Towards a PhD: My First Snowboarding Experience
Day 157: 9/4/2018
Today my story will be published in Thai as opposed to English as usual. Please be apologized for this one-time change.
คนใกล้ตัวเราจะรู้ดีว่าเราเป็นคนมีโซนสบายตัวสบายใจ (comfort zone) ในเรื่องความปลอดภัยกว้างมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่ไปดิสนีย์แลนด์กับยูนิเวอร์แซลสตูดิโอแล้วเป็นคนนั่งเฝ้าของและถ่ายรูปเก็บบรรยากาศเท่านั้นไม่เคยขึ้นไปเล่นเครื่องเล่นเลย
การไปเล่นสโนว์บอร์ดเมื่อวานสำหรับเราคือการออกจากโซนสบายตัวสบายใจไปไกลมาก เราไม่ได้หาข้อมูลอะไรไว้มากมายเพราะอยากให้ไปเจอของจริงโดยไม่มีจินตนาการและกลัวไปก่อนล่วงหน้า

พอถึงของจริง เราตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเจอตั้งแต่อุปกรณ์ที่เราไม่เคยใส่ กางเกงแบบใหม่ที่ไม่เคยนุ่ง หมวกกันน็อค รองเท้าหนักอึ๊กเดินยาวกว่าเดิมและแน่นอนสโนว์บอร์ด
พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินเข้าสนามตามครูและเพื่อนร่วมคลาสเรียนสำหรับผู้เริ่มต้นไปไม่ต้องบอกเลยว่าเราอายุมากที่สุดในกลุ่มแน่ๆ ถึงตอนนั้นใจเราก็ตุ้มๆต่อมๆ สั่นนิดหน่อยไม่รู้เพราะหนาวหรือเพราะกลัวใจตัวเองจะถอย
คลาสที่เราลงเรียนเป็นสำหรับผู้เริ่มต้นเวลารวมประมาณ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 13.00–20.30 น. พักย่อย 1 ครั้ง พักมื้อเย็น 1 ชั่วโมง นักเรียนทั้งหมด 5 คน บางคนก็เคยไปเล่นมาบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่เคยผ่านการเล่นสโนว์บอร์ดมาเลย ครูผู้สอนซึ่งที่นี่เรียกว่าโค้ชหน้าตาเด็กมาก ตอนแรกเราเดาๆว่าน่าจะสัก 20 กลางๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะกีฬาประเภทนี้ต่างจากสกีที่ครูมักจะประสบการณ์สูงและอายุเยอะกว่ามาก
ตอนแรกที่เข้าไป ครู Reese สอนละเอียดมาก ตั้งแต่อุปกรณ์ว่ามีอะไรบ้าง รองเท้าต้องใส่ยังไง ต้องใส่บอร์ดยังไง วิธีสังเกตุว่าเท้าไหนที่เราถนัด ถ้าจะล้มหน้า ล้มหลังต้องทำยังไง เก็บส่วนไหน และถ้าจะเล่นต้องทำยังไง นี่แหละที่ยากที่สุด คนที่เคยเลยหิมะมาบ้างจะเข้าใจดีว่าหิมะมันลื่น พอบวกกับบอร์ดที่เป็นแผนไฟเบอร์(มั้ง)พื้นเรียบมันเลยยิ่งไปกันใหญ่ ท่าแรกๆที่ครู Reese ให้ทำคือการฝึกเบรคด้วยปลายนิ้วและให้หันหลังลงเนินความชันประมาณ 60 องศาด้วยบอร์ด หันหน้าก็ทำใจยากแล้ว หันหลังนี้ออกนอกโซนสบายตัวของเราไปมากจนบอกไม่ถูก กว่าจะจบบทเรียนนี้เราจำไม่ได้เลยว่าล้มหน้า ล้มหลัง ก้นจ้ำเบ้าไปแล้วกี่รอบ
แต่สิ่งที่จำได้ดีเลยคือความรู้สึก ตอนออกมาพัก ครูบอกว่าให้พัก 20 นาที “สวรรค์โปรดที่ให้พักแต่ทำไมให้เวลาน้อยจัง” เราคิดในใจ เราบอกพี่กล้วยว่า เราไม่เข้าไปเรียนแล้วได้มั้ย ตัวยังไม่เจ็บเท่าไหร่แต่กลัวจะหนักขึ้นไปเรื่อยๆ น้องๆที่ไปด้วยกันถามว่าเป็นยังไง เราบอกติดตลกไปว่า “เรียนป.เอกง่ายกว่านะเนี่ย” ตอนนั้นเราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะเดินกลับเข้าไปเรียนด้วยความรู้สึกยังไง
20 นาทีผ่านไปเราได้กินโปรตีนบาร์ที่สิงห์ เอามาให้พร้อมกับ Snickers ของพี่กล้วยอีกแท่ง ปากบ่นไปว่าไม่ไหว แต่ใจอยากลองอีกตั้งเลยเดินไปอย่างลุ้นตัวเอง ส่วนพี่กล้วยก็ถามตลอดว่า “เลิกมั้ย พอก่อนก็ได้นะ” เพราะรู้ดีว่าเราพยายามมากแล้ว
ช่วงที่ 2 ครู Reese ก็ให้ฝึกเอาลงเนินโดยให้หันหน้าบ้างนั่นหมายถึงการเบรคด้วยส้นเท้า ยากกว่าท่าที่แล้วแหะ แต่ยังถูกจริตเรานิดนึงตรงที่เรามองเห็นว่าข้างหน้ามีอะไร เรากำลังเจออะไรอยู่ ผ่านจุดนี้ไปความรู้สึกไม่เอาแล้ว ไม่เล่นแล้วหายไปบ้าง แต่ก็มีแอบคิดในใจว่าถ้าล้มทำไง แต่สุดท้ายก็ล้มอยู่ดี ล้มแล้วก็แค่ลุก ลุกให้ได้แล้วก็ไปต่อ

ครู Reese น่ารักมากตรงที่คอยดูผู้เรียนแต่ละคนอย่างใจเย็น อธิบายให้เข้าใจพร้อมทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมากจนกว่าเราจะพอใจ เราพูดได้อย่างไม่อายว่าในบรรดานักเรียน 5 คนเราคือคนที่เรียนรู้ช้าที่สุด กล้าเสี่ยงน้อยที่สุด ความมั่นใจเราถึงขั้นติดลบ และความไม่มั่นใจนี่แหละตัวการร้ายเพราะมันจะออกมาในทุกสิ่ง ทุกการกระทำของเราบนบอร์ด การขยับตัว สายตาและการบังคับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
แต่ก็เพราะครู Reese นี่แหละที่เข้าใจ ฝึกไปกับเรา ช่วยสร้างความมั่นใจของเราให้เกิดขึ้นทีละน้อยๆจะเราพอจะทำเองได้
ผ่านไปอีกช่วงนึงจะถึงเวลาพักกินมื้อเย็น ถึงจุดนั้นร่างกายเราล้า แต่ใจเริ่มสนุก อากาศเย็นแต่ร่างกายเราคงเผาพลาญพลังงานไปมากเพราะความกลัวและกังวลในใจของเรา
หลังจากพักเราก็ลงสนามกันอีกครั้ง เรายังทำท่าที่ยากขึ้นไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่มั่นใจของตัวเราเองและเพราะร่างกายที่เริ่มล้ากว่าใน 2 ช่วงแรก ตอนเรียนเรานึกขอบคุณ 2 คนที่น่ารักและเข้าใจเรามากๆเลยคือสิงห์ และครู Reese และแม้ครูจะพยายามช่วยมากขนาดไหน ความมั่นใจของเราก็ยังไม่ถึงขั้นที่เราพอใจและกล้าไปขึ้นเนินใหญ่ได้เหมือนเพื่อนร่วมคลาส
มีช่วงเวลานึงที่เรายืนมองเพื่อนร่วมชั้นเรียนทำท่ายากๆและสำเร็จในขณะที่เรายังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ ก็มีบางขณะถามตัวเองว่าพอมั้ย ไปนั่งก่อนดีกว่าเพราะใจเริ่มสั่น ไหลเริ่มปวด ล้มแล้วลุกช้าขึ้น พร้อมกับสิงห์ที่คอยบอกว่า “พักก่อนมั้ยพี่” อยู่ตลอด ใจเราบอกว่า “ลองอีกนิด ลองอีกนิด เดี๋ยวจะดี” แล้วก็ลงเนินน้อยๆของเราไป ครั้งแล้วครั้งเล่า
ถึงจุดนี้เพื่อนๆเราเข้าไปเนินใหญ่แล้วล่ะ เหลือแต่เราคนเดียวที่ยังอยู่เนินฝึกหัด เราเลยมีโอกาสลองทำท่าง่ายๆให้คล่องขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง พอทำไปเรื่อยๆก็ดีขึ้นบ้างล้มบ้างประปราย แต่ใจเราก็ยังไม่กล้าพอจะไปเนินใหญ่ตอนที่ครู Reese แวะมาดูเราและถามเราว่าจะลองไปดูมั้ย เราบอกไปว่าขอฝึกให้มั่นใจอีกนิดและวันนี้คงไม่ไป
ตอนท้ายเราบอกขอบคุณครู Reese ที่เข้าใจผู้เรียนอย่างเรา และบอกเขาไปว่าเราเป็นครูเหมือนกัน เราเข้าใจดีว่าถ้าเจอนักเรียนที่ยากๆ (หรือกากๆ) แบบเรามันยากแค่ไหน เขาบอกเราสั้นๆว่าไม่เป็นไร เขาเข้าใจ ผู้เรียนแต่ละคนมีจังหวะของการเรียนที่ต่างกัน บางคนช้าบางคนเร็ว และความมั่นใจก็ไม่เท่ากันเช่นกัน วันนี้เราเรียนมาเยอะแล้ว สำหรับคนเรียนครั้งแรก เขาก็ว่าก็ไม่เลวร้ายเลย
ณ จุดนั้นเราไม่สนเลยว่าคนอื่นจะมองว่าเราช้า ทำไม่ได้เหมือนคนอื่น เพราะเรารู้ว่าเราได้ออกมาจากโซนสบายตัวสบายใจของเรามากแค่ไหน เราดีใจด้วยซ้ำที่เราผ่านมาจนหมดวันไม่ล้มเลิกเสียแต่ 2 ชั่วโมงแรก แม้จะล้มแล้วล้มอีกก็ตาม

ขอบคุณที่สุดคือพี่กล้วย Pakpoom ที่เข้าใจและให้กำลังใจอยู่เสมอ เพราะคงรู้ดีว่าแค่นี้ก็พยายามากแล้วจริงๆ
เซอร์ไพรส์สุดของวันก็ตอนเลิกคลาสแล้วครูเดินออกมาในชุดปกติ เราหันไปบอกพี่กล้วยว่าจากหน้าตาและการแต่งตัวไม่น่าจะเกินเด็กมัธยมปลายหรืออย่างมากก็มหาลัยแน่นอน “คนเป็นครูที่ดีได้ไม่ใช่แค่ประสบการณ์อย่างเดียว แต่คือความเข้าใจที่ให้กับผู้เรียน” คืออีกหนึ่งบทเรียนที่เราได้จากวันนี้
ป.ล. ขอบคุณผู้นำนัทสำหรับประสบการณ์หฤหรรษ์ครั้งนี้และครั้งถัดไปด้วย :)
