สรุปงาน “Suthichai Academy Talk Show” ปรับตัวให้ทัน! กับก้าวต่อไปของ Digital Disruption

Krittamate Pramniya
Feb 2 · 5 min read

งาน “Suthichai Academy Talk Show” ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งงานในครั้งแรกผมสมัครไม่ทันแต่ก็ได้เห็นใน Youtube และได้ดูจนจบ (สามารถติดตามได้ที่ : https://youtu.be/hjglgV5BS0k) แต่เห็นว่างานในครั้งแรกจบลงโดยยังไม่ได้พูดเนื้อหาทั้งหมด เลยต้องมาจัดครั้งที่ 2 อีก ซึ่งแน่นอนว่าครั้งนี้ผมติดตามการรับสมัครจึงทำให้สมัครทันครับ :)

ภาพจาก FB : Suthichai live

โดยผู้ที่เป็น Speakers ของงานในครั้งนี้ก็คือ

  1. คุณสุทธิชัย หยุ่น — ผู้ก่อตั้ง Suthichai Live และอดีตประธานกรรมการ Nation
  2. คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (คุณท๊อป)— Group CEO bitkub

โดยเนื้อหาหลักของงานในครั้งนี้มาในธีม “ก้าวต้องไปของ Digital Disruption” เพื่อที่จะสร้างความตื่นตัวในเรื่องของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้

ทุกคน ทุกอาชีพเจอปัญหานี้เหมือนกันหมด แต่เราจะปรับตัวให้ทันโลกได้อย่างไร? ใครที่ยังไม่คิดจะปรับตัว อาจจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังแล้วก็เป็นได้” เป็นคำพูดแรก ๆ ของคุณสุทธิชัย หยุ่น หลังจากขึ้นเวทีมาทักทายกับทุกคนในวันนี้

คุณสุทธิชัย หยุ่น — ผู้ก่อตั้ง Suthichai Live และอดีตประธานกรรมการ Nation

และยังเปรียบเทียบกับ “กบที่อยู่ในหม้อต้ม” แรก ๆ กบก็อยู่ในน้ำเย็นสบาย แต่เมื่อน้ำค่อย ๆ อุ่นขึ้น กบนั้นปรับตัวไม่ทัน ไม่ยอมออกจากหม้อ รู้ตัวอีกทีน้ำเดือด กบตัวนั้นก็ตายซะแล้ว

หวังว่าทุกคนจะไม่เป็นกบตัวนั้น!

การสรุปในครั้งนี้ผมตั้งใจอยากให้ส่งต่อเนื้อหาของงาน Talk Show ดี ๆ แบบนี้ให้ผู้คนรับรู้ได้มากขึ้น และตื่นตัวมากขึ้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ได้อ่านครับ…


ช่วงเริ่มงาน

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (คุณท๊อป) — Group CEO bitkub

ก่อนเข้าเนื้อหาหลังคุณท๊อปได้พูดถึงความแตกต่างระหว่าง Innovation และ Disruption ไว้ดังนี้

  • Innovation : การสร้างสิ่งใหม่ ที่ดีกว่าสิ่งเก่าที่เคยมีมา อาจจะดีขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ได้
  • Disruption : การสร้างสิ่งใหม่ โดยทำให้สิ่งเก่าล้าสมัยและอาจจะหายไป เหมือนรถยนต์ที่เกิดขึ้นมาแทนที่รถม้านั้นเอง
คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (คุณท๊อป) — Group CEO bitkub

หลังจากนั้นได้ขึ้นมาพูดถึงเรื่อง ความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยนี้ มันไม่ใช่การเติบโตแบบ “Linear (เส้นตรง)” แต่มันเป็นเติบโตแบบ “Exponential” ดูภาพด้านบนจะเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นอย่างไร

100 ปีที่ผ่านมา โลกได้พัฒนาไปแค่ 3% ที่ผ่านมาโลกนั้นพัฒนาช้ามาก เห็นได้ว่า Iphone พึ่งมีแค่เพียง 10 ปีหลังเท่านั้น แต่อีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะพัฒนาเร็วขึ้นมาก จาก 3% จะกลายเป็น 96% เลยทีเดียว

Cost of Solar Power

จะเห็นได้ว่าต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้นถูกลงมาก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หรือชิปก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีขนาดเล็กลง ถูกลงกว่า 250 เท่าแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมหาศาล และมันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาอีกเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้

จากกราฟด้านบน จะเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจนั้นใช้เวลาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ในการทำให้มูลค่าธุรกิจทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท)

Microsoft ใช้เวลา 10 ปี

Amazon ใช้เวลา 5 ปี

Airbnb ใช้เวลา 2 ปี

Luckin Coffee ของประเทศจีนใช้เวลาเพียง 18 เดือน

และอนาคตอาจจะใช้แค่ไม่กี่วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นได้…

เราอยู่ในยุคที่อดีตไม่สามารถทำได้ เราโชคดีมากที่สามารถใช้สิ่งที่คนยุคที่แล้วสร้างไว้ให้เรา

ต้องขอบคุณ Steve Job ที่สร้าง Smart Phone ใส่กระเป๋าของทุกคน ขอบคุณ Mark Zuckerberg ที่สร้างช่องทางให้เราพบปะกันได้จากทุกมุมโลกผ่าน Facebook และถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดชั้นดีของโลกยุคนี้

Netflix & Blockbuster

แต่โอกาสนั้นอยู่กับคนที่มองเห็น ยกตัวอย่าง Netflix ในอดีตเคยไปเสนอขายบริษัทให้กับบริษัทเช่าหนังชื่อดังอย่าง Blockbuster เพียง 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ แต่ในตอนนั้น Blockbuster เป็นเจ้าตลาด ไม่ได้เห็นถึงโอกาสที่ Netflix หยิบยื่นให้จึงได้ปฏิเสธไป จนต่อมาบริษัทก็พังไม่เป็นท่าจากการเปลี่ยนของโลกยุคใหม่

Kodak

เช่นเดียวกับบริษัทที่ทุกคนน่าจะรู้จักดีอย่าง Kodak(โกดัก) ที่โดย Disrupt จากกล้อง Digital ทั้ง ๆ ที่พนังงานบริษัทตัวเองสามารถคิดนวัตกรรมกล้อง Digital ก่อนที่จะมันจะออกมาด้วยซ้ำ แต่ CEO บอกว่าให้เอาไปซ่อนเพราะเห็นว่าตอนนั้นยอดขายของกล้องฟิล์มยังเติบโตดี

CEO มี 2 รูปแบบ คือ

  • Short Term Profit : มองกำไรระยะสั้น
  • Long Term Profit : มองการอยู่รอดในระยะยาว

ทั้ง ๆ ที่คนชอบถ่ายรูปมากขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาที่ผ่านมา แต่ Kodak ก็เจ๊งได้ เราต้องปรับเปลี่ยนการบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละยุคสมัย

เหมือนกับ Jeff Bezo — CEO, Amazon ที่ตอนแรกเน้นการขายหนังสือที่เป็นกระดาษ แต่กล้าออกสินค้าใหม่อย่าง Kindle ออกมาฆ่าหนังสือที่เป็นกระดาษของตนเอง และตอนนี้ยอดขาย Kindle ก็เติบโตแซงหน้าหนังสือแบบกระดาษไปแล้ว

ถ้ากล้ายิงตัวเองที่ขา ก็จะไม่โดนคนอื่นยิงที่หัว

แม้ว่าตอนนี้บริษัทประมาณ 93% นั้นรู้ตัวแล้วว่าเทคโนโลยีของยุคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่มีบริษัทเพียง 3% เท่านั้นที่พร้อมปรับตัวจริง ๆ มีจำนวน 54% ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องทำยังไงเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น…

แล้วคุณล่ะอยู่ในกลุ่มไหน?


“10 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก!!”

หลังจากนั้นคุณท๊อปและคุณสุทธิชัย หยุ่น ก็ได้เข้าเนื้อหาหลักของงานในครั้งนี้ นั้นก็คือการพูดถึง “10 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก” ซึ่งงานครั้งที่แล้วพูดไปได้แค่ 4 อย่างเท่านั้น แต่ครั้งนี้ก็ได้พูดสรุปทวนของงานครั้งที่แล้วให้ด้วย ไปดูกันเลย!

10 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก

1. Fintech (เทคโนโลยีทางด้านการเงิน)

คลิป Social Banking จาก Beartai

คุณท๊อปได้พูดถึงคลิปที่ได้จัดทำกับ Beartai ในเรื่องของ “Social Banking” ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อยากให้ทุกคนได้ลองดูครับ น่าจะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นมาก ๆ ในเรื่องของการเงินและธนาคารแห่งอนาคต

ปัจจุบันการโอนเงินผ่าน Mobile Banking คนต้องเข้าออกแอปพลิเคชันเฉลี่ยประมาณ 7 ครั้ง ซึ่งมันยังไม่ตอบโจทย์ได้ดีพอ Social Banking เกิดมาเพื่อฆ่าธนาคาร การโอนเงินจะง่ายเหมือนกับการส่งสติ๊กเกอร์ไลน์

คำว่า “การโอนเงินข้ามประเทศ” จะหายไปจากโลกนี้ ระยะทางจะไม่ใช่ปัจจัยการโอนเงินอีกต่อไป

ธนาคารยุคเดิมนั้นต้องลงทุนมหาศาล สร้างสาขา ติดตั้งตู้ ATM เสียค่าเช่าที่ เสียค่าพนักงานมากมายแต่ Social Bank นั้นลงทุนน้อยกว่าหลายเท่าตัว

ในประเทศจีน Alipay กับ Wechat ใช้เวลาเพียง 5 ปี สามารถทำให้คนเข้ามาใช้ “Social Banking” กว่า 2 พันล้านคน และกลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว!

.

.

2. Blockchain

คุณท๊อปได้บอกว่า Blockchain จะเปลี่ยนโลกเช่นเดียวกับที่ Internet เคยทำกับโลกใบนี้

ในยุคของ Internet ที่ผ่านมา ทำให้เราส่ง Email ไปได้ทั่วโลกเพียงพริบตา แต่ในยุคของ Blockchain มันจะทำให้เรา “ส่งทุกอย่างที่มีมูลค่าได้ เหมือนส่ง Email” ไม่ว่าจะเป็นเพชร ทอง หรือคอนโด ไม่ใช่แค่เงิน Bitcoin ที่ทุกคนเห็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ยกตัวอย่าง SCB ใช้ Ripple (cryptocurrency เช่นเดียวกับ Bitcoin) ในการโอนเงินจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้แล้ว โดยใช้เวลาเพียง 30 วินาที และ 1 นาที ตามลำดับ

Blockchain จะ “ตัดตัวกลางทิ้ง” ไม่มีใครสามารถแก้ไขข้อมูลได้เองตามใจชอบ ป้องกันการทุจริตและตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้

ถ้าเอา Blockchain มาใช้กับโฉนดที่ดิน ก็จะทำให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ทั้งหมด อาจจะทำให้เรารู้ก็ได้ว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นป่าสงวนอยู่หรือไม่… (คุณสุทธิชัยเสริม เรียกเสียงฮาคนทั้งห้อง)

.

.

3. Big data

ในยุคนี้ “ข้อมูล” มีมูลค่าแซง “น้ำมัน” ไปแล้ว เมื่อมีข้อมูลมากพอจนรู้ว่าคน ๆ นั้นชอบหรือไม่ชอบอะไร คนเราสามารถใช้ข้อมูลในการควบคุมพฤติกรรมของคนได้ เคยสงสัยไหมว่า

ทำไมทรัมป์ถึงชนะเลือกตั้ง?

ทำไม Brexit จึงเกิดขึ้น?

มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติจริงหรือ?

อยากให้ลองไปดูหนังเรื่อง The Great Hack แล้วจะทำให้เข้าใจมากขึ้น สร้างจากเรื่องจริงจากคนที่เคยอยู่ในบริษัท Cambridge Analytica ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ Brexit และ การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา

The Great Hack

ในประเทศไทยก็เช่นกัน ตอนนี้เราจะถูกป้อนข้อมูลในสิ่งที่เราชอบตลอดเวลา วันหนึ่งข้อมูลจะปั่นสมองคุณ การกระทำของคุณจะไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคุณเองเสมอไป!

คุณท๊อปทิ้งท้ายว่าถ้าคนสร้าง Facebook เป็นคนเลว อาจจะล้างสมองคนได้เกือบทั้งโลกตามที่ตัวเองต้องการ…

.

.

4. Artificial Intelligence (AI)

ปัญญาประดิษฐ์เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลานี้ มันเป็น “เครื่องทุ่นความคิด” มันเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ในอนาคตอันใกล้ AI อาจจะเป็นสปีชีส์ที่ฉลาดที่สุดในโลก

มากไปกว่านั้น AI นั้นรู้ใจเรามาก ๆ อนาคตความสัมพันธ์ของคนและ AI จะแข็งแรงขึ้น และคนอาจจะมีแฟนเป็น AI มากขึ้นก็เป็นได้ (เหมือนในหนังเรื่อง Her นั้นเอง)

.

.

5. Bio Bank

Bio Bank

ปัจจุบันที่ประเทศอังกฤษเราสามารถฝากเซลล์ของเราได้แล้ว เคยสงสัยไหมว่า “ทำไมทุกการรักษาเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย” Bio Bank จะเอาข้อมูลเราไปวิเคราะห์ และผลิตยาที่เหมาะกับเราจริง ๆ!

โรคที่ปัจจุบันยากที่จะรักษาได้ เช่น HIV อาจจะรักษาได้โดยการตัดต่อพันธุกรรม

แล้วเคยสงสัยไหมว่า “ทำไมเราออกกำลังกาย แล้วยังอ้วน?” เราแก้ปัญหาถูกจุดรึป่าว ความจริงมันอาจจะแค่เอาแบคทีเรียบางตัวในร่างกายเราออกไป แค่นั้นเราก็สามารถผอมได้แล้วก็ได้…

เคยสงสัยไหมว่าทำไม Google ถึงซื้อบริษัท Fitbit? นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะที่เก็บข้อมูลสุขภาพของคนมายมาย ลองคิดดูสิครับว่าข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่าเท่าไหร่และนำไปต่อยอดอะไรได้บ้าง

หรือ Google อาจจะอยากเป็น Biobank ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้…

.

.

6. Internet from the Sky

ปัจจุบัน 60% ของคนทั้งโลกยังไม่สามารถเข้าถึง Internet ได้ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่สร้างโปรเจคที่จะทำให้คนเข้าถึง Internet ได้มากขึ้นในหลากหลายวิธี

  • Facebook : สร้าง internet.org โดรนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปล่อย internet
  • Google : สร้าง google loon บอลลูนที่สามารถปล่อย internet ได้
  • Tesla : สร้าง STARLINK ออกไปปล่อย internet จากนอกโลก
Internet from the Sky

บริษัทเหล่านี้ใจบุญจริง ๆ หรือพวกเขาต้องการขยายฐานลูกค้าของตัวเองกันแน่ ในปี 2020 คนที่เข้าถึง Internet จาก 2 พันล้านคน จะกลายเป็น 5 พันล้านคน เตรียมรับมือกันไว้ให้ดี ๆ

ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ในอนาคตอาจจะฟรี ขอเพียงคุณใช้ Internet ใช้บริการของบริษัทเหล่านี้ก็พอแล้ว…

.

.

7. Internet of Things (IOT)

ถึงเวลาที่สิ่งของต่าง ๆ จะถูกเชื่อมเข้าสู่โลกของ Internet เนื่องจากราคาของ microchip ถูกลง และมีศักยภาพมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น Smart Device ได้ไม่ใช่แค่ Smart Phone

5G จะมาปลดล๊อกให้ IOT เกิดขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ ทั้ง Smart Home, Smart Office ที่ไฟสามารถเปิดปิดเอง เพลงเปิดเอง ของในตู้เย็นหมดยังสามารถสั่งของได้เองเลยด้วยซ้ำไป

คุณท็อปแนะนำให้ไปดูบ้านของ Mark Zuckerberg ตามคลิปด้านล่างครับ

Mark Zuckerberg’s Home

หรือลองดู Huawei smart home เพิ่มเติมด้านล่างครับ

Huawei smart home

แต่ถ้าใช้ IOT ในทางที่ผิดก็อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างคลิปด้านล่างก็เป็นได้ (ขอบอกก่อนว่าในคลิปด้านล่างยังไม่เกิดขึ้นจริงนะครับ)

.

.

8. Cryptocurrency

“เงิน” บางคนอาจจะมองมันคือ “กระดาษ” แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์การเงินของโลกจะพบว่าเงินมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่เปลือกหอย ทองคำ และทุก ๆ 50 ปีจะเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องการเงินเสมอ และช่วงนี้คือช่วงปีที่ 50 นั้นเอง

Cryptocurrency จะมาปลดล็อคธนาคาร ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตอนนี้การโอนเงินไปต่างประเทศมีค่าธรรมเนียมและใช้เวลานาน แต่ถ้าส่งเงินผ่านการซื้อขาย Bitcoin แทบไม่เสียค่าทำเนียมและทำได้ภายในพริบตา

Facebook พยายามที่จะสร้าง Libra ประเทศจีนก็พยายามที่จะสร้าง Digital Yuan ในปี 2021 เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในยุคนี้คนต้องคุม Technology ถึงจะกลายเป็นประเทศมหาอำนาจได้

มีคนในโลกกว่า 50% ที่ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ เนื่องจากรายได้ไม่มากพอ Cryptocurrency จะเข้ามาเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นบัญชีธนาคารสำหรับทุกคน และมีการบริการที่ดีกว่ามาก

ตอนนี้ประเทศสวีเดน ประกาศ “เลิกผลิตเงินสด” แล้ว หรือในประเทศจีนแม้กระทั้งขอทานก็รับบริจาคเงินผ่าน QR Code แล้ว

แล้วประเทศไทยล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป???

.

.

9. Autonomous Vehicle / Drone

ตอนนี้รถยนต์ของ Tesla สามารถขับเองได้แล้ว และสามารถกดเรียกผ่านมือถือให้มาหาเราได้โดยไม่ต้องมีคนขับ อนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน Logistics อย่างรุนแรง จะเกิดอะไรขึ้นถ้ารถสามารถขับได้เอง 24 ชั่วโมง และรถที่ขับเองได้นั้นทำตามกฎจราจรได้ดีกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำไป

Amazon Prime

Amazon Prime ได้ใช้โดรนส่งของให้คนได้แล้ว และเชื่อว่าโดรนไม่ได้ส่งได้แค่ของ แต่ก็สามารถส่งคนได้เช่นกัน คนจะเดินทางได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นทั่วทั้งโลก

ลองคิดดูว่าถ้าอนาคต Uber หรือ Grab ไม่ได้มีการบริการแค่รถขนส่ง แต่เป็นโดรนขนส่งคนได้ละ จะเป็นอย่างไรไปดูคลิปด้านบนได้เลย…

Hyperloop

Hyperloop เป็นสิ่งนึงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางของเราสะดวกและรวดเร็วขึ้นทั่วทั้งโลก การเดินทางไปไหนมาในในโลกนี้จะรวดเร็วกว่าเครื่องบิน

Starship

หรือสิ่งที่เหนือกว่า Hyperloop นั้นคือ Starship ของ Spacex ที่จะทำให้คนเดินทางจากไปไหนก็ได้ในโลกนี้ภายใน 1 ชั่วโมง

ทั้งหมดที่ได้อธิบายมาอาจทำให้ที่ดินภายในตัวเมืองใหญ่ในอนาคต อาจจะมีราคาที่ถูกลงก็เป็นได้…

.

.

10. Augmented/Virtual Reality (AR/VR)

มีหลายคนที่ประเมินเรื่องนี้ต่ำไป AR และ VR เป็นเรื่องที่ Facebook ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คนจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนมากขึ้น ซึ่งพึ่งได้เปิดตัว Facebook Horizon ได้ไม่นาน

Facebook Horizon

และไม่ได้หยุดแค่นี้ อยากให้ลองไปดูหนังเรื่อง Ready Player One แล้วจะเข้าใจถึงเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น Facebook ประกาศว่าในช่วงมี่ผ่านมาเขาทำให้คนทั่วโลกได้มาเจอกัน แต่เขายังไม่ได้สร้าง Private Living Room ให้กับทุกคน และนี่คือเป้าหมายต่อไป!

Ready Player One

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถนัดประชุมงานกันได้ในโลกเสมือน หรือเราสามารถเข้ามาเรียนรู้กับคนที่เก่งที่สุดของโลกได้ผ่านโลกเสมือนได้จากทุกที่ทั่วโลก

อาจเป็นการปฏิวัติ “การศึกษา” “การทำงาน” หรือ “การใช้ชีวิต” ครั้งใหญ่ของมนุษยชาติอีกครั้งก็เป็นได้…


และนี่ก็เป็นที่การสรุปทั้งหมดของงาน “Suthichai Academy Talk Show” เชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ได้อ่านตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ในไม่ช้า หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากการสรุปครั้งนี้

ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้เกิดงานดี ๆ แบบนี้ขึ้น โดยเฉพาะคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณท๊อป จิรายุสครับ

ใครที่ชื่นชอบสามารถนำไปแชร์ แบ่งปันให้คนรอบตัวคุณ เพื่อให้ก้าวทันโลกไปพร้อม ๆ กันครับ

#Suthichai #Suthichailive

# TheConclusion #อาสาสรุป

.

.

สำหรับคนที่อยากอ่านสรุปเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่

ขอบคุณที่ติดตาม และอ่านจนจบครับ ;)

.

.

อาสาสรุปโดย

กฤตเมธ เปรมนิยา (เอิ๊ก)

FB : Krittamate Pramniya

IG : krittamate

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade