ทำไมต้องเข้าไปคุยกับคนที่เราเกลียดและคนที่เกลียดเรา

โน้ต: บทความนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อแนะนำมุมมองการใช้ชีวิตในมหาลัยให้กับรุ่นน้อง ใช้การเขียนที่เป็นลักษณะการบอกเล่าจากพี่สู่น้อง จึงขอเรียกผู้อ่านด้วยคำว่า “น้อง”

สังคมในมหาลัยเป็นสังคมที่เปิดรับความหลากหลาย พอน้อง ๆ ได้เข้ามาเรียนในรั้วแห่งนี้น้องจะได้พบกับผู้คนที่มากหน้าหลายตา ผู้คนหลากหลายประเภทตั้งแต่นิสัยดีมาก ๆ จนถึงแย่โคตร ๆ ไม่ว่าเจอคนแบบไหนน้องก็จะได้รู้จักที่จะเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันกับเค้า (ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม) มหาลัยจึงเป็นเหมือนการจำลองสังคมขนาดย่อมให้เราได้มาลองใช้ชีวิตดูก่อนที่จะก้าวไปสู่โลกของการทำงานแบบเต็มตัว และแน่นอนว่า ในสังคมนั้นหากมีคนที่เรารักหรือคนที่เค้ารักเรา ก็ย่อมมีคนที่เราเกลียดเค้าหรือว่าเค้าเกลียดเรา เป็นธรรมดาที่เราจะให้ความสำคัญกับคนกลุ่มแรกมากกว่ากลุ่มหลัง แหงล่ะ ใครก็อยากจะแคร์กับคนที่เรารักแล้วก็เค้ารักเราอยู่แล้ว แต่พี่คิดว่าน้องไม่ควรจะมองข้ามกลุ่มคนประเภทหลังไปนะ ถึงเราอาจจะไม่ได้ชอบที่จะพูดคุยกับคนที่เค้าเกลียดเราหรือว่าเราเกลียดเค้า แต่การที่เราได้แลกเปลี่ยนกับคนกลุ่มนี้มันมีประโยชน์อย่างมากเลยน่ะสิ

Taylor Swift — พี่เชื่อว่าน้อง ๆ หลายคนคงจะรู้จักเพลง “Shake It Off” ของ Taylor Swift นะ ถึงเราจะไม่รู้จัก แต่พี่มั่นใจว่าอย่างน้อยเราก็คงจะต้องเคยได้ยินเพลงนี้ในห้างสรรพสินค้า เพราะช่วงที่เพลงนี้ดัง ห้างทุกห้างต่างพร้อมใจกันเปิดเพลงนี้โดยไม่ได้นัดหมาย พี่เข้าใจว่ามันเป็นเพลงที่ติดหูแล้วก็ดังในไทยพอสมควร การเปิดเพลงนี้ก็เลยเหมือนเป็นการเอาใจลูกค้าที่มาเดินห้าง แต่พี่ว่ามีกลุ่มคนอีกไม่น้อยที่รู้สึกเบื่อแล้วก็รำคาญกับการที่ต้องมาฟังเพลงเพลงเดิมซ้ำ ๆ วนอยู่อย่างนั้น *อะแฮ่ม* คุกกี้เสี่ยงทาย *อะแฮ่ม* มีครั้งหนึ่งพี่จะเดินจาก MBK ไป Siam Paragon พี่ก็เดินผ่านเข้าไปทาง Siam Discovery ห้างเปิดเพลง Shake It Off พี่ก็คิดว่า “โอเค้ ช่วงนี้เพลงนี้แม่งดัง ก็ไม่แปลกที่ห้างจะเอามาเปิดแหละเนอะ” สักพักพี่ก็เดินเข้าไปใน Siam Center ปรากฏว่าห้างก็เปิดเพลง Shake It Off ด้วย พี่ก็เลยคิดว่า “กูเริ่มรำคาญไอเพลงนี่ละ แต่อีกนิดเดียวก็ถึงพารากอนแล้ว ไม่เป็นไร ๆ” แล้วพอพี่ก้าวเข้าไปใน Siam Paragon ทายซิ ห้างเปิดเพลงอะไร ความคิดพี่ตอนนั้นคือ “…..”

“And the haters gonna hate, hate, hate, hate, hate”

อะ นอกเรื่องมาเยอะละ สาเหตุที่พี่ยกเพลง Shake It Off มาก็เพราะท่อนหนึ่งครับที่บอกว่า “…haters gonna hate, hate, hate, hate, hate” ถ้าแปลตรงตัวก็คือคนที่เกลียดเรายังไงเค้าก็จะเกลียด ๆๆๆๆ เรา แล้ว Taylor ก็บอกให้ “shake it off” หรือก็คือให้สะบัดคนเหล่านี้ออกไปจากชีวิต ไม่ต้องไปสนไปฟังเค้า การที่บอกว่า “เพียงเพราะเค้าเกลียดเรา ดังนั้นเราจึงไม่ควรฟังเค้าและควรจะสลัดเค้าออกไปจากชีวิตเรา” พี่มองว่ามันเป็นมุมมองการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะตลก และขาดความเป็นผู้ใหญ่ เป็นการบอกให้คนฟังไม่รู้จักที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ไม่รู้จักที่จะเปิดใจรับคำวิจารณ์ในด้านลบที่มีต่อตนเอง สอนให้อยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย อยู่ในฟองสบู่ที่แม้แต่คำพูดก็สามารถทำให้มันแตกลงได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปัดทุกคำวิจารณ์และคนที่มีความเห็นในด้านลบของเราออกไปให้หมด จะได้อยู่ในฟองสบู่ที่แสนจะปลอดภัยต่อไป

ความเห็นของคนที่เราเกลียดหรือคนที่เกลียดเรา — คนสองประเภทที่พี่ขึ้นต้นย่อหน้ามานี้ คือกลุ่มคนที่คอยแต่จะหาข้อบกพร่องข้อผิดพลาดของเราอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตัวเราเองรู้อยู่แล้วหรือไม่เคยรู้มาก่อนเลย สำหรับพี่ การที่เราได้รับรู้ข้อเสียที่ตัวเราเองรู้อยู่แล้วเป็นการตอกย้ำให้เราได้คิดอยู่เสมอว่า “นี่คือข้อเสียของเรานะ เราไม่ควรทำมันอีก” ในอีกด้านหนึ่งการที่เราได้รับรู้ข้อเสียที่เราไม่เคยรู้มาก่อนนั้น สำหรับพี่มันคือของขวัญที่ดีที่สุด เพราะเค้ายอมบอกในสิ่งที่เราเองไม่อาจรู้และเผลอ ๆ ไม่มีวันที่จะได้รับรู้ ถึงตรงนี้พี่ขอยกกฎในการใช้ชีวิตข้อที่ 9 จากหนังสือ “12 Rules for Life: An Antidote to Chaos” ของศาสตราจารย์นักจิตวิทยาคลินิก Jordan B. Peterson ที่ว่า “Assume that the person you are listening to might know something you don’t” เมื่อแปลเป็นไทยคือให้เราสันนิษฐานไว้ก่อนเสมอว่าคนที่เรากำลังพูดด้วยอาจจะรู้ในบางสิ่งที่เราไม่รู้ หรือก็คือการที่เราได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเค้าอาจจะทำให้เราได้ความรู้หรือมุมมองใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน นอกจากนี้ศาสตราจารย์ Peterson ยังได้ใช้การเสียดสีคนที่ไม่รู้จักฟังและคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นว่า “หุบปาก หยุดบ่น แล้วก็ฟังฉัน ฉันรู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าฉันจะฟังคุณ” หรือแม้แต่เสียดสีการที่เราเอาแต่ฟังแต่คนที่เค้าชื่นชมเรา “ฉันพร้อมที่จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับตัวเองโดยการบอกในสิ่งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้ว เพื่อที่จะให้คุณรู้สึกว่าตัวเองฉลาด”

เพื่อนพี่ที่เคยเกลียดพี่ — เนื่องจากพี่เป็นเด็กนิเทศฯ ด้วยสายงานที่พี่อยู่ ทำให้ได้พบเจอทั้งเพื่อนที่ดีกับเรามาก ๆ และเพื่อนที่ไม่ชอบเราเข้าไส้ (ไม่ชอบคือ ไม่ชอบจริง ๆ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม สังเกตจากสีหน้า น้ำเสียงและอารมณ์เวลาเค้าพูดคุยกับพี่) ในแต่ละครั้งที่พี่ทำงานพี่จะใช้วิธีถามเพื่อนประเภทหลัง เพื่อนที่ไม่ชอบและคอยจับผิดข้อเสียในงานของเรา ทำให้พี่สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขให้งานของพี่ดีขึ้น พี่จึงพยายามผูกมิตรกับเค้าไว้ (ถึงเค้าจะยังไม่ชอบหน้าพี่ก็เถอะ) มันเลยเป็นลักษณะของความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่ชอบกันแต่เข้าใจในความคิดและมุมมองที่แตกต่าง

การที่เราได้รับฟังคำวิจารณ์ในด้านลบที่คนอื่นมีต่อตัวเรานั้นมันจะช่วยให้เราได้นำข้อบกพร่องในตัวเราเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข นำมันมาพัฒนาตัวเราเองให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราไม่อยากพัฒนาตัวเองผ่านการรับฟัง เราก็จะหยุดอยู่กับที่ไม่ไปไหน ตอนนี้เป็นยังไง อีก 10 วัน 10 เดือน 10 ปี 10 ชาติก็ยังเป็นอยู่แบบนั้น เพราะงั้นถ้าน้อง ๆ อยากพัฒนาตนเองสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการ “เข้าไปคุยกับคนที่เราเกลียดและคนที่เกลียดเรา” ครับ

ครองพิภพ วิรัตินันท์ (เก๊ต) นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “เอาชีวิต​รอด​ใน​จุฬา​ลงกรณ์​มหา​วิทยาลัย” ซึ่งผมและเพื่อนนิสิตจุฬาฯ ช่วยกันเขียน ในหนังสือจะเป็นบทความหลาย ๆ บทความที่เขียนเพื่อนำเสนอมุมมองการใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยโดยนิสิต 23 คนจาก 11 คณะ

สามารถสั่งซื้อหนังสือ “เอาชีวิต​รอด​ใน​จุฬา​ลงกรณ์​มหา​วิทยาลัย” ได้ที่: https://goo.gl/forms/ZMeI07CEeuibJ69F2

    เกิดมาเพื่อพูด พูดไม่เก่งเลยเปลี่ยนมาเขียน เหี้ยกว่าเดิมอีก

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade