Lean Startup กับ Agile เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

Lean Startup เป็นแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่บุกเบิกโดย Eric Ries ตั้งแต่ปี 2008 และปัจจุบันเป็นที่นิยมใช่กันกว้างขวางใน Silicon Valley และในบ้านเราไม่นานมานี้ก็มีหนังสือแปลภาษาไทยออกมาให้อ่านกันแล้ว

Agile เป็นแนวคิดในการพัฒนาซอฟต์แวร์ยุคใหม่ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกูรูด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เจอปัญหาความล้มเหลวมานักต่อนักของการทำซอฟต์แวร์และมาพบทางออกด้วย lightweight process ที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาจึงรวมตัวกัน brand คำว่า Agile ออกมาในปี 2001 ปัจจุบันเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นบรรทัดฐานในการทำซอฟต์แวร์แล้ว

แต่บ้านเราเวลาเดินช้ากว่าเขาหน่อย เพิ่งจะมาเริ่มตื่นตัวกันไม่นานนี้ และคำถามว่า Lean Startup คืออะไร เจ๋งกว่า Agile ไหม เหมือน Scrum รึเปล่า ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ

ถ้าผมใช้ Agile ผมอาจจะเขียนบล๊อกไปก่อน ไม่ยาวมาก รอดู Feedback ว่าคนชอบไหม มีคำถามไหม

แต่ถ้าตอนนี้ผมขอใช้ Lean Startup ผมเลยจะถามว่าถ้าใครอยากอ่านเรื่องนี้ต่อช่วยกด Recommend หน่อยนะครับ ถ้าเกิน 15 ผมจะเขียนต่อครับ :-)

(ถึงจุดนี้ผมก็ publish บล๊อกนี้ไป แล้วก็รอดูผลการทดลอง)

ทุกอย่างคือสมมุติฐาน

ทางเดียวที่จะพิสูจน์สมมุติฐานก็คือทำการทดลอง ลองมาดูการทดลองของผมที่ผ่านมากัน

Customer: คนอ่านบล๊อกผม (ส่วนตามเพราะใหญ่สนใจ Agile)

Problem: หลายคนไม่เข้าใจว่า Lean Startup กับ Agile ต่างกันอย่างไร

Solution: เขียนบล๊อกเรื่อง Lean Startup กับ Agile

ตอนนี้ผมมี Customer-Problem Hypothesis ละ แต่ก่อนจะลงมือทำ Solution ผมอยากจะลอง validate ก่อนว่า Hypothesis ของผม valid ไหม

Riskiest Assumption: เขียนแล้วไม่มีใครอ่าน!

อย่างบล๊อกที่แล้วเรื่อง Enterprise Agile Showcase : SAFe at Lego ผมเขียนอยู่เป็นวันๆ ยาวมากจน Medium ประเมินให้ว่าใช้ 8 นาทีอ่าน ปรากฎว่ามีคนอ่านอยู่แค่ 32 คน ส่วนตัวผมก็ยังคิดว่าเนื่อหาดีมากนะครับ อยากให้อ่านกัน แต่ก็คิดว่าคนที่อ่านบล๊อกผมอาจจะไม่ใช่ target ก็ได้

ผมก็เลยลองทดสอบดูก่อน โดยการเขียนบล๊อกให้ดูเหมือนมีเนื้อหาจริงๆ คือมีเนื่อความพอจะให้ไปโผล่แบบย่อๆบน Facebook หรือ Mediam ได้ มีรูปที่ดูดีด้วย แต่ทั้งหมดผมทำบนมือถือและใช้เวลาแค่ 5 นาที

ผ่านไป 24 ชั่วโมง มี Early Adopter กด Recommend มา 20 คน จากที่ตั้งเป้าไว้ 15 คน ขอบคุณมากๆครับ แปลว่าน่าจะมีคนสนใจเรื่องนี้ Hypothesis ผมได้รับการ validated แล้ว งั้นเรามาขยายความต่อกัน

Agile โตมาจากวงการซอฟต์แวร์

ย้อนกลับ ไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่ว่าเราจะทำซอฟต์แวร์ หรือทำ product อะไรก็ตาม เรามักจะใช้ขบวนการแบบ big bang กล่าวคือค้นคว้าวางแผนออกแบบกันซะเยอะ ลงรายละเอียดกันทุกขั้นตอน ที่ต้องทำแบบนี้หลักๆก็เพราะคนออกแบบกับคนทำมักเป็นคนละคนกัน หรือไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกัน ลองนึกถึงสถาปนิกที่ออกแบบบ้านและผู้รับเหมาก็ต้องทำงานตามแบบที่ออกไว้ แต่ก่อนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย บ้านเราก็สร้างแบบนี้มาหลายสิบปี product เราก็เหมือนกัน ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ วิธีการแบบนี้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Waterfall

ขบวนการแบบ big bang นี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไหร่นะครับ ถ้า

  1. ลูกค้ารู้ชัดเจนว่าอยากได้อะไร
  2. คนทำรู้แน่ๆว่าจะทำยังไง
  3. ไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างที่ทำ

ว่าแต่ในปัจจุบัน product ของเรายังอยู่ในบริบทนี้กันอยู่ไหม ถ้าอยู่ก็ใช้ Waterfall ไปเถิด แต่สิ่งที่เรามักจะประสบพบเจอกันอยู่ตลอดก็คือ ลูกค้าก็ไม่ค่อยแน่ใจขนาดนั้นว่าอยากได้อะไร ที่แน่ๆเขารู้ว่าเขามีปัญหาอะไรบางอย่าง ส่วนคนทำก็ไม่ค่อยจะแน่ใจขนาดนั้นว่าจะทำอย่างไร ใช้เวลาเท่าไหร่ ใช้เครื่องมืออะไร หนำซ้ำยังมีปัจจัยต่างๆที่ควบคุมไม่ได้ ยิ่งใช้เวลาทำนาน ยิ่งไปกันใหญ่ ตลาดเปลี่ยน กฎหมายเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน เหมือนอย่างที่ผมเคยบล๊อกไว้ว่า Requirement ไม่มีอยู่จริง

เมื่อบริบทเปลี่ยนไป ขบวนการหรือแนวคิดเดิมๆที่เคยใช้ได้ ก็กลับมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป หลายองค์กรอาจจะยังพยายามฝืน ด้วยความเคยชิน ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ก็เอาที่สบายใจนะครับ แต่สำหรับคนที่เข้าใจเขาก็เริ่มจะปรับตัวกันแล้ว

แนวคิดแบบอไจล์ มองว่า

  1. ลูกค้าจะค่อยๆค้นพบว่าเขาต้องการอะไร
  2. คนทำจะค่อยๆค้นพบว่าจะต้องทำอย่างไร
  3. อะไรๆก็เปลี่ยนได้ตลอดเวลา

เมื่อมองด้วยมุมมองใหม่ ก็น่าจะมีขบวนการทำงานแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Scrum, Extreme Programming, Kanban และอื่นๆ ก็น่าจะมีเทคนิคการพัฒนาแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Test Driven Development, Business Driven Development, Pair Programming, Continuous Integration และอื่นๆ ให้ได้ผลสูงสุดก็น่าจะมีขบวนการบริหารองค์กรในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Management 3.0, Learning Organization, Teal Organization และอื่นๆอีกมากมายที่ไม่รู้ อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น

ถ้าอยากเข้าใจอไจล์เพิ่มเติมลองอ่านบล๊อก Agile Manifesto ควบคุมให้น้อย เชื่อใจให้มาก หรือดูคลิปยอดนิยมของ Henrik Kniberg ที่ผมใส่สับไทยไว้ในบล๊อก เข้าใจอไจล์ใน 15 นาที ดูได้นะครับ

แต่ด้วยความที่ยังไงซะ Agile โตมาจากฝั่งไอที เครื่องไม้เครื่องมือที่มาช่วยให้ลูกค้าก็ยังไม่เพรียบพร้อมเท่าเครื่องมือที่มาช่วยคนทำ จึงเป็นที่มาของ Lean Startup

Lean Startup กับการขยายการยอมรับความไม่รู้

Eric Ries เขียนไว้ในในหนังสือ Lean Startup ของเขาว่า ตอนที่เขาทำ product ที่ชื่อ IMVU ของเขานั้น ทีมเขาทำอไจล์กันระดับเทพ เรียกว่า XP Practices นี่มากันครบ แต่ product เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ปัญหาหลักๆก็คือ พวกเขามันจะมโนกันเองว่าลูกค้าอยากได้อะไร!

Eric Ries บรรลุความถึงความจริงที่ว่า ทุกอย่างที่พวกเขาคิดนั้นเป็นแค่สมมุติฐาน ลูกค้าเองก็ยังไม่รู้ เขาเองก็ยังไม่รู้ แถมยังมีอะไรที่ควบคุมไม่ได้อยู่เต็มไปหมด สิ่งที่ต้องทำคือ

ทำยังไงก็ได้ให้ใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด (lean) เพื่อที่จะพิสูจน์สมมุติฐานที่มี เพื่อจะตัดสินใจว่าเราจะไปต่อ (presevere) หรือจะหันหัวเรือ (pivot)

ไอ้ทำยังไงก็ได้นี้ มีชื่อเล่นที่ตอนนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไปว่า Minimal Viable Product หรือ MVP ซึ่ง MVP นี้ไม่จะเป็นต้องเป็นซอฟต์แวร์เลยด้วยซ้ำ ก็อย่างที่เรารู้ๆกันว่ากว่าจะทำซอฟต์แวร์กันออกมาได้ มันแพงขนาดไหน

ก่อนที่ Dropbox จะลงทุนกับซอฟต์แวร์จน product เขามีอยู่ในเครื่องเราท่านแพร่หลายจนทุกวันนี้ เขาพิสูจน์สมมุติฐานที่เขามีโดยไม่ได้เขียน code แม้แต่บรรทัดเดียว โดยการทำ Explainer VDO มาให้ดูว่า ถ้ามี product แบบนี้แล้วคุณจะสนใจไหม

MVP ของ Dropbox จึงเป็นแค่คลิปเท่านั้น

ก่อนที่ Zappos จะลงทุกกับซอฟต์แวร์ E-Commerce ขายรองเท้า จนขายดิบขายดีจนพี่ Amazon ซื้อไป จนโด่งดังจากการทำ Holacracy ที่ไม่มี manager อยู่ทุกวันนี้ เขาพิสูจน์สมมุติฐานที่เขามีโดยไม่ได้เขียน code แม้แต่บรรทัดเดียว โดยการถ่ายรูปรองเท้าจากร้านรองเท้าในเมืองที่เขาอยู่ เราโพสต์ขึ้นเวบธรรมดา (เหมือนสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยที่ E-Commerce ยังไม่เป็นที่นิยม) แล้วถ้ามีใครสั่งทางเวบมา เขาก็ค่อยวิ่งไปซื้อที่ร้าน เรียกบ้านๆว่า pre-order นั่นเอง

MVP ของ Zappos จึงเป็นแค่เวบเนื้อหาธรรมดาที่ไม่ต้องเขียน code เลย

ก่อนที่ผมจะเขียนบล๊อกนี้ ซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมงอยู่ ผมก็ทดสอบสมุมติฐานโดยปล่อ MVP ของผม ซึ่งก็คือบล๊อกทดลองอันแรกที่ผมเขียนไป 5 นาที

Eric Ries เรียกขบวนการทดลอง หรือ feedback loop นี้ว่า Build-Measure-Learn โดยทั้งนี้ จุดหมายของเราคือการทำให้ feedback loop ของเรานั้นสั้นที่สุด เพื่อที่จะปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและสถานการณ์ให้เร็วที่สุดนั่นเอง

รูปจาก lean.st

ถ้าพูดถึงเครื่องมือใน Lean Startup ที่นิยมกันก็เช่น Lean Canvas ของ , Experiment Board (Javelin Board),

Agile กับ Lean Startup

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะพอเห็นภาพว่า Agile กับ Lean Startup นั้นมาจากหลักคิดเดียวกัน คือการยอมรับว่าเราไม่รู้และอะไรๆก็เปลี่ยนได้ เพียงแต่ Agile นั้นมาแก้ปัญหาของ Software Development ส่วน Lean Startup นั้นมาแก้ปัญหาธุรกิจ Startup แต่ด้วยความที่เชี่ยวชาญกันคนละ domain เครื่องไม้เครื่องมือที่มี หรือผู้เชี่ยวชาญหรือองค์ความรู้ประกอบ ก็ต่างกันไป

ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ Lean Starup บอกเราว่าให้

ทดสอบสมมุติฐานให้มาก มโนให้น้อย

ในช่วงแรกของการ validate จึงอาจะเป็นเพียงการสัมภาษณ์ การทำ prototype เท่านั้น เมื่อ solution เราเติบโตขึ้นซับซ้อนขึ้น การนำแนวคิดและเทคนิคต่างๆจาก Agile มาใช้ ก็จะช่วยสอดประสานกับแนวทาง Lean Startup ได้อย่างแนบแน่น เพราะสิ่งสำคัญก็คือเราต้องทำให้ feedback loop ของเรานั้นเล็กที่สุด ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้า product ของเราเป็น software และเรายังใช้วิธีการทำงานแบบ Waterfall อยู่

แถมท้าย tie-in นะครับ ถ้าใครสนใจ Lean Startup แบบจริงจัง ผมแนะนำ workshop 3 วันของ Lean Startup Machine Bangkok วันที่ 16–18 ธ.ค. 2016 นี้ครับ งานนี้เรียกได้ว่าจะได้ validate กันจริงๆเพราะเขาให้เรา Get Out Of The Building กันวันละหลายๆรอบเลย งานนี้ผมก็จะไปเป็น mentor ด้วย สนใจดูรายละเอียดที่ https://www.eventpop.me/e/1006

ส่วนใครสนใจ Agile ก็ติดตามกันต่อไปนะครับ ปีหน้าน่าจะมี public course จาก Lean In ให้มาร่วมกันเรียนรู้มากขึ้นครับ

ขอขอบคุณ Early Adopter ทั้ง 20+ ท่านที่ช่วยผม validate นะครับ ขอ tag ให้มาอ่านกันต่อนะครับ Nuttawut Singhabut Warawut Meesupa Methee Treewichian Prayoch Rujira iamKitti wiwannii Chris Pasut Piyapasut Worachat Nuengchamnong Tanin Asi Kamonwat Sangudsub Pnd Panda Kao Komkait Kanchai Kotchaphan Muangsan Nattapon Rattajak Phongsathon Koetphonthawi Geng Sittipong S. Sahasbhop Suvadhanabhakdi Metha Na Ranong Tuang Dheandhanoo NocommenZ Yongyuth Buranatepaporn

A single golf clap? Or a long standing ovation?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.