“Let The Data Tell the Story” : เรามีข่าวให้เสพย์กันมากแค่ไหนบน Facebook?

ต้องบอกว่าบล็อกนี้เกิดจากความสนใจเกี่ยวกับมิติของสื่อเก่า สื่อใหม่ล้วนๆ เลยครับ เนื่องจากปีนี้มีสื่อใหม่ที่ผมอยากเรียกว่าเป็น Digital DNA เกิดขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ในขณะที่สื่อเก่าก็ขยับมาเล่นบนพื้นที่ออนไลน์และโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น ก็เลยอยากเห็น Movement ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียล เพราะเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกๆ เช้าที่เราตื่นขึ้นมา เราไม่ได้เสพย์ข่าวผ่านรายการโทรทัศน์อีกต่อไป แต่เราเสพย์ข่าวบนหน้า feeds ของ Facebook กันเสียเป็นส่วนใหญ่
ก่อนจะมาดูผลลัพธ์ ผมขอบอกนิยามและขอบเขตการเก็บข้อมูลของผมก่อนนะครับ
ก่อนอื่นเลยผมแยกสื่อออกเป็น 2แบบหลักๆ ตามความสนใจส่วนตัว
- สำนักข่าวดั้งเดิมที่ขยับตัวมาเล่นออนไลน์ อย่าง มติชนออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์, ข่าวสดออนไลน์ เป็นต้น
- สำนักข่าวออนไลน์ อย่าง The Standard, The Momentum, The Matter
จริงๆ ก็จะยังมีเว็บข่าวจากพวกสถานีโทรทัศน์อีก แต่อันนั้นขอยกไว้ยังไม่พูดถึงเพราะในเว็บไซต์ และ Facebook Content ยังมีความหลากหลายอยู่มาก ไม่ใช่แค่ข่าวอย่างเดียว รวมถึงเว็บข่าวเฉพาะทางไม่ว่าจะเป็นเว็บข่าวการตลาด ข่าวธุรกิจ ข่าวเทคโนโลยี ซึ่งมีเยอะมากๆ ก็จะยังไม่ได้รวมเข้ามาในการศึกษาครั้งนี้ครับ
โดยทำการเก็บข้อมูลจาก “Facebook Page” ของสำนักข่าวต่อไปนี้เป็นระยะเวลา 30 วันในเดือนมิถุนายน 2560
สำนักข่าวแบบดั้งเดิม
- Khaosod- ข่าวสด
- Matichon Online-มติชนออนไลน์
- Thairath
- Dailynews
- นสพ. แนวหน้า
- Posttoday
- คมชัดลึก
สำนักข่าวออนไลน์
- The Matter
- The Momentum
- The Standard
เอาหละ เรามาดูข้อมูลที่ได้กันบ้างดีกว่า
ในเดือนมิถุนายนทั้ง 10 เพจนี้มีการโพสท์ข่าวรวมทั้งหมด 37,421 โพสท์ โดยแบ่งเป็นโพสท์จากสำนักข่าวดั้งเดิม 36,294 โพสท์ (เฉลี่ยเพจละ 5,275 โพสท์) และสำนักข่าวออนไลน์ 1,127 โพสท์ (เฉลี่ยเพจละ 376 โพสท์)

โดยหากไล่เรียงตามแต่ละสำนักข่าวก็จะเรียงได้ดังนี้

หมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ เหล่านี้ประมาณ 1,247 ข่าวต่อวัน
เมื่อดูพฤติกรรมการนำเสนอข่าวบน Facebook ของแต่ละสำนักข่าวกันบ้าง จะพบว่าแต่ละสำนักข่าวของทั้งสื่อดั้งเดิมและออนไลน์จะค่อนข้างมีความต่อเนื่องในการนำเสนอ คือค่ายไหนที่โพสท์มากก็จะโพสท์มากอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีความแอคทีฟเกี่ยวพันกับเหตุการณ์แต่ละวันแต่อย่างไร รวมถึง The Standard ที่เปิดตัวในในช่วงต้นเดือนมิถุนายนก็จะมีการโพสท์ข่าวมากเป็นพิเศษ


แล้วคนให้ความสนใจกันมากแค่ไหน?
โดยเราจะดูความสนใจของคนจากค่า Engagement กัน ซึ่งลำพังแค่ข่าวสดกับไทยรัฐก็ได้ Share of engagement ไปประมาณ 92% แสดงถึงการที่คนส่วนใหญ่ยังคงเสพย์ข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ดั้งเดิม

แต่เมื่อมาดูที่ค่า Engagement เฉลี่ยต่อโพสท์ แม้ว่าข่าวสดและไทยรัฐยังคงเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 แต่จะเห็นได้ว่า The Matter ได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 และ The Momentum ที่อยู่ในอันดับ 5 แซงหน้าสื่อเก่าขึ้นมาติด Top5 ได้ ในขณะที่ The Standard อาจเป็นเพราะเพิ่งเปิดตัวทำให้ค่าเฉลี่ยยังตามหลังอยู่

แต่มีความน่าสนใจอยู่นิดนึงตรงที่ค่า Reactions กับค่า Comment โดยส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นสำนักข่าวแบบดั้งเดิม แต่หากมาดูที่ค่า Share จะพบว่า ‘The Matter’ ได้รับค่าแชร์โดยเฉลี่ยมากที่สุด ซึ่งนั่นแสดงถึงความสนใจในเนื้อหาที่แตกต่างกันไป และความเป็น Digital DNA ก็สามารถนำเสนอได้ตรงจุดมากกว่า

แล้วคนโซเชียลมีการแสดงความรู้สึกกับแต่ละสำนักข่าวเหมือนกันไหม?
โดยผมจะดูจาก ‘คำ’ ที่ถูกใช้มากที่สุดทั้งในมุมของการนำเสนอจากสำนักข่าวและการแสดงความเห็น
โดยภาพนี้เป็น Word Clouds จากโพสท์ของ Traditional News ทั้งหมด

ส่วนด้านล่างนี้เป็นภาพ Word Clouds จากการแสดงความเห็นบนเพจของสำนักข่าวดั้งเดิมของคนทั่วไป

คราวนี้เรามาดูจากฝั่ง Online News กันบ้าง
Word Clouds การโพสท์ของสำนักข่าวออนไลน์

Word Clouds จากการแสดงความเห็นบนเพจของสำนักข่าวออนไลน์

เราจะพบได้ว่าการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวแบบเดิมกับสำนักข่าวออนไลน์นั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกันชัดเจนจากคำที่ลอยขึ้นมาโดยสำนักข่าวดั้งเดิมดูเหมือนจะเน้นไปที่ข่าวอาชญากรรม คดีความต่างๆ ในขณะข่าวออนไลน์เน้นข่าวที่สะท้อนปัญหาสังคมและเรื่องอื่นๆ มากกว่า
ส่วนการแสดงความคิดเห็นของคนบนโซเชียลก็ย่อมเกิดจากการนำเสนอข่าวของต้นโพสท์ สิ่งที่เกิดขึ้นปฏิกิริยาของคนบนเพจสำนักข่าวออนไลน์จะแสดงความเห็นที่ไม่มีคำรุนแรงมาก แต่เป็นการแสดงทัศนคติ ความเห็น และตั้งคำถาม ในขณะที่การแสดงความเห็นบนเพจของสำนักข่าวดั้งเดิมดูจะมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมากกว่า
ทั้งหมดทั้งมวลที่พิมพ์มาทั้งหมดเป็นเพียงแค่การพยายามมองเข้าไปโลกของการนำเสนอข่าวแบบใหม่(บางส่วน) ที่เคลื่อนย้ายมาอยู่บน Facebook อย่างเต็มตัว ว่าทุกวันนี้ที่เราเปิด Facebook ขึ้นมาแล้วนั้น มีข่าวปริมาณแค่ไหนที่อาจจะผ่านเข้ามาสู่สายตาเรา ซึ่งเห็นชัดว่าคงเป็นเรื่องไม่แปลกเลยที่จะเกิดภาวะ ‘information overload’ รวมถึงปัญหาเรื่องที่ไม่อาจแยกแยะ faked news ได้(เพราะมีข้อมูลปริมาณมากเกินไปที่ต้องกรอง)
และที่สุดแล้วผมเพียงอยากเห็นถึงวิถีแห่งการนำเสนอข่าวรวมถึงปฏิกิริยาที่มีต่อข่าวบนโซเชียลว่ามีความแตกต่างอย่างไร โดยแค่เพียงหวังให้การนำเสนอและการเสพย์ข่าวของพวกเราจะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และมีสติมากขึ้นครับ
