Agile Manifesto ควบคุมให้น้อย เชื่อใจให้มาก

ย้อนกลับไปสมัยเกือบร้อยปีก่อนโน้นนน ตั้งแต่ยุคเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม คนเริ่มมาทำงานในโรงงานมากขึ้น เริ่มต้องมาใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมในการทำงาน คนส่วนใหญ่ที่มารับงานโรงงานก็มักจะเป็นคนที่มีการศึกษาน้อย ส่งผลให้การทำงานไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงมีคนคิดวิธีการที่จะควบคุมการทำงานของแรงงานเหล่านี้ โดยแบ่งงานเป็นส่วนๆ มีขบวนการทำงาน (process) ชัดเจน มีหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นทำอะไร ประกอบล้อก็ล้อ ประกอบหน้าต่างก็หน้าต่าง ต้องขอบคุณคุณ Frederick Taylor (1856–1915) เจ้าของแนวคิด Scientific Management (หรือ Taylorism) ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติการบริหารจัดการโรงงาน จนทำให้ผลผลิต (productivity) เพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เกือบร้อยปีผ่านไป การทำงานของคนก็เปลี่ยนตาม งานจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนจากการใช้แรงงานมาเป็นการใช้สมอง แบบที่ Peter Drugger บรมครูด้านการบริหารเรียกงานแบบนี้ว่า Knowledge Work แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลายๆองค์กรยังใช้องค์ความรู้เดิมที่มีมาเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว มาบริหารจัดการ พยายามใช้ process ควบคุมประหนึ่งว่าคนทำงานคือแรงงานที่ไม่ค่อยจะมีสมอง ลองปล่อยให้คุยกันเองคงจะไม่ดีแน่ มาควบคุมเขาด้วย process ดีกว่า แต่ทว่ายิ่งควบคุมยิ่งกลายเป็นไปจำกัดความคิดสร้างสรรค์ ผลก็คือพังครับ สำหรับ Knowledge Work แล้วจะให้ดีคือไม่เน้นเรื่องการความคุม หลายๆอย่างแล้วคนทำงานเข้าก็คุยกันเองได้ จัดการกันเองได้ จริงๆแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าเรา …
เน้นคุยกันให้มาก กระบวนการให้น้อย
ทว่าพอมี process มาควบคุมแล้ว งานยังออกคุณภาพมาไม่ดี คนบนหอคอยงาช้างก็เลยกันว่าต้องประกันคุณภาพให้ดีกว่านี้ ก็เลยมักจะขอให้ทำเอกสารประกอบมากมายว่าทำอะไรไปตอนไหนบ้าง คนข้างล่างไม่มีทางเลือก งานหนักอยู่แล้วก็ยังต้องเอาเวลามาทำงานเอกสารเพิ่ม หนักๆเข้ากลายเป็นทำงานเอกสารพวกนี้มากกว่างานจริงๆ คนเป็นครูเป็นอาจารย์บ้านเราคงพอจะนึกภาพออก คนทำ ISO1234567 ก็ตกอยู่ในสถาพคล้ายๆกัน
ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเราดันไปวัดผลที่งานเอกสาร แทนที่จะมาดูที่งานที่ทำออกมาว่าใช่ไหม มันตอบโจทย์ไหม หลายๆครั้งเราแทบจะลืมกันไปแล้วด้วยซ้ำว่าเรามาทำงานเหล่านั้นกันทำไม จะดีกว่าไหมถ้าเรา …
เน้นดูที่ผลงานให้มาก ดูที่งานเอกสารให้น้อย
ลูกค้าหรือใครก็ตามที่มาให้เราช่วย เขามาด้วยปัญหาทั้งนั้น ถ้าเขาไม่มีปัญหาหรือเขาแก้เองได้เขาคงไม่ต้องมาพึ่งเรา แต่ด้วยความกลัวว่าเขาจะเบี๊ยว เขาจะโกง เราก็มักจะหาเครื่องมือป้องกันตัว เราก็มักจะเริ่มกันด้วยสัญญา จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ถ้าเราอยู่ในบริบทที่เราสามารถทำสัญญาที่ระบุรายละเอียดของทุกสิ่งอย่างที่จะเกิดขึ้นได้
แต่ในบริบทที่เราต้องอยู่กับความไม่รู้ ยังไม่ค่อยจะมีอะไรแน่นอน การอิงสัญญาโดยไม่ได้หันกลับมาดูว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ทำนั้นช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่เขามาหาเราในตอนแรกได้จริงรึเปล่า จะดีกว่าไหมถ้าเรา …
เน้นร่วมมือกับลูกค้าให้มาก ต่อรองสัญญากันให้น้อย
ถ้าเรายอมรับกันก่อนว่าเราเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ เราจะมองเห็นว่าจริงๆแล้ว ลูกค้าเขาก็ไม่ได้รู้แน่ชัดหรอกว่าเขาต้องการอะไร เขารู้แต่ว่าเขามีปัญหา คนที่เขามาหาก็ยังไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าจะแก้ให้เขายังไง สำหรับ Knowledge Work แล้ว หลายๆเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือแม้จะเคยทำมาบ้างมันก็ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว แต่เรามักจะตกหลุมลงรายละเอียดไปกับการวางแผนที่สุดท้ายมักจะไม่ได้เป็นตามแผน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลายๆครั้งที่เราตกอยู่ในวังวนนี้ก็กลับมาเรื่องของการวัดผล เราถูกสอนกันมาว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้วจะดี ประหนึ่งว่าแผนที่วางไว้แล้วนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน หนำซ้ำพอจะเสนอปรับแผน ก็มักจะโดนทักหรือโดนตำหนิว่าทำไม่มีคิดให้รอบครอบ จะดีกว่าไหมถ้าเรา …
เน้นปรับแผนตามจริงให้มาก ทำได้ตามแผนให้น้อย
จะดีกว่าไหมถ้าเรา ควบคุมให้น้อย เชื่อใจให้มาก
ตีความจาก http://www.agilemanifesto.org
เครดิตภาพ https://flic.kr/p/D8reAy