหลังลงจากเครื่องเข้าไปสนามบินแล้วเจออะไรมาบ้าง (บทความนี้เน้นภาพเป็นส่วนใหญ่นะครับ)

ต้องยอมรับอย่างนึงว่าช่วงเทศกาลนี่คนมาที่นี่กันเยอะมากจริงๆ สงสัยมา Shopping กันเยอะ (ส่วนตัวไม่ค่อยได้ซื้ออะไร แค่บังเอิญสอยกระเป๋าเดินทาง Samsonite กับเสื้อ Zara ลดราคาอย่างละ 1 เท่านั้นเอง)

ส่วนตัวโชคร้ายหน่อย ตอนตรวจคนเข้าเมือง ไม่สามารถโชว์ตั๋วขากลับ (ลืมอัพใส่ Dropbox เพราะปกติจะ Save ตั๋วโชว์ทางมือถือ) หนำซ้ำยังใช้เน็ตไม่ได้ เลยถูกดองตัวไว้อยู่พักใหญ่

หลังจากนั้นก็จัดแจงเดินทางไปที่พัก ไปถึงก็มืดแล้ว เลยต้องพึ่งพา 7–11 แต่ 7–11 ที่นี่เปิดเป็นเวลา ไม่ได้เปิด 24 ช.ม. …


หลังจากที่ได้ เดินทางไปย่างกุ้ง เพียงอีกไม่กี่เดือนต่อมาก็ลองไปเมืองหลวงเก่าอีกเมืองหนึ่งของพม่านั่นก็คือ Mandalay (มัณฑะเลย์) ซึ่งจากประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์พม่า จากการรบที่พ่ายแพ้ต่ออังกฤษครับ โดยครั้งนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพม่าร่วมเดินทางมาด้วย เราเดินทางกันมาด้วยสายการบิน Air Asia วึ่งลงจอดที่สนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ แต่ๆๆๆ

ต้องต่อรถ Shuttle Bus ครับ โดยมีบริการให้ฟรีสำหรับลูกค้า Air Asia นอกจากนี้ก็มีพวกรถบริการอื่นที่เสียค่าใช้จ่ายมาติดป้ายโฆษณาในสนามบินครับ


เมื่อปีที่แล้วผมรู้สึกอยากออกเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดูวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม จึงไม่รีรอที่จะเดินทางไปพม่า ซึ่งสมัยเด็กรู้สึกว่าประเทศนี้เหมือน Dark Land และเป็นคู่อริกับไทย (จากที่ประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนสอนมา) แต่ด้วยวัยที่โตขึ้นทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น บวกกับตอนนี้พม่ากำลังเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนมากมาย ผมเลยขอไปศึกษาเสียหน่อย โดยเริ่มจากเมืองแรกที่คิดว่าควรจะไปที่สุด (เพราะเจดีย์ชเวดากองในตำนาน) คือ ย่างกุ้ง เมื่อจองตั๋ว ขึ้นเครื่อง แล้วก็มาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งกันเลย (แต่มาถึงตอนมืดมาก)

พม่าจะนิยามตัวเองว่าเป็น “the Golden Land” ซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ ซึ่งเมื่อเข้ามาสัมผัสก็จะรู้จริงๆ ว่าประเทศนี้นิยมทำทุกสิ่งให้เป็นสีทองจริงๆ หลังจากนั้นผมก็ขึ้น Taxi ไปที่พัก ที่ย่างกุ้ง จะมี Taxi เป็นจำนวนมาก สภาพรถก็แตกต่าง และที่สำคัญหลากหลายราคาอีกด้วย (ขึ้นกับความสามารถในการต่อรองสุดๆ) พอไปถึงที่พักที่แรกก็ดูบอลซักแป๊บแล้วก็นอนครับ แต่ทีวีโรงแรมที่นี่จะแปลกๆ มีช่องบอลอยู่สองช่อง บางทีรายการแข่งที่เราจะดูไม่มี จริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่มี งงไหมครับ แต่เราต้องไปบอกคนของโรงแรมให้เค้าสลับรายการให้เรา ส่วนสภาพอากาศตอนนั้นถือว่า “ดีมาก” สำหรับพม่าครับ…

Suparat Wirattanapornkul

Along The Way Journey by kongwiz

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store