
จะมีกี่ภาพยนตร์ในประวัติศาสตร์ของอเมริกันที่จะสามารถชนะรางวัลในสาขาหลัก 5 รางวัลในค่ำคืนเดียวได้ดังเช่นเรื่อง One Flew Over the Cuckoo’s Nest ในปี 1975 ที่บทภาพยนตร์ถูกดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของเคน เคสซี่ในปี 1962 ว่าด้วยเรื่องราวของ Randle McMurphy นักโทษที่มีพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำซ้อน ถูกส่งตัวมาที่สถาบันจิตเวชแห่งหนึ่งเพื่อประเมินอาการทางจิตของเขานั่นเอง เสมือนหนึ่งนกที่บินผลัดหลงเข้ามาในรังของนกกาเหว่า (Cuckoo เป็นคำใช้ดูถูก) ตามประวัติแล้วเขาต้องโทษเข้าคุกถึงหลายครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือเขาได้พรากผู้เยาว์ในขณะที่ตัวเขาเองก็บอกว่า ผู้หญิงคนนั้นดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบห้า และเธอยังยั่วยวนเขาอีกด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็ได้อยู่ในรั้วรอบขอบชิดที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกบงการภายใต้การปกครองของพยาบาล Ratched (ถูกเน้นย้ำด้วยการใช้มุมกล้องเดียวกันขณะที่แมคถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลกับภาพขณะพยาบาลแรทเชตเข้าทำงาน)

ที่นั่นเขาพบหมู่ผองเพื่อนหลากหลายมีทั้งที่สภาพจิตใจวกวนอยู่แต่กับตัวเอง และก็พอมีอยู่บ้างเก้าคนที่ยังสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ แต่คนที่เขาเข้าไปทักคนแรกก็คือ Chief ชายอินเดียนแดงร่างยักษ์ ผู้คนต่างบอกกับแมคว่าชีฟเป็นใบ้อีกทั้งยังหูหนวกและไม่อาจตอบโต้อะไรกับปุถุชนคนทั่วไปได้ แต่แมคกลับสนใจในตัวเขาราวกับมีแรงบางอย่างที่ผลักดันเขาให้เข้าหาชีฟ

เบื้องลึกของการบริหารงานในโรงพยาบาลแห่งนี้อุปมาอุปมัยจึงไม่ต่างอะไรจากระบบที่ผูกเด็ดขาดในการบริหารงาน และตอบสนองผู้อยู่เบื้องล่างอย่างไม่ใยดี (การอนุญาติให้มีการสูบบุหรี่ได้ในโรงพยาบาลแต่ กลับไม่เป็นเช่นกับสิ่งที่จะสร้างสีสันให้กับสถานที่สุดจำเจแห่งนี้ นั่นคือ รายการถ่ายทอดสดกีฬา) สังเกตจากได้จากหลายสิ่งที่ผู้กำกับพยายามแทรกเข้าไปในในองค์ประกอบของฉาก เช่น ภาพของคนกรีดร้องในห้องนอนตอนเริ่มเรื่อง ที่แสดงถึงความอยากหลุดพ้นในสภาะวะแห่งนี้ของผู้พักอาศัย มีเพียงนางพยาบาลที่เป็นคนขาว นอกนั้นก็เป็นคนผิวสี (หนังพยายาลแทรกประเด็นของการเหยียดผิวที่ยังคงปรากฎให้เห็นในสังคมอเมริกันไว้)

บรรยากาศของวอร์ดแห่งนี้ดำเนินไปด้วยความจำเจ ไร้ชีวิตชีวา ผู้คนมีกิจวัตรซ้ำๆ พยาบาลเปิดเพลงที่หลอกหลอนจิตใจของคนไข้ คำประกาศเรียกให้มารับยาที่ไม่ต่างอะไรจากระบบปฎิบัติการหุ่นยนต์ โทรทัศน์ที่เปิดแต่ช่องรายการที่ไม่สร้างสรรค์ พลันให้เรานึกไปว่าถ้าหากเราคนปกติไปอาศัยอยู่ในวอร์ดนี้สักหนึ่งอาทิตย์สภาพที่กลับมาแม้แต่ “สุนัขที่บ้านคงจำไม่ได้แน่ๆ”

และแน่นอนเมื่อสถานที่แห่งนี้เป็นโรงพยาบาลจิตเวชก็ต้องมีการทำกลุ่มบำบัด หากแต่ที่นี่ภายใต้การปกครองของพยาบาลแรทเชตผู้ไม่ปรานีปราศรัย “การบำบัด” กลับกลายเป็น “การตอกย้ำ” สภาพจิตใจที่เลวร้ายของพวกเขา จนเมื่อแมคมาถึง ผู้คนที่ราวกับถูกกดขี่ไว้ใต้ฝ่าเท้าของนางพยาบาลก็เริ่มที่จะกล้าออกมาโต้เถียงถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องของพยาบาล แม้ครั้งแรกที่แมคได้มาร่วมเขาจะยังไม่มีท่าทีตอบโต้ใดก็ตาม แต่ในภายหลังเขาก้ได้มาปลูกจิตวิญาญาณแห่งเสรีภาพลงบนแผ่นดินที่แห้งผาก ณ ที่แห่งนี้
เพื่อนๆทุกคนก็เริ่มรับรู้และรู้สึกถึงสิ่งที่แมคพยายามจะบอกและเตือนถึงสภาพที่ยอมจำนนของพวกเขา (เพื่อนคนหนึ่งของเขาชื่อ Dale Harding ซึ่งดูจะไม่เห็นด้วยกับแนวปฎิบัติของแมคในตอนแรก สัญญาณที่เรารับรู้ได้คือท่าที หน้าตา และลักษณะในการพูดของเขาที่ไปบังเอิญคล้ายคลึงกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมนีที่ภายนอกดูแข็งกร้าว แต่แท้จริงก็ขี้ขลาดและไม่ยอมรับความจริง)
ฉากที่แมคสอนให้เพื่อนชีฟร่วมกิจกรรมกีฬา เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากพันธนาการที่ล้ามตรวนเขาไว้ แม้ในตอนแรกเขาจะยังไม่เข้าใจ และไม่อาจที่จะสลัดโซ่ทิ้งไปอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมยังทำให้แมคขายหน้าต่อหน้าผู้คุม แต่นั่นก็แสดงให้แมคเห็นแล้วว่าอย่างน้อยเขาก็กล้าที่จะลุกขี้นมา และฉากที่เขาเข้าเจรจาต่อรองกับนางพยาบาลให้ลดเสียงดนตรี ก้เสมือนเป็นการลดทอนอำนาจของพยาบาลลง และตอกย้ำความดื้อด้านและความไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้อำนาจของใครของแมค
ฉากที่แมคและผองเพื่อนพนันกันว่าเขาจะหนีจากโรงพยาบาล ไปดูกีฬาในเมือง โดยให้คนพนันว่าเขาจะทำได้ไหม แม้เขาจะแพ้พนันและไม่อาจะแม้แต่จะยกแท่งอาบนำ้นั้นขึ้นมาได้เลยและไม่สามารถไปรับชมกีฬาดั่งฝั่งฝัน แต่เขาก็การแสดงให้เพื่อนพ้องของเขาลุกขึ้นต่อสู้ต่อการบงการของนางพยาบาลเหล่านั้นแมคยังค้นพบอีกว่า เพื่อนๆ ของเขาส่วนหนึ่งอาสาที่จะมาพักและอยู่ภายใต้การปกครองที่กักขังวิญญาณของเขาไว้ด้วยความสมัครใจ และเขาเองก็ต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ออกไปได้ นำพาซึ่งความกระอักกระอ่วนใจสำหรับเขายิ่งนัก

ในเวลาต่อมาเขาได้หลบนี้ออกจากสถานบำบัดโดยความช่วยเหลือของเพื่อนยาก ชีฟ แอบพาเพื่อนๆของพวกเขาไปตกปลา ได้พบกับโลกภายนอก แต่ความจริงแล้วสภาพจิตใจของพวกเขาที่ถูกมองว่าเป็นคนบ้า ไม่ได้ต่างอะไรจากผู้คนตามท้องถนนเลย (ป้ายเป็ดหรือคนนั่งดูทีวีฟรีริมทาง หรือคนที่เชื่อคำโกหกที่น่าขันของแมคว่าเพื่อนๆของเขาคือหมอ) แต่หลังจากเขากลับมาแน่นอน เขาจึงถูกสอบสวนยกใหญ่ว่าความจริงแล้วเขาสติไม่ดีจริงหรือไม่ (ซึ่งความจริงเราก็รู้มาตั้งแต่แรกๆแล้ว เพราะเขาแสดงว่า “เป็นบ้า” ฉากที่กระโดดกอดนายตำรวจที่พาเขามาสถานบำบัดใหญ่ เสมือนว่าแผนที่เขาคิดไว้สำเร็จ ไม่ต้องถูกดัดสันดารในคุก) แต่นางพยาบาลก็ยืนยันที่จะดูแลเขาต่อ เพราะต้องการที่จะกำราบชายคนและทำลายความคิดของเขาให้ได้

ไม่นานนักด้วยจิตใจที่ใฝ่หาแต่การได้ออกไปนอกม่านเหล็กอยู่เสมอ ในคืนนั้นเองเขาได้พาสาวๆ มาบุกถึงสถานบำบัดโดยสมรู้ร่วมคิดกับยาม และในท้ายที่สุดก็ทำความฝันของเพื่อนเขา Billy Bibbit ชายติดอ่างให้เป็นจริง เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อนางพยาบาลมาถึง และขู่ว่าจะนำเรื่องที่ Bibbit พาหญิงมาร่วมรักในโรงบาลฯ ไปบอกกับแม่ของเขา ไม่นานโศกนาฏกรรมก็บังเกิดขึ้นเนื่องด้วยความเถรตรงและไม่ประณีประนอมของนางพยาบาล ทำให้แมคบันดาลโทสะบีบคอพยาบาลแรทเชต

ในท้ายที่สุดแล้วชะตากรรมของแมคก็ไปจบลงแน่นิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงเนื่องด้วยการผ่าตัดทางประสาทวิทยา ในคืนนั้นเองชีฟก็หวังว่าจะหนีจากการคุมขังทางใจภายใต้กรงขังแห่งนี้ไปสู่เสรีภาพดังที่เคยคุยไว้กับแมค แต่บัดนี้สภาพของเขาที่ไม่อาจะเอื้ออำนวยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เคยมีอยู่ในตัวแมค ชีฟจึงตัดสินใจปลดปล่อยความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น และดำเนินรอยตามในสิ่งที่แมคเคยฝันไว้ ภาพฉายให้เราเห็นถึงรุ่งเช้าวันใหม่ที่เรืองรอง บรรยากาศและกลิ่นไอของอิสระเสรี เขาได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและไม่สนต่อคำครหาของใคร เราได้แต่หวังให้เขาไปถึงแคนาดาดั่งที่หวังไว้และสืบทอดเจตนารมย์ของผู้ที่รักในความเป็นเสรีชนต่อไป เขาจึงเป็นดั่งนกที่บินออกจากรังนกกาเหว่าได้ในที่สุด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทุกฉาก ทุกบีต ทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูดเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่กลั่นกรองจากความเป็นมืออาชีพของนักแสดงทุกท่านที่สามารถนำนวยอวยชัยพาเราผู้ชมไปบนเส้นทางที่พบทั้งความสนุก ตลกโปกฮา สภาวะกดดัน หรือแม้แต่ความทุกข์โศกได้อย่างดงาม อาจจะมีจุดบกพร่องเช่นการใช้เทคนิคซูมภาพในบางครั้งก็ดูไม่ค่อยเหมาะสม และบทบางครั้งก็ดูย้วยไปบ้าง แต่โดยภาพรวมเราก็รับรู้ได้ถึงอัตลักษณ์ของประเทศที่ได้ชื่อว่าอิสระเสรีภาพอยู่ในกระแสเลือดและดำรงทุกหนทุกแห่งบนผืนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่า อเมริกา
Email me when Kridpuj Dhansandors publishes or recommends stories