สวัสดีเพื่อนๆชาว Medium ทุกท่านครับ วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับ Typescript ที่หลายๆท่านอาจจะยังไม่รู้

สำหรับท่านที่กำลังเขียน Typescript อยู่นั้น หลายคนก็คงจะรันตัว Typescript ด้วยการคอมไพล์ไฟล์ Typescript(.ts) ให้เป็น Javascript(.js) ผ่านทาง tsc จากนั้นก็ใช้ node เป็นตัวรันไฟล์ Javascript ให้ได้การแสดงผลบน Terminal ตามที่ต้องการดังนี้

มีโค้ด Typescript จากนั้นคอมไพล์ให้เป็น Javascript ด้วย tsc <filename>.ts

วันนี้จะมาพูดถึงการเขียน Plugin ลงบน RPG Maker MV ซึ่งต้องเกริ่นก่อนว่า RPG Maker MV มันก็เป็น Game Engine ตัวนึงที่อยู่ในตระกูล RPG Maker ซึ่งหลักๆตามชื่อของมันก็มีไว้สำหรับสร้างเกมแนว RPG (Role-Playing Game) แต่บางทีเราก็อาจจะเห็นผู้ใช้ Engine ตัวนี้สร้าง Plugin เขียนเป็นเกมแนวอื่นๆออกมาได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับ Creativity ของแต่ละคน ตัวอย่างเกมที่ถูกสร้างขึ้นโดย Engine ในเครือนี้ก็อย่างเช่น เกมไบรอันผจญภัย (Brian’s Adventure) อันแสนโด่งดังโดยฝีมือคนไทยนั่นเอง

ซึ่งในบทความนี้ผมก็จะมาพูดถึงเรื่องของการเขียน Plugin ใน RPG Maker MV ซึ่งหากเป็น RPG Maker รุ่นก่อนๆ (XP , VX , VX Ace) จะใช้วิธีการเขียนเป็น Script โดยใช้ภาษา Ruby แต่พอมาเป็นรุ่น MV เราจะใช้ภาษา Javascript เซฟเป็นไฟล์สำเร็จรูป (.js) แล้วไปกำหนดปลั๊กอินเพื่อเรียกใช้ตัวปลั๊กอินที่เราเขียนขึ้นมานั่นเอง

ซึ่งต้องอธิบายถึงนิยามของ Plugin ก่อน Plugin ที่เราเขียนใน RPG Maker MV จะหมายถึงการกำหนดฟีเจอร์หรือลูกเล่นอื่นๆให้กับ Project ของเราซึ่งอาจจะเพิ่มเติมไปจากเครื่องมือที่ตัว RPG Maker MV เองมีให้ โดยปกติแล้วหากเราไม่เขียน Plugin เอง เราก็สามารถที่จะไปดาวน์โหลดตัว Plugin ที่คนอื่นเขียนมาให้แล้วมาใช้ก็ได้ ตัวอย่างแหล่งของ RPG Maker MV Plugin ที่เป็นที่นิยมก็คือ Yanfly Engine Plugin (http://yanfly.moe/yep/) แต่ในบทความนี้เราจะมาโฟกัสที่การสร้าง Plugin ใช้เองเลย…

ทุกวันนี้ปัญหาเรื่อง Stereotype ดูเหมือนจะยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่ก็มีการรณรงค์ มีเสียงที่เข้ามาค้านถึงปัญหาของการ Stereotype เพิ่มมากขึ้น แต่จากที่สังเกตบางคนเอง แม้แต่คนที่พยายามรณรงค์เรื่องการไม่เหมารวมก็ยังเคยแสดงความคิดเห็นในเชิงเหมารวม โดยเฉพาะกับคนที่เราไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เราไม่ชอบ คนรู้จักที่ทำตัวไม่ดี คนร้าย อาชญากร คนไม่ดีในหน้าฟีดข่าว บางครั้งเราก็เหมารวมในคุณลักษณะที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขาทำ เช่น บอกว่าโอตะมีกลิ่นตัวเปรี้ยว บอกว่าเด็กธรรมศาสตร์เป็นพวกลิเบอรัล ชังชาติ บอกว่าเด็กจุฬาเป็นพวกลูกคุณหนู บ้าทฤษฎี หัวโบราณ อนุรักษ์นิยม

ผมเลยคิดว่าถ้าเรายังแก้ปัญหาที่ตัวคนเหมารวมไม่ได้ เราอาจจะต้องแก้ปัญหาที่ตัวเรา วิธีหนึ่งที่มักจะเคยได้ยินมาบ้าง และเห็นด้วย คือ รู้จักตัวเองและวางเฉย รู้ตัวเองว่าเราไม่ได้มีลักษณะไปตามที่คนเขาเหมารวม เช่น เรารู้ตัวว่าเราเป็นโอตะที่มักจะรักษาความสะอาด สระผม ถูตัว ดูแลสุขภาพ มีกลิ่นตัวไม่เหม็นเปรี้ยวส่งกลิ่นรำคาญ บางทีเราก็ไม่ต้องไปสนใจคำวิจารณ์ที่เหมารวมนั้น เพราะเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น

บางทีถ้าเราพยายามปรับจิตใจของเราได้ เราอาจจะมีภูมิต้านทานต่อคำวิจารณ์ แน่นอนว่ามันย่อมเป็นเรื่องที่ดี

แต่ถึงยังไงก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าดีที่สุด คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา มองทุกอย่างเป็นมุมกว้าง และใช้เหตุผลในการวิจารณ์แทนอารมณ์ แล้วสังคมจะได้ชื่อว่าเป็นสังคมคุณภาพครับ :)

made by Canva

เมื่อช่วงวันที่ผ่านมาได้เกิดประเด็นการถกเถียงที่ส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างเสียงแตกอย่างพอสมควร ในฐานะที่ผมได้อ่านความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่ายเลยจะขอสรุปสิ่งที่ได้จากการอ่านความคิดเห็นทั้งหมดมาให้อ่านกันครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้แสดงถึงแนวคิดของฝ่ายสนับสนุนทั้งหมด 100% และไม่ได้แสดงถึงแนวคิดของฝ่ายที่คัดค้านทั้งหมด 100% จึงขอแนะนำให้ทุกท่านลองพิจารณาบทความให้ถี่ถ้วนและอย่าเพิ่งตัดสินแนวคิดทุกอย่างจากบทความ 100% เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองในสายตาของผมที่อ่านเจอเท่านั้น

Why should we have death penalty ? / Why shouldn’t we have death penalty?

ทั้งสองฝ่ายต่างให้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีโทษประหาร / ไม่มีโทษประหาร ตามแนวคิดที่ตัวเองเชื่อ

ฝ่ายที่สนับสนุนโทษประหาร(บางส่วน)ได้ให้เหตุผลที่ต้องมีโทษประหาร เพราะเนื่องมาจากการจัดการกับนักโทษยังไม่ดีมากพอ นักโทษได้รับการลดโทษบ่อยครั้ง และมีความเสี่ยงที่จะกลับไปก่อเหตุซ้ำๆขึ้นอีกเมื่อถูกปล่อยตัว ครั้นจะให้นักโทษอยู่จำคุกต่อก็เกรงว่าภาษีที่พวกเค้าเสียไปจะต้องถูกนำไปใช้เพื่อเลี้ยงนักโทษเหล่านั้น อีกทั้งจากข่าวฆาตกรรม ข่มขืน ฆ่าข่มขืน ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขาว่าบ้านเมืองควรมีความยุติธรรมในการจัดการกับอาชญากรพวกนี้อย่างจริงจังเสียที เห็นแก่ครอบครัวของเหยื่อที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักบ้าง พวกเค้าต่างรู้สึกว่านักสิทธิมนุษยชนมักจะเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องไม่ให้เกิดโทษประหาร มากกว่าที่จะมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เห็นแก่เหยื่อที่ต้องถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฝ่ายที่ต่อต้านโทษประหาร(บางส่วน)ก็ได้ให้เหตุผลว่าเหตุที่ไม่ควรมีโทษประหารเพราะมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อีกทั้งยังเชื่อว่าการมีโทษประหารไม่ได้ส่งผลให้อาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะโทษประหารนั้นมีมาหลายปี แต่เหตุใดอาชญากรรมจึงยังคงมีอย่างต่อเนื่องล่ะ การเอาโทษตายไปตัดสินอาชญากร ก็ไม่ได้ต่างจากการเป็นอาชญากร อีกอย่างเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนมันจะชัดเจนมากพอที่จะตัดสินว่าคนๆนั้นทำผิดจริงหรือเป็นแค่แพะที่ถูกใส่ความ เพราะบางคดีกว่าที่จะตัดสินว่าแท้จริงจำเลยผู้นั้นเป็นเพียงแพะรับบาปก็สายเกินไปเสียแล้ว

จะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายนั้นมีกรณีศึกษาที่นำมากล่าวอ้างแตกต่างกัน ฝ่ายที่สนับสนุนโทษประหารมักจะอ้างถึงคดีข่มขืน ฆ่าข่มขืน คดีฆาตกรรมที่เป็นข่าว เป็นกระแส หรือการกระทำความผิดอย่างซ้ำซากมาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นที่ว่าอาชญากรต้องได้รับการลงโทษตามกฏหมายโทษประหารเสียที ส่วนฝ่ายที่คัดค้านมักจะอ้างถึงคดีที่มีการสืบสวน สอบสวน และตัดสินโทษที่ผิดพลาด มีการจับแพะ จับคนผิดไม่จริงมาลงโทษ เพื่อสนับสนุนความคิดเห็นที่ว่ามันไม่คุ้มค่าเลยที่เราจะตัดสินโทษประหาร ถ้าหากสุดท้ายแล้วนั่นเป็นความผิดพลาดทางกระบวนการสืบสวน สอบสวน

และยังมีอีกหลายเรื่องที่ฝ่ายสนับสนุนโทษประหาร และ ฝ่ายที่คัดค้านโทษประหาร นำมากล่าวอ้างในการแสดงข้อคิดเห็น เช่น

  • ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารยกตัวอย่างประเทศที่ยังมีโทษประหารนำมากล่าวอ้าง ส่วนฝ่ายที่คัดค้านโทษประหารยกตัวอย่างประเทศที่ยกเลิกโทษประหารนำมากล่าวอ้าง
  • ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารยกเรื่องความยุติธรรมมากล่าวอ้าง ส่วนฝ่ายคัดค้านโทษประหารยกเรื่องสิทธิมนุษยชนมากล่าวอ้าง โดยที่ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารก็จะแสดงความเห็นโจมตีจุดอ่อนของการกล่าวอ้างแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าควรที่จะกล่าวอ้างแนวคิดนี้ตั้งแต่ตอนที่เหยื่อที่ถูกทำร้ายด้วย และฝ่ายที่คัดค้านโทษประหารก็จะแสดงความเห็นโจมตีจุดอ่อนของการกล่าวอ้างแนวคิดเรื่องความยุติธรรมว่าสุดท้ายแล้วต้องการความยุติธรรมจริงๆหรือเอามาเพื่อบังหน้าความรู้สึกสะใจของตนเองกันแน่
  • แต่ละฝ่ายต่างที่จะคาดหวังให้อีกฝ่ายแสดงแนวทางอื่นที่นอกเหนือจากรัฐประหารอย่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับโทษประหารก็กล่าวกับฝ่ายที่คัดค้านโทษประหารว่า ถ้าคุณคิดว่าโทษประหารไม่สมควร งั้นคุณก็บอกมาสิว่าควรที่จะทำอย่างไร ฝ่ายที่คัดค้านโทษประหารก็มองฝ่ายที่สนับสนุนโทษประหารว่าพวกเค้าต้องการอะไรที่มันหวังผลสั้นๆ เร็วๆ แต่ไม่ได้มองถึงทางเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่า
  • ที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับผมคือแต่ละฝ่ายต่างมองอีกฝั่งเป็นเหมือนปีศาจ ฝ่ายที่สนับสนุนมองฝ่ายคัดค้านเป็นเหมือนปีศาจที่เลือกที่จะเรียกร้องให้แก่ฝ่ายอาชญากรแต่กลับไม่ได้ยินเสียงการเรียกร้องให้แก่ฝ่ายเหยื่อเท่าที่ควร ส่วนฝ่ายที่คัดค้านก็มองฝ่ายสนับสนุนเป็นปีศาจที่คิดจะฆ่าความชั่วแล้วหวังว่าตัวเองจะเป็นคนดี ทั้งๆที่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้ต่างจากความเป็นอาชญากร

ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าเรื่องของการสนับสนุนหรือคัดค้านโทษประหารมันยังคงเป็นเรื่องของ “แนวคิดที่ต่างกัน” ต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอ สื่อ การเรียนรู้และหลายๆเรื่อง แน่นอนว่าหลายๆเรื่องที่ถกเถียงกันในสังคมเป็นประจำมันก็เป็นแบบนั้น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องแนวคิดทางการเมือง หรือความรู้สึกที่มีต่อระบบวงไอดอล BNK48 เพียงแต่เรื่องของโทษประหารมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างส่งผลกับชีวิต ความปลอดภัย กฏหมาย หรืออาจจะรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นนัยๆ จึงดูเหมือนว่าเราจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งและสุดท้ายคือยอมรับผลที่เกิดขึ้น และไม่มีฝ่ายใดที่ได้เปรียบทั้งหมด หรือเสียเปรียบทั้งหมด จะมีฝ่ายนึงได้เปรียบ ฝ่ายนึงเสียเปรียบ ในที่นี้คือได้เปรียบ-เสียเปรียบทางความรู้สึก ได้เปรียบที่ได้เห็นการจัดการอย่างที่คิดว่าควรจะเป็นเสียที เสียเปรียบที่รู้สึกว่าเราจะต้องใช้วิธีนี้ อยู่ในที่ๆมันจัดการปัญหากันแบบนี้จริงๆน่ะหรือ

แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ผมอยากจะสื่ออีกอย่างคือ ไม่มีใครที่แนวคิดต่างกันอย่างเห็นได้ชัดสักคนหรอก ทุกคนจะมีสิ่งที่ตัวเองคิดเหมือนกันแต่เลือกที่จะเสนอวิธีแก้ที่แตกต่างกัน หากคุณสังเกต ไม่ว่าฝ่ายที่สนับสนุนหรือฝ่ายที่คัดค้าน มักจะเห็นด้วยว่าไม่ควรมีการลดโทษให้อาชญากรจนเกินไปและที่สำคัญคือไม่มีใครอยากให้เกิดอาชญากรรมขึ้นอีกหรอก ผมเลยคิดว่าจริงๆแล้วการที่มาถกเถียงกันเรื่องโทษประหารมันก็แค่วิธีการที่จะจัดการกับคนที่ก่อเรื่องนั้นไปแล้ว แต่สิ่งที่ควรจะโฟกัสมากกว่าคือจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการก่อเรื่องมากขึ้นไปอีก ปัญหามันเกิดจากจุดไหนเป็นหลักล่ะ การศึกษา ? สังคม ? ความกดดัน ? เศรษฐกิจ ? จิตใจ ? ความต้องการทางเพศ ? แน่นอนว่าอาจจะทั้งหมดนี้เลยก็ได้ เพราะแม้แต่คนที่ก่อคดีแบบเดียวกันก็ยังเกิดจากปัจจัยที่ต่างกัน บางคนก่อคดีข่มขืนเพราะความต้องการทางเพศที่เกินพอดี บางคนก่อคดีข่มขืนเพราะมีความแค้นเพราะตัวเองเคยถูกกระทำมาก่อน บางคนฆ่าคนเพราะตัวเองโดนแกล้ง โดน bully เป็นประจำ หรือบางคนอาจจะฆ่าคนเพราะจิตใจของเค้าไม่ปกติ ต้องการอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองความสะใจของตน

นั่นแหละที่ผมบอกว่าสุดท้ายแล้วถ้าทุกคนหวังที่จะไม่ให้เกิดอาชญากรรมขึ้นอีก เราอาจจะต้องมาโฟกัสให้มากกว่าแค่เรื่องของการจัดการกับคนที่ก่อมันมาแล้ว แต่อาจต้องเริ่มมามองแล้วว่าสังคมของเรามันมีปัญหาอยู่ตรงไหนหรือเปล่า แต่สุดท้ายพอมีข่าวเรื่องของโทษประหารออกมา เราก็เลยต้องเห็นการถกเถียงว่าจะเอาหรือไม่เอาโทษประหารกันแบบนี้ไปก่อน ก็ขอให้ใช้สติและปัญญากับทุกๆการคอมเมนต์และทุกๆการตัดสินใจละกันนะครับ : )

หากบล็อกนี้มีความผิดพลาดหรือขาดความชัดเจนประการใด สามารถท้วงติงและให้คำแนะนำได้ตามอัธยาศัยเลยครับผม จะน้อมรับนำกลับไปแก้ไข :)

ขอบคุณรูปภาพจาก jpopthailand.com

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรงในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมากับการถ่ายทอดสดงานเลือกตั้ง AKB48 ครั้งที่ 10 (AKB48 53 Single World Senbatsu Sousenkyo) ที่เรียกได้ว่างานเลือกตั้งครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆเพราะเป็นงานเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้สมาชิกวงไอดอลในเครือ 48Group ทุกวง ทั้งวงในญี่ปุ่น และวงน้องนอกญี่ปุ่น ได้มีโอกาสสมัครลงเลือกตั้งเพื่อรับการคัดเลือก งานเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง Senbatsu แต่เป็นการเลือกตั้งหา World Senbatsu กันเลยทีเดียว โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีวงในญี่ปุ่นได้ส่งสมาชิกลงเลือกตั้งได้แก่ AKB48 , SKE48 , HKT48 , NMB48 , NGT48 และ STU48 ส่วนวงน้องนอกประเทศที่ส่งสมาชิกเลือกตั้งมามีเพียงสองวงคือ BNK48 จากประเทศไทยและ TPE48 จากประเทศไต้หวัน เนื่องด้วย JKT48 ติดเรื่องของพิธีทางศาสนา ส่วน MNL48 เองก็เพิ่งตั้งได้ไม่นานเลยไม่ได้มีการส่งสมาชิกเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้แต่อย่างใด

การเลือกตั้ง World Senbatsu ครั้งนี้จะมีการประกาศผลทั้งหมด 100 อันดับ โดยจะแบ่งประเภทตามแต่ละช่วงอันดับดังนี้

อันดับที่ 81–100 : The 10th AKB48 World Senbatsu Sousenkyo Kinen Waku

อันดับที่ 65–80 : Upcoming Girls…

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว Medium ทุกคน และนี่เป็นบทความแรกบน Medium ของผมเลย หากมีเนื้อหาส่วนไหนขาดตกบกพร่องประการใด โปรดชี้แนะและขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ทุกวันนี้โลกที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บไว้บนออนไลน์ เราสามารถค้นหาข้อมูลได้หลากหลาย มากมาย และสามารถเรียนรู้ทุกอย่างที่อยู่ในนั้นได้อย่างอิสระทุกที่ ทุกเวลา และแน่นอนว่าทุกวันนี้หากเราต้องการที่จะเริ่มต้นเข้าสู่วงการเด็กคอม หัดเขียนโค้ด เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาการคอมพิวเตอร์ บทเรียนทุกอย่าง ข้อมูลต่างๆ รวมถึงเอกสารข้อมูล (Documentation) ก็เป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ไม่ยากเลย

ในบล็อกนี้ผมเลยจะมาแนะนำ Youtube Channel ซึ่งถือเป็นช่องทางออนไลน์ช่องทางนึงในรูปแบบ Video Platform ที่เราสามารถเข้าถึงได้ฟรีและมี Creator มากมายพร้อมสร้างสรรค์เนื้อหา Video ดีๆลงใน Channel ของพวกเค้าอย่างเต็มที่ โดยเราจะมาแนะนำ Youtube Channel โดยคนไทยที่สอนเกี่ยวกับ Programming & Coding หรือพูดถึงเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีและวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยที่มีเนื้อหาดีและครบถ้วนไม่แพ้ Youtube Channel ของต่างชาติเลย เริ่มต้นด้วย

BorntoDev

Youtube Channel Link : https://www.youtube.com/user/Sabyelife

Poom Yimyuean

"Every Lines of Code impact for Every Life of people." // github: https://github.com/lebrancconvas

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store