การเมืองเรื่องความแรด ; ข้อโต้แย้งในกรณีฮอร์โมนเดอะซีรีย์

ผู้หญิงกับการแลกเปลี่ยนความเข้าใจตัวเองและความปรารถนา ในความสัมพันธ์แม่ - ลูกสาว

ช่วงปลายของยุคมืด ยุคที่ศาสนจักรครอบงำสังคมและการสร้างสรรค์งานเชิงสร้างสรรค์ต่างๆอย่างเคร่งครัด บันเทิงคดีต่างๆถูกระงับในฐานะแหล่งกำเนิดแห่งความชั่วร้ายหรือบาปทั้งปวง งานเขียนไม่กี่ประเภทที่สามารถผลิตและเสพได้มักเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาและการสั่งสอนคุณธรรมโดยตรง

ในห้วงนั้น พร้อมๆกับการเกิดของกระแสที่เรียกว่าการฟืนฟูศิลปะวิทยาการหรือเรเนสซอง เซอร์ฟิลิปป์ ซิดนีย์นักอะไรหลายๆอย่างรวมถึงกวีและนักวรรณคดีวิจารณ์ได้เขียนงานขึ้นชิ้นหนึ่งชื่อ The Defence of Poesy ที่ลุกขึ้นปกป้องและแจกแจงความสำคัญของกวีนิพนธ์จากตราบาปที่ศาสนจักรได้ตราไว้ และหลังจากนั้นกระแสการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการก็ดำเนินไปได้ ยุคมืดและศาสนจักรก็คลายอำนาจและการควบคุมสังคมลง

ที่ลากไปตั้งไกลนี่ไม่ใช่อะไร เป็นการพูดถึงจุดยืนในการวิจารณ์ ซึ่งนักวิจารณ์ไม่ได้มีหน้าที่แค่ประเมินค่าให้ดาวหรือคะแนนเท่านั้น หน้าที่อีกอย่างนึงของนักวิจารณ์คือการมองเห็นว่างานชิ้นใดที่มีความสำคัญและมีผลกับกิจกรรมการสร้างและพัฒนางานต่อไป นักวิจารณ์ย่อมมีหน้าที่ปกป้องหรือdefendให้งานนั้นๆเพื่อให้กิจกรรมของการสร้างสรรค์ดำเนินต่อไปได้ แน่นอนว่า องค์ประกอบหนึ่งของพัฒนาการที่เคลื่อนไปข้างหน้า ดังที่คาร์ลมาร์กซ์ได้กล่าวไว้ ย่อมปรากฏการปะทะสังสรรค์ ท้าทายกันระหว่างการสร้างสรรค์ใหม่กับการกรอบแนวคิดเดิม (เช่นกรอบของความสร้างสรรค์และศีลธรรม อย่างที่ซิดนีย์ทำเป็นต้น)

ข้อที่โปรยมานั้นไม่ห่างไกลกับสิ่งที่ข้อเขียนนี้กำลังจะทำเลย ถ้าลองมองกรณีการสร้างซีรีย์ชุดฮอร์โมนเดอะซีรีย์ หนังชุด ละครหรือจะแปลเป็นไทยว่าอะไรก็ตามที่พยายามนำเสนอภาพชีวิตวัยรุ่นที่แตกต่างออกไป ทั้งในแง่เนื้อหา และรูปแบบที่ต่างออกไปจากสื่อบันเทิงกระแสหลักที่เราคุ้นเคย และบ่นแล้วบ่นอีกว่าเบื่อหน่ายเมื่อไหร่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ย้อนแย้งและน่าขันขื่นนิดๆก็คือ เมื่อมีการพยายามเสนอสิ่งใหม่ๆแล้ว ก็มักจะเกิดอาการวิตกและวิพากษ์วิจารณ์ต่อความเหมาะสมถึงสิ่งนอกกรอบต่างๆที่ถูกนำเสนอภายในเรื่อง รวมถึงตัวกรอบเองที่ถูกท้าทายให้สั่นคลอนไปพร้อมๆกัน

ข้อวิจารณ์ที่สำคัญและตัวละครที่ถูกวิพากษ์มากที่สุดคือ สไปรท์ ตัวละครเด็กหญิงที่ถูกเรียกว่าแรด หรือจนถึงขั้นร่าน ที่ผู้คนต่างวิตกวิจารณ์ ว่าการนำเสนอภาพดังกล่าว(รวมถึงภาพอื่นๆ เช่นความรุนแรง หรือความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน) จะส่งผลกับจิตใจของเยาวชนไทยที่ใสสะอาด ไร้เดียงสา และไร้สติจนอาจเกิดภาวะเลียนแบบและนำไปสู่หายนะของศีลธรรมในสังคมไทยได้ในท้ายที่สุด

ข้อวิจารณ์มีประเด็นปัญหามากมายที่ควรขบคิด เช่น อะไรที่ทำให้คิดว่าการนำเสนอภาพใดๆแล้วจะต้องเกิดพฤติกรรมเลียนแบบโดยทันที เหมือนกับ monkeys see, monkeys do ประเด็นเรื่องความกังวลเรื่องการเลียนแบบของเยาวชนดูจะเป็นความกังวลใหญ่ของผู้หลักผู้ใหญ่ไทย ผมเองเข้าใจว่ายังไม่มีการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง ที่พบได้จากแง่มุมอื่นๆ เช่น เกมกับความรุนแรง ที่สื่อต่างๆถูกมองว่าต้องทำให้บริสุทธิ์เพื่อจะปกป้องเยาวชนไร้เดียงสาให้สะอาดอยู่พอๆกัน ทั้งที่จริงๆแล้ว เท่าที่ผมเข้าใจ เกมและความรุนแรง รวมถึงวิจารณญาณของเยาวชนที่มีต่อสื่อนั้นมีความซับซ้อนและแตกต่างกันออกไปเกินกว่าจะสรุปเป็นสมการง่ายๆ ว่าเสนอเรื่องนี้ แล้วเยาวชนต้องเลียนแบบแบบเป๊ะๆและเละไปในทันที จริงๆความคิดนี้ เป็นความคิดที่ดูถูกสติปัญญาของเยาวชนไทยอยู่เหมือนกัน

นอกจากปัญหาที่ว่า ตกลงแล้วสื่อทำให้เยาวชนเลียนแบบจริงหรือไม่ ซึ่งผมไม่อาจให้คำตอบได้นอกจากตั้งข้อสังเกตไว้กว้างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะอภิปรายได้ คือประเด็นเรื่องความกังวลที่มีต่อความแรดของผู้หญิง ว่าท่าทีของผู้คนที่มี “ความแรด” หรือ ความร่าน ของผู้หญิง มันมีความซับซ้อน และเป็นการเมืองอย่างไร และสิ่งที่ถูกนำเสนอในฮอร์โมนมันน่าสนใจยังไงในความร่านของสไปรท์ โดยเฉพาะจากตอนล่าสุดที่เริ่มปรากฏปฏิสัมพันธ์ระหว่างสไปรท์และแม่ซึ่งน่าสนใจมาก(คืนนี้จะมีตอนใหม่ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป)

ตัวละครสไปรท์นี่เป็นตัวละครที่ถือว่าซับซ้อนในระดับหนึ่ง ความซับซ้อนจริงๆเป็นเครื่องมือนึงในการท้าทายกับมายาและอคติต่างๆที่สังคมมอบให้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถูกควบคุมกดทับเช่นผู้หญิง เราจะเห็นว่าตัวละครผู้หญิงนับตั้งแต่อดีตมาจะถูกเสนออย่างแบนราบไปสองรูปแบบ เป็นนางฟ้าใจดี หรือแม่มดใจร้าย เป็นนางเอกผู้แสนผุดผ่องหรือเป็นนางร้ายที่ชั่วไปซะทุกภาคส่วน การสร้างภาพผู้หญิงที่แบนราบนี้เป็นการกะเกณฑ์ผู้หญิงให้เลือกไปทางใดทางหนึ่งอย่างเดียว ว่าจะเป็นหญิงดีหรือหญิงเลว(ที่ทั้งเลว ทั้งสำส่อนมักถูกลงโทษในท้ายที่สุด) และเป็นการสร้างภาพผู้หญิงที่ไม่มีความซับซ้อนไม่มีมิติ

ดังนั้นปัญหามันเลยเกิดเมื่อเกิดตัวละครแบบสไปรท์ขึ้นมา คือเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เลวแบบนางร้ายที่ร้องกรี้ดๆ แต่งหน้าจัด เที่ยวได้เอาน้ำกรดไปสาดใคร แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่ชอบมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย ซึ่งก็เป็นข้อกังขาที่น่าสนใจ ว่าแล้วคนแบบนี้มันควรถูกประนามขนาดไหนดี จะว่าดีแบบนางเอกก็ไม่ใช่ เลวร้ายไปเลยก็ไม่เชิง มันให้กรอบความคิดหรือศีลธรรมที่สังคมมักเอามาวัดคน เริ่มใช้กับลักษณะที่ซับซ้อนของผู้หญิงไม่ได้แบบเดิมแล้ว

การชอบมีความสัมพันธ์กับคนอื่น หรือในแง่นึงคือเป็นตัวละครที่พูดถึง “ความปรารถนา” ของผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมา(ไม่นับเรื่องการนอกใจซึ่งอยู่ในกรอบคิดแบบmonogamy ซึ่งอาจจะไม่ถูกนักแต่ไม่ใช่ประเด็นที่กำลังพูดถึง) อาจจะเป็นสิ่งนึงที่สังคมไทยรับไม่ได้ จริงสไปรท์เองก็ไม่ต่างกับวิน ผู้เป็นwomanizer สไปรท์เองก็อาจจะเป็นmanizer ก็ได้

ผู้หญิงกับความปรารถนา จึงเป็นสิ่งที่ถูกห้ามมาโดยตลอด นักคิดสายสตรีนิยมฝรั่งเศส เช่น ซิโมนเดอร์โบวัวว์ หรือ เอเลน ซิซูร์ เจ้าของงาน “เสียงหัวเราะของเมดูซ่า(The Laugh of the Medusa (1975))” ตั้งข้อสังเกตว่า การห้ามผู้หญิงให้รู้จักกับความปรารถนา ร่างกายและความสุขทางกายของตนเอง เป็นเครื่องมือสำคัญในการกดทับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงแปลกแยกออกจากตัวเอง ไม่รู้จักและไม่เข้าใจตัวเอง งานเขียนของนักคิดกลุ่มนี้จึงหันมาพูดถึงเรือนร่าง ความปรารถนา และอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงเพื่อปลดปล่อยผู้หญิงอย่างจริงจัง

ถ้าเรามองสไปรท์ หญิงที่แรด มีความสัมพันธ์กับชายอื่น แต่ในแง่นึงเธอเองก็เป็นผู้หญิงที่มีอำนาจ รู้ว่าอะไรควรเป็นอย่างไร รู้ความปรารถนาของตนเองและรู้ถึงอันตรายและการป้องกัน เช่นที่เธอปฏิเสธการมีสัมพันธ์กับรุ่นน้องที่ไม่พกถุงยางอนามัย ลักษณะของผู้หญิงที่รู้ตัวและทรงอำนาจนี้ เป็นลักษณะที่ท้าทายภาพของผู้หญิงที่ถูกกำกับ ให้เป็นกุลสตรี เป็นหญิงที่เรียบร้อย เชื่องและเชื่อฟัง ภาพหญิงแบบนี้เป็นภาพที่สังคมชายเป็นใหญ่กลัว และยิ่งตัวเธอเองมีความคลุมเครือ การที่สังคมจะเข้าไปกำจัดและจัดระเบียบเธอก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ยากกว่าการกำจัดนางร้ายในละคร

ภูมิหลังของสไปรท์เองก็ตอบสนองกับลักษณะที่เธอเป็น บทสนทนาของเธอและแม่ ทั้งสองคนมีลักษณะของผู้หญิงที่เข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือมันไม่ได้มีสถานะที่แม่สั่งสอนลูกหรือลูกสั่งสอนแม่เรื่องความเข้าใจแบบผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันของแม่และลูกสาว มีลักษณะเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงที่พ้นไปจากตำแหน่งแห่งที่ของวัย แต่เป็นการแชร์แลกเปลี่ยนความเข้าใจซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกซึ่งกันและกัน ซึ่งความสัมพันธฺ์แบบFemale Bondingนี้ เป็นสายสัมพันธ์ของผู้หญิงที่ทรงอำนาจ และว่ากันว่าหลุดพ้นออกจากข้อกำหนดของสังคม(ซึ่งเป็นสังคมที่ผู้ชายสร้างแม้แต่ภาษาและตำแหน่งแห่งที่ของบุคคล)

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับสไปรท์จึงเป็นการพลิกความหมายจากความแรดและความร่านให้กลายเป็น “ความซับซ้อน” หรือ Sophisticated(คำนี้สำคัญ คือมีความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต รู้ทางหนีทีไล่ รู้จักปกป้องตัวเอง ไม่อยากใช้ว่ากร้านโลก ไม่ชอบนัยมัน เห็นมั้ย แม้แต่คำในภาษาไทย ถ้าผู้หญิงรู้จักและเข้าใจตัวเองมากไปก็ถูกหาว่ากร้านโลก) ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งต่างกับดาว ลูกสาวที่ถูกขีดอยู่ในกรอบ ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่ได้แลกเปลี่ยนเรื่องผู้หญิงเหมือนกับครอบครัวสไปรท์ ในที่สุดแล้ว ดาวจึงมีลักษณะที่ไม่เดียงสาหรือinnocent จึงมีแนวโน้มที่จะไม่เข้าใจโลก ไม่รู้จักป้องกันตัวเอง พลาดพลั้งและพบกับวิบัติหายนะได้ง่ายกว่า ซึ่งก็อาจเป็นปัญหานึงของการพยายามกำกับชะล้างให้เด็กไทยสะอาดจนไร้ภูมิก็ได้ ส่วนดาวจะเป็นอย่างไรรอดูกันคืนนี้

พอมาถึงตรงนี้ อาจเข้าใจว่าผมส่งเสริมเรื่องความสำส่อน ซึ่งจริงๆก็ไม่เชิง แต่การบังคับผู้หญิงให้ไม่สำส่อนและให้ผู้ชายสำส่อนได้ มันเป็นการเมืองเรื่องเพศอย่างนึง และในอีกด้าน มันไม่ใช่ประเด็นที่จะตราว่าผู้หญิงที่สำส่อนคือหญิงคนชั่ว ในแง่นึง เธอเองก็มีสิทธิและความรับผิดชอบในร่างกายของตัวเองน่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการที่สังคมจะไปตราว่าเธอเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร ร่างกายเป็นของเธอ ความปรารถนาเป็นของเธอ และความรับผิดชอบ ก็เป็นของเธอเอง เรื่องของความสัมพันธ์นั้นก็เป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อนตัดสินได้ยาก และไม่ควรตัดสินเลยก็ว่าได้ ส่วนความสัมพันธ์ของสไปรท์และไผ่นั้น ผมเองก็ยังเชียร์อยู่ และหวังว่าเธอคงไม่ถูกลงโทษเช่นนางร้ายในละคร เพราะเธอเองก็หาใช่นางร้ายไม่

สุดท้ายนี้ เขียนมายาวเลย แต่ขอเป็นเสียงส่วนหนึ่งที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับงานที่พยายามสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ที่บางส่วนอาจชวนให้ครุ่นคิด โต้แย้งกันบ้าง ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องควร เพราะสังคมมนุษย์นั้นดำเนินไปข้างหน้าได้ด้วยความขัดแย้งและการโต้แย้ง ส่วนบางเรื่องนั้นที่ผมยังตอบไม่ได้ แต่มันก็น่าคิดว่า เราพูดกันว่า Monkeys see , monkeys do แต่ผมคิดว่า เด็กก็ไม่ใช่Monkeyละนะ


ปล. ประเด็นเรื่องภูกับธีร์ นี่ก็น่าสนใจแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเพศสภาวะนั้นมีความลื่นไหลไม่ตายตัว ดังที่ Judith Butler ย้ำว่า Gender is Fluid

ไว้จะเขียนอีกนะฮะ :)

Next Story — หาเสียง
Currently Reading - หาเสียง

หาเสียง

สิ่งที่ยากที่สุดของการเขียน

“การเขียน” เป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนอย่างหนึ่งของชีวิต

การเขียนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ามีความสุขขณะเขียน แต่พร้อมๆกันก็เป็นทุกข์ด้วย

สำหรับผม และหลายๆคนคงคิดเหมือนกันว่า ย่อหน้าแรก หรือการเริ่มเขียนเป็นส่วนที่เขียนได้ยากที่สุด

แน่ละ การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในการทำอะไร

แต่ในการเขียน มันยากในหลายๆแง่

การเขียน เป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสำราญแต่ก็แถมความน่ากลัวไปพร้อมๆกัน

เพราะมันคือการเอาตัวเราเขียนลงไปให้เป็นรูปธรรม

การเขียนเป็นกระบวนการซับซ้อน มันคือการแปลงตัวเราเอง ความคิด ความรู้ และอะไรทั้งหลายที่ล่องลอยอยู่ในสมองที่ไม่เป็นตัวเป็นตน แปลงตัวตนของเราที่ยังไม่มีตัวตน ให้ปรากฏเป็นตัวตนผ่านตัวอักษร

การเขียนมันไม่ใช่กระบวนการที่ตรงไปตรงมา ตัวเราไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาตรงๆอย่างง่ายดาย เพราะมันต้องทำผ่านสิ่งที่เรียกว่าภาษา ในภาษามีกฏเกณฑ์ต่างๆมากมาย กฏของคำ ความหมายของคำ การเลือกใช้คำ รูปประโยคต่างๆนาๆ กฏของย่อหน้า วาทศิลป์ และอะไรอีกมากมายที่จะมากำกับการเขียนซึ่งบอกเล่าตัวตนของเรา

กระบวนการของการเขียน จึงเป็นการสร้างตัวตนของเราขึ้นพร้อมๆกัน พร้อมๆกับการเลือกคำแต่ละคำ ประโยคแต่ละประโยคที่ค่อยๆผุดขึ้นมาร้อยเรียงกันในขณะที่เราทบทวน คิด และลงมือเขียน มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน

การเขียนจึงเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างความปรารถนาในการสร้างตัวตน และความกลัวถึงความไม่แน่นอนที่ตัวตนของเราจะถูกผลิตออกมา — พูดง่ายๆคือใจนึงก็อยากจะถ่ายทอด แต่อีกใจก็กลัวว่ามันจะห่วยแตก

ในการเริ่มเขียนทุกครั้ง เราพยายามจะหา “เสียง” ที่ใช่ของตัวเราเอง ในการที่จะเขียนถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

บางที เสียงของเรามักจะปรากฏให้เราเห็นชัดขึ้น ก็เมื่อเราเขียนเสร็จแล้ว

แม้ว่าระหว่างทางเราอาจจะอ่านออกเสียงไปด้วย

แต่สุดท้ายเมื่อเราอ่านทวนมันทั้งหมด อาจจะตอนนั้นเองหรืออาจจะในวันต่อมา

เราอาจจะเห็นเสียงในสิ่งที่เราได้เขียนไปชัดเจนขึ้น เราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจกับเสียงที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวอักษรนั้น

และเราอาจเริ่มรู้สึกว่า

นั่นมันเสียงของใครนะ?

เราอาจจะเริ่มรู้สึกห่างไกลจากเสียงหรือตัวตนของเราที่เพื่งสร้างไปแล้วก็ได้

แค่ไม่กี่นาทีที่เขียนเสร็จ


ป.ล. เป็นข้อเขียนฟุ้งๆของคนที่เขียน สุดท้ายขอโฆษณาสินค้าว่า ผู้เขียนได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ “วัตถุต้องสงสัย” ว่าด้วยการคิดไปไกลๆจากสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว วางขายตามร้านแล้วครับ

Next Story — หายนะของความไร้เดียงสา: การฝัน/การตื่น , เรื่องจริง/นิยาย?
Currently Reading - หายนะของความไร้เดียงสา: การฝัน/การตื่น , เรื่องจริง/นิยาย?

หายนะของความไร้เดียงสา: การฝัน/การตื่น , เรื่องจริง/นิยาย?

ดาวกับความไม่เข้าใจตัวเอง การพยายามเข้าใจตัวเองและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของเรื่องแต่งกับความจริง

ความฝันและการฝัน เป็นปริศนาหนึ่งของจิตใจมนุษย์ ความฝันมีลักษณะที่คลุมเครือ กระจัดกระจาย ขาดเป็นห้วงๆ และมักจะมีลักษณะแปลกประหลาดไม่เหมือนกับความเป็นจริงในเวลาที่เราตื่น และในอีกแง่ การฝันนั้นไม่ได้มีแค่ภาวะในขณะนอนหลับเท่านั้น การฝันที่เกิดขึ้นแม้ในขณะตื่นก็ถือเป็นความฝันด้วยอย่างการฝันกลางวัน(daydreaming)หรือการฝันเฟื่อง(fantasy)

มีการพยายามทำความเข้าใจการฝันอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นเป็นที่รู้จักดีคือซิกมันต์ ฟอยด์ บิดาแห่งสาขาจิตวิเคราะห์(psychoanalysis) ผู้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความฝันในฐานะกระบวนการในการการปลดปล่อยความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้จากสังคม

สรุปอย่างสั้น ฟอยด์บอกว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สัมพันธ์กับเรื่องเพศ(sexual being) การกระทำต่างๆถูกขับโดยแรงขับทางเพศและความปรารถนาหรืออิด(ID) เมื่อเติบโตขึ้นจึงถูกหล่อหลอมขัดเกลาโดยสังคมผ่านอุดมคติต่างๆหรือSuperEgo อุดมคติส่วนใหญ่นั้นมักเป็นการห้าม(forbid)ความปรารถนาต่างๆโดยเฉพาะเรื่องเพศ ลักษณะดังกล่าวเป็นการกดทับ(repress)IDอันเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์เอาไว้ ดังนั้นEgoหรือตัวเราจึงมีหน้าที่จัดการ ต่อรองระหว่างขั้วทั้งสองเป็นกระบวนการของจิตไร้สำนึก(unconsciousness)เพื่อดำรงสติสัมปชัญญะหรือจิตรู้สำนึก(consciousness)ไว้ ในทางจิตวิทยา การจัดการระหว่างสองขั้วดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญของการประคับประคองจิตใจของมนุษย์ไม่ให้พังทลายและกลายเป็นบ้าบอไป

เมื่อมีการบังคับ กดทับความปรารถนามากๆเข้า ในที่สุดถ้าไม่มีการปลดปล่อยออกมา ก็จะทำให้เกิดอาการทางจิตหรือเป็นบ้าได้ จิตจึงมีช่องทางในการ “ระบาย” ความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ ซึ่งก็คือ “การฝัน” นั่นเอง

จากการศึกษาความฝันจำนวนมากของฟอยด์ พบว่าความฝันคือการเผยตัวของความปรารถนาที่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้และบางครั้ง แม้แต่คิดถึงยังไม่อาจทำได้ เนื่องจากเป็นข้อห้ามรุนแรงหรือtabooในสังคม ความฝันจึงเผยตัวออกมาในรูปแบบที่ไม่ต่อเนื่อง และถูกเข้ารหัสทดเทิดออกมาในรูปแบบของสัญลักษณ์ โดยสัญลักษณ์หนึ่งที่สำคัญและถูกพูดถึงบ่อยๆคือ phallus หรือลึงค์ ซึ่งการปรากฏจะออกมาในรูปแบบของสิ่งต่างๆที่มีรูปลักษณ์เป็นแท่ง ตั้งตรง หรือยืดยาว พร้อมจะทะลุทะลวง เช่น “งู” เป็นต้น น่าคิดผู้หญิงไทยคงจะฝันถึงงูกันบ่อย จนเกิดเป็นการตีความเข้ากับการได้คู่ครอง

ลากมาอย่างยืดยาวอีกแล้ว แต่จะเริ่มเห็นว่าบทความนี้ที่ตั้งใจจะพูดถึงดาวมีความต่อเนื่องกับบทความก่อนหน้าที่พูดถึงสไปรท์ ในแง่ของผู้หญิงกับความปรารถนาที่ถูกกดทับด้วย จึงต้องขออธิบายเล็กน้อย

กลับมาที่ดาว อย่างที่เกริ่นไปแต่ต้นว่าการฝันไม่ได้หมายถึงแค่สภาวะของจิตไร้สำนึกที่ปรากฏขึ้นในตอนที่เราหลับเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการฝันอื่นๆในขณะที่เราตื่นด้วย ฟอยด์เองก็กล่าวถึงการฝันกลางวัน(daydreaming)ที่มีลักษณะเป็นความฝันเฟื่อง/ศัพท์ปัจจุบันคือการจิ้นหรือFantasy ว่าเป็นเติมเต็มความปรารถนา(wishfullfillment)ของคนเราอีกช่องทางหนึ่งด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น ฟอยด์ได้เชื่อมโยงการเขียนของนักเขียน ว่าเป็น “อาการ” หนึ่งที่แสดงออกมาเพื่อระบายหรือบำบัดความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้

จึงย้อนกลับมาที่ดาวในฐานะสาวไร้เดียงสาช่างจิ้น จุดนี้ผู้กำกับตีความปรากฏการณ์การจิ้นในหมู่วัยรุ่นไทยเข้ากับความไร้เดียงสาได้อย่างน่าสนใจ ตามที่พูดมาข้างต้น จะเห็นว่าการเขียนและจิ้นหรือแฟนตาซีของดาว เกิดขึ้นจากการขาดซึ่งความเข้าใจโลกโดยเฉพาะเรื่องเพศและความสัมพันธ์ระหว่างเพศ การอ่านฟิก การจิ้น ไปจนถึงการเขียนฟิกเอง จึงเป็นการตอบสนองต่อความปรารถนาที่ถูกทำให้หายไป โดยเฉพาะการเขียน หากเราจะมองว่าการเขียนคือการทบทวนและทำความเข้าใจ การจิ้นและแต่งฟิกในด้านหนึ่งอาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการเข้มงวดต่อเด็กผู้หญิงในเรื่องเพศ จนต้องหาทางออกด้วยการแลกเปลี่ยนผ่านการเขียนและการอ่านในกลุ่มเด็กผู้หญิงด้วยกัน

ดังนั้นเอง ดาวจึงเป็นเด็กผู้หญิงที่ยังอยู่ในโลกแห่งความฝัน(อันมีผลมาจากการแยกเธอออกจากโลกแห่งความจริง เธอจึงต้องแสวงหาความเข้าใจในสิ่งที่ขาดหายไปผ่านนิยาย) คือฝันกลางวันและfantasy ที่เธอเองถูกกำกับการมองโลกผ่านนวนิยายที่เธอเสพอยู่ตลอดเวลา ในจุดนี้เองจะเริ่มเห็นว่า อำนาจของfictionหรือเรื่องแต่งนั้น มีอำนาจในการกำกับการตีความความเป็นจริงหรือrealityที่เรากำลังเผชิญ

ดาวนั้นใช้ชีวิตและมองโลกราวกับว่าเธออยู่ในโลกของนวนิยายแนวพาฝันหรือRomance ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็จะตีความไปตามประสบการณ์ที่เธอได้จากตัวบทที่เธออ่าน ซึ่งในตอนของดาวนั้นซีรียส์ดูเหมือนจะถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของดาวเป็นหลัก ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งถึงฉากที่เธอมีความสัมพันธ์กับดินมีลักษณะไปตามลำดับนิยายที่เธอเสพ หรือความฝันที่เธอวาดไว้เป๊ะ(ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆมีอีกร้อยพันแง่เป็นอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่ในสายตาของดาว กำลังตีความ/เลือกรับสิ่งที่เกิดขึ้นไปตามสิ่งที่เธอได้จินตนาการรอไว้) แม้กระทั่งช่วงเวลาแห่งการมีความสัมพันธ์กับดิน ก็ดูจะเกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอนอย่างที่ควรจะเป็น ฉากฝนตก การจับมือ ไปจนถึงเนื้อตัวของคู่รักที่แนบชิดกัน หยดเหงื่อลมหายใจ หรืออะไรก็ตามที่เรามักเห็นในฉากบรรยายหรือแม้แต่ภาพในละครก็ตาม

จนกระทั่งโลกแห่งความฝันที่เธอเคยเข้าใจของเธอพังทลายลง…เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้น และฉากต่อไปไม่มีชายที่เคียงข้าง ผลของเรื่องไม่ใช่ความสุขนิรันดร์ของสองเราเหมือนฉากจบในนิยาย เหลือแต่ความว่างเปล่า และผลกระทบที่นิยายหรือหนักรักไม่เคยพูด ที่เธอไม่เคยเข้าใจ และวินาทีต่อไปจากนั้นที่เธอต้องทำความเข้าใจ

แต่ความโหดร้ายที่มีต่อดาวยังไม่จบ เมื่อโลกจิ้นอันเกิดจากการพยายามเข้าใจและสร้างความปรารถนาที่หายไปของเธอพังทลายลง เธอเองก็พยายามจะตื่นจากฝันด้วยการแสวงหาความเข้าใจผ่านช่องทางอื่นๆ ดาวพยายามพูดคุยกับพ่อแม่ แต่ก็ไม่เป็นผล ครอบครัวดาว โดยเฉพาะแม่เป็นผู้หญิงที่ไม่เข้าใจโลก ไม่สนใจฟัง และไม่สนใจจะทำความเข้าใจแลกเปลี่ยนความรู้/ความรู้สึกกับดาวทั้งยังผลักไสลูกให้พ้นจากโลกแห่งความจริง(ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับแม่ของสไปรท์) ในที่สุด ดาวผู้ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจตัวเอง และท้ายที่สุดนั้นไม่มีใครคิดจะเข้าใจเธอและช่วยให้เธอเข้าใจ จึงพลัดจากฝันเฟื่องไปสู่ฝันร้าย จากนิยายรักหนังโรมานซ์ไปสู่หนังสยองขวัญหรือhorror

ดาวพลัดจากโลกหนังรักไปสู่โลกหนังผี เนื่องจากเธอไม่สามารถที่จะรับมือกับความเป็นจริงที่มาปะทะเธอได้ สิ่งที่ผุดขึ้นมาแทนที่คือการตีความโลกชุดใหม่ ที่ยังอิงกับแฟนตาซีเหมือนเดิม แต่คราวนี้ เป็นโลกแห่งฝันร้าย ภาพต่างๆที่ถูกฉายขึ้นหลอกหลอนผ่านสายตาของดาว คือภาพฝันร้ายอันเป็นเรื่องเล่าจำนวนหนึ่งที่สังคมได้สะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าที่ต้องมีทุกโรงเรียนเกี่ยวกับเด็กหญิงใจแตกที่ท้องไม่พร้อมและชีวิตดับสิ้นลงไปนับจากนั้น หรือภาพการทำแท้งที่มีลักษณะหลอกหลอนที่ในระยะหลังนี้ปรากฏบ่อยครั้งผ่านโทรทัศน์ เรื่องกรรมบ้าง วิญญาณบ้าง ต่างก็มากำกับการพยายามรับมือของดาวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ดาวเริ่มมีภาวะหลอนนับตั้งแต่โลกฝันของเธอล่มสลายไป และฝันร้ายของหนังสยองขวัญเข้ามาแทนที่ ภาวะหลอนและภาพสยองต่างๆที่เกิดขึ้นอาจไม่สัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวดาวเลยก็ได้ อาจเป็นเพียงชุดภาพในคลังที่เราต่างเก็บไว้ในหัวผ่านเรื่องเล่าต่างๆที่เคยได้ยินได้ฟังมา ที่ถูกดึงขึ้นมาตีความ หลอกหลอนกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ภาพของเลือด ภาพของคลินิก อาจจะเป็นภาพฉายที่ตั้งอยู่บนความคิดในหัวที่มาจากหนังผีหรือละครเกี่ยวกับกรรมที่หลอกหลอนเมื่อเราตีความตัวเองให้ไปอยู่ศูนย์กลางของรูปแบบ(genre)ของเรื่องเล่านั้นก็ได้

อธิบายเล็กน้อยคำว่าเรื่องเล่าไม่ใช่แค่เรื่องเล่าจริงๆ และพวกนวนิยาย ละคร หรือหนังเองก็ประกอบขึ้นด้วยเรื่องเล่าเหมือนกัน มีตัวละครเอก มีตัวร้าย มีเรื่องราวต้นร้ายปลายดีหรือมีลักษณะเป็นโศกนาฏกรรม มีอุปสรรค แม้แต่ประวัติศาสตร์หรือการมองชีวิตของเราเองก็ถูกทำผ่านเรื่องเล่าที่ยืนอยู่บนวิธีการแบบบันเทิงคดีเหมือนกัน(ลองสังเกตวิธีการมองโลกดูก็ได้) แต่ในกรณีของดาว มันเป็นปัญหาเนื่องจากเธอไม่สามารถที่จะรับมือกับโลกแห่งความจริงอย่างสมดุล หรืออย่างที่มันเป็นได้ เมื่อเจอเรื่องดีก็ใช้มุมมองของนิยายรัก แต่เมื่อเจอเรื่องแย่ก็พลัดตกไปยังงานแนวสยองขวัญ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของดาวเลยที่เธอไม่สามารถเข้าใจโลกได้ เพราะโลก(หรือผู้ใหญ่)ไม่ยอมเธอเข้าใจ เธอจึงไร้เดียงสาเกินไปจนต้องยึดกุมนิยายไว้โดยสมบูรณ์ในการทำความเข้าใจโลก

ความย้อนแย้งที่สุดอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ผู้ใหญ่กลัวว่ามันจะเกิด เช่นการท้องไม่พร้อม หรือการเสียผู้เสียคนใดๆก็ตาม และเลือกจะควบคุมมันด้วยการปิดกั้นเด็กออกไปจากเรื่องเพศหรืออะไรก็ตามอย่างสมบูรณ์(ซึ่งสิ่งที่ถูกเอามาใช้ ในนามของศีลธรรมก็ไม่เคยถูกนิยามอย่างชัดเจนหรือถูกทบทวนเลย) อาจเป็นการส่งเสริมให้สิ่งที่พวกผู้ใหญ่หวาดกลัวและพยายามป้องกันให้เกิดขึ้นมากขึ้นก็เป็นได้ นอกจากนี้จากที่พูดมาอย่างยืดยาว จะเริ่มเห็นว่าตัวบทหรือบันเทิงคดีไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์หรือละครมีลักษณะที่ซับซ้อนและมีอิทธิพลต่อผู้เสพมากกว่าจะเป็นแค่ “เครื่องสะท้อน” หรือ “เครื่องชี้นำ” ต่อสังคมอย่างที่ชอบกล่าวกัน(ซึ่งมันไม่ได้แค่สะท้อน แต่มันมามีส่วนในการรับรู้เข้าใจโลกของเราเลยด้วยซ้ำ) เราอาจต้องเสพงานด้วยความคิดอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่แค่ประเมินว่ามันต้องมาตราฐานศีลธรรมสังคมหรือไม่ หรือมันเสนอในสิ่งที่ควรจะเสนอหรือเปล่า แต่ควรสำรวจ ตั้งคำถามและคิดกับมันอย่างจริงจัง(critical)ว่าจริงๆแล้วทำให้เราเห็นและเข้าใจความซับซ้อนทั้งของตัวงานเองและสภาวะบางอย่างของคนหรือสังคมไปอย่างหลากหลายได้แค่ไหน

หวังว่าสิ่งที่ผมทำอยู่จะตอบสนองต่อโจทย์ที่ผมตั้งไว้นะครับ


ฟู่ว์ ยอมรับว่าบทความนี้เป็นบทความที่ยาก พยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้ง่ายนะครับ ด้วยความที่เล่นกับเรื่องใหญ่ๆอย่างจิตวิเคราะห์(psychoanalysis) และศาสตร์เรื่องเล่า(narratology) พยายามจะตอบหลายประเด็นเหมือนกัน โดยเฉพาะการมองพวกเรื่องแต่งพวกนี้ว่าเป็นเครื่องสะท้อนและชี้นำสังคมในเชิงจริยธรรม ด้วยการมองแบบนี้เลยมีปัญหาและเกิดข้อจำกัดในการประเมินค่าว่างานนี้มันดีหรือไม่ดีด้วยความคิดแค่ว่ามันเสนอสิ่งที่ต้องกับศีลธรรมหรือจริยธรรมหรือไม่ บ้านเราจึงมีละครแนวพุทธออกมามากมาย ด้วยเชื่อว่าพันธกิจอย่างนึงของบันเทิงคดีคือการจรรโลงสังคม จากฮอร์โมนในตอนดาว เราจะเห็นว่าเรื่องแต่งมีอำนาจมากกว่าที่คิดและสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆเช่นความปรารถนา จิตใจของตัวเรา หรือแม้แต่มุมมองการรับรู้โลกของพวกเราเอง ต่างก็สัมพันธ์กับเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าทั้งนั้น ความจริงหรือrealityเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เราทำได้คือการตีความความจริงพวกนั้น ซึ่งวิธีการตีความ รับรู้และประกอบสร้างความจริงนั้นก็ต้องวิธีการของเรื่องเล่าทั้งสิ้น ดังที่ Jarome Bruner ใช้เป็นชื่อบทความว่า

“The Narrative Construction of Reality”

ป.ล. ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับสำหรับเสียงตอบรับและผลตอบรับบทความก่อนหน้า“การเมืองเรื่องความแรด” (กดเพื่อลิ้งค์ได้เลยครับ) ที่เขียนถึงสไปรท์ที่ถล่มทลายจนได้ขึ้นหน้าtop postของเวปMediumอยู่ช่วงนึงและติดอันดับที่#81จากร้อยบทความที่มีคนอ่านมากที่สุดของMedium(เวปแจ้งการจัดอันดับมา)ของเดือนก.ค. ขอบคุณอีกครั้งครับ

ป.ล.2 เรื่องภูร์ ธี ต้องขอติดไว้ก่อนครับเพราะพบว่าเรื่องgenderผมเองต้องค้นคว้าอีกพอสมควร แต่เร็วๆนี้แน่นอนครับ

Next Story — อนาถ : ท่าทีและความสิ้นหวังต่อหนังสือพิมพ์ไทย
Currently Reading - อนาถ : ท่าทีและความสิ้นหวังต่อหนังสือพิมพ์ไทย

อนาถ : ท่าทีและความสิ้นหวังต่อหนังสือพิมพ์ไทย

รู้สึกอนาถสมกับที่สื่อแทปลอยด์ใหญ่ ยอดขายสูงสุดของประเทศพาดหัวหน้าหนึ่ง ประเด็นเกี่ยวกับงานวิจัยว่าด้วยการเสพสื่อลามกกับนักศึกษาไทย (ว่ากันต่อไปว่ามันเป็นประเด็นถึงขนาดต้องพาดหัวหน้าหนึ่งเลยหรือ) จากข่าวนี้


ที่รู้สึกอนาถนี้ คืออนาถคนละอย่างกับสิ่งที่นสพ.กำลังอนาถอยู่ แต่อนาถกับความไม่รู้ ความเขลา ความล้าหลังทางความคิด และความไม่รู้จักยั้งคิดในการใช้ภาษาและสร้างตราบาปให้กับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม

“ความหลากหลายทางเพศ” จริงๆไม่ใช่เรื่องใหม่เลยซักนิด ประเด็นเรื่องเพศสถานะ(gender) และ เพศสภาวะ (sexuality) เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม ถกเถียงจนน่าจะพูดได้ว่า รสนิยมทางเพศที่อยู่นอกเหนือรักต่างเพศ ไม่ใช่เรื่อง“ผิดปกติ” “ผิดธรรมชาติ” อีกต่อไป ในรัฐธรรมนูญไทยเองก็มีรับรองเรื่องความหลากหลายทางเพศเอาไว้ด้วย(ดูรัฐธรรมนูญปี2550มาตรา30) จริงๆสิ่งที่ถูกตั้งคำถามมากในทศวรรษหลังนี้คือ “ความปกติ” เองต่างหากที่ถูกสร้างและนำมาบังคับผู้คนอย่าง “ไม่ปกติ”

การพาดหัวว่า “อนาถสังคมไทยแนวโน้มเก้งกวาง-ฉิ่งฉับเต็มเมือง” เต็มไปด้วยน้ำเสียงหยันหยาม วิตกกังวลและรังเกียจราวกับว่าคนที่มีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างนั้นเป็นโรคชนิดหนึ่งที่แพร่ออกอย่างไม่พึงประสงค์จนสื่อใหญ่ที่สมาทานพันธกิจในการดำรงไว้ซึ่งศีลธรรมอันดีของสังคมไทยรู้สึกเป็นห่วงการแพร่กระจายของรสนิยมทางเพศแบบนี้

สื่อหรือข่าว เป็นพื้นที่ที่ทรงพลัง ไม่ใช่แค่การเข้าสู่คนหมู่มากได้มาก แต่สื่อนั้นครอบครองพื้นที่ของ “ความจริง” ยิ่งในเนื้อข่าวดังกล่าวเป็นการผสมกันระหว่างสถาบันที่พยายามจะยึดกุม/สถาปนา “ความรู้” และ “ความจริง” ในที่นี้คือ สื่อและสถาบันการศึกษา ที่มาในรูปแบบของงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านรับข้อความเหล่านั้นไปในฐานะความจริง เช่น เก้งกวางฉิ่งฉับเป็นสิ่งที่น่าอนาถ การเสพสื่อลามกเป็นความวิบัติหายนะที่เยาวชนไทยกำลังเผชิญและทำให้สังคมไทยที่สะอาดสะอ้านและสถิตสถาพรมาอย่างยาวนานเน่าเฟะลง

ความจริงเหล่านั้นใช่ความจริงหรือไม่? เป็นข้อเท็จจริง? หรือการตีความ? “ความจริง”ที่ถูกนำเสนอนั้นถูกนำเสนอจากจุดยืนแบบไหนกันแน่? ไม่ใช่ตัวสื่อที่ถูกนำมาถ่ายทอดเท่านั้น แต่แม้แต่งานวิจัยเองก็เป็นสิ่งที่น่าสงสัยได้เช่นกัน

“ภาษา” เป็นเครื่องมือสำคัญใน “ประกอบสร้าง” ความจริง เป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอย่างเนิ่นนานว่า ในการที่จะพูดถึง “ความจริง” ใดๆก็ตาม จะสามารถพูดได้อย่างเป็นกลาง ไร้ลำดับชั้น ไร้อคติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นการถกเถียงในระดับที่สูงขึ้นไป เพราะภาษาที่ปรากฏในเนื้อข่าวเป็นภาษาที่ใช้เพื่อแสดงลำดับชั้นและอคติอย่างไม่ปิดบังอำพราง เช่นการเล่นคำและใช้กลวิธีทางภาษาอย่างเก๋ไก๋ว่า

เรียนรู้เรื่องเพศสังคมไทยตุปัดตุเป๋ วัฒนธรรมประเพณีซวนเซ เมื่อแนวโน้มชายรักชาย หญิงรักหญิง พุ่งสูงขึ้น

ข้อความนี้เขียนค่อนข้างคลุมเครือ แต่ส่อไปว่าเรื่องเพศในสังคมไทยมีลักษณะที่บิดเบี้ยวไปจากที่ถูกที่ควร ทำให้สิ่งที่เคยดีงามหายไป เนื่องจากรสนิยมทางเพศที่แตกต่างพุ่งสูงขึ้น

ไม่ใช่แค่เรื่องเพศเท่านั้นที่ถูกทำให้มีลำดับชั้น มีผิดมีถูก แต่การพูดถึง “คน” เองก็เช่นกัน การเน้นย้ำว่าเยาวชนระดับหัวกะทิ ใช้คำว่าแม้กระทั่ง นักศึกษาแพทย์ก็มีการเสพสื่อลามกด้วยเหมือนกัน มันแสดงให้เห็น สมมุติฐาน(assumption)หรืออคติบางอย่างที่มองว่าเยาวชนกลุ่มนี้ต่างออกไปจากคนทั่วๆไป ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันไม่ได้มีอะไรแปลกเลย แค่เรื่องดูหนังโป๊ จะว่าไป ใครๆก็ดู

เมื่อดูที่ผลของงานวิจัยก็ยิ่งน่าขบคิดเข้าไปใหญ่ ว่าผู้วิจัยมอง “สื่อลามก” กับ “นักศึกษา” สื่อลามก หนังโป๊หรือเรื่องเพศ อันเป็นของที่ติดอยู่กับตัว เป็นเรื่องส่วนตัว มันสัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของสังคมขนาดนั้นเชียวหรือ รัฐมีความจำเป็นต้องเข้าไปกำกับจัดการเยาวชนที่เยาวชนจะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองในที่ส่วนตัวด้วยหรือ หรือแม้แต่คำถามที่ว่า การมีรสนิยมทางเพศอื่นๆซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของบุคคล และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในที่รโหฐาน มันต้องน่าวิตกกังวลหรือน่าเข้าไปยุ่มย่ามด้วยหรือ

ผลของการวิจัยเอง แม้ว่าการสัมภาษณ์หรือการเก็บข้อมูลอาจจะถือว่ามันเป็นfactก็ได้ แต่จริงๆมันก็ไม่เชิง มันขึ้นอยู่กับคำถามและคำตอบที่นำไปใช้ กลุ่มตัวเอง และสมมุติฐานบางอย่างของผู้วิจัยเองในการแสวงหาคำตอบเหล่านั้น จากงานนี้แสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยมองเรื่องความปรารถนา(desire)และเพศ(sex)อยู่บนฐานคิดที่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีและต้องการการควบคุม ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมาสรุปง่ายๆและกำหนดเป็นแนวนโยบายต่อไป

วิธีการนำเสนอข้อมูลก็เหมือนกัน แสดงให้เห็นการตีความและจับสองสิ่งมาวางต่อกันเพื่อjustifyสิ่งที่พยายามพูด ทั้งๆที่อาจจะไม่เกี่ยวกันเลย เช่นการบอกว่าเยาวชนเข้าถึงสื่อลามกได้ด้วยวัยที่เฉลี่ยน้อยลงคือ10ปีบ้าง13ปีบ้าง ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการเข้าถึงนั้นนำไปสู่อะไรหรือไม่ รวมถึงการพูดถึงการพบความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันในกลุ่มตัวอย่าง จริงๆก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นหรือเป็นเรื่องใหม่อะไรในสังคม ถ้ามองในอีกแง่ ก็อาจตอกย้ำประเด็นเรื่องเพศและรสนิยมทางเพศที่ลื่นไหลไม่ผูกติดกับรักต่างเพศก็เป็นได้ (ก็แล้วแต่จะตีความข้อมูลนั้น)

เขียนมาแบบงงๆ กระโดดไปกระโดดมา แต่ก็เห็นด้วยกับเนื้อความในข่าวนั้นส่วนท้ายคือ

รู้จักเลือกรับสื่อที่เหมาะสม…ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลในการเลือกบริโภคสื่ออย่างชาญฉลาด

ดังนั้น เราจึงควรเริ่มรับสื่ออย่างชาญฉลาดทันที ซึ่งสื่อนั้นก็คือตัวข่าวนี้เองและเริ่มตระหนักว่า “ความจริง” ที่ถูกนำเสนอนั้นไม่ใช่ความจริงที่ตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วยมายาและอคติจำนวนมากที่ถูกสร้างบนหลักคิดบางอย่าง ที่มีการกดทับกีดกันและสร้างตราบาปให้กับคนที่มีตัวตนจริงๆในสังคม จึงเป็นหน้าที่ของเราเองที่ต้องระแวดระวัง ตั้งคำถามและวิพากษ์กับ“ความจริงที่แสนบิดเบี้ยว”นั้น

ก่อนจบ อยากลองตั้งคำถามดูว่า เรื่องที่ถูกแสดงความวิตกกังวลมาอย่างที่พูดไปแล้ว มันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ไม่ทราบว่ามันมีผลอะไรกับสังคมเท่ากับการเสนอของสื่อเองที่เข้าถึงคนหมู่มากและผลิตซ้ำอคติเหล่านั้นอย่างล้าหลัง ไปจนถึงการนำเสนอเรื่องอื่นๆของสื่อเองมันช่วยจรรโลงสังคมมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่มักพาดหัวข่าว เช่นภาพสยองขวัญต่างๆจากอุบัติเหตุ ภาพผู้เสียชีวิต ภาพของแปลกประหลาดให้หวยและการแห่แหนบูชา หรือภาพหวอหลุดเต้าโผล่ของดาราต่างๆ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจแสดงให้เห็นความวิตถาร(perversion) อันเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งการลุ่มหลง(obsession)กับภาพเหล่านั้น อาจมองว่าเป็นการเสพติดหรือfetishอย่างนึง ซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าการเสพpornหรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันก็เป็นได้ ลักษณะfetishในสื่ออาจจะพูดถึงในโอกาสหน้า

Next Story — This is Your Life in Silicon Valley
Currently Reading - This is Your Life in Silicon Valley

Silicon Valley — Photo Credit — Vadim Kurland

This is Your Life in Silicon Valley

You wake up at 6:30am after an Ambien-induced sleep. It’s Friday. Last night at The Rosewood was pretty intense — you had to check out Madera and see if there is any truth to the long running Silicon Valley rumors. You were disappointed, but at least you did get to see a few GPs from prominent VC firms at the bar. Did they notice you? Did you make eye contact? You remind yourself they are not real celebrities — only well known in a 15-mile radius to the Techcrunch-reading crowd.

Your non-English-speaking nanny shows up at 7:30am on the nose. You are paying her $24/hour and entrusting her (and Daniel the Tiger) with raising your child. You tell yourself that it’s ok for now — when he’s old enough he’ll (someday) be in public school in the Palo Alto school district.

You commit to being a better parent this weekend and spending more quality time with him as you browse through the latest headlines on Flipboard. You recently realized he may not be the next Mark Zuckerberg after all — still you send him to a music school even though he’s only 3. You swear he’s a genius because he can say a few 4-syllable words and can clap perfectly to the beat of “Call me Maybe”. He’s special. He is destined for greatness and you’ll make sure he achieves every ounce of it. After all, both of you are so smart and accomplished.

Cal Academy of Sciences — Photo Credit: Brook Peterson

You ask your nanny if she has any availability to watch your son this weekend. Bummer — you wish Cal Academy of Sciences hadn’t sold you on the annual pass 11 months ago. You figured you’d be going there every weekend, but only ended up going the one time. Not a break even proposition for you.

Your wifi enabled coffee maker downloads the perfect instructions to brew a cup of Blue Bottle — and you don’t have to do anything. The Roomba purrs in the background while you continue to read from your smartphone. You see a few articles about Trump and how crazy he is — somehow this comforts you.

You decide to share an article about Brexit from “The Atlantic”, which will somehow shed light to all your friends as to why it happened. The article is 1,000 words long — you only read half of it, but that’s good enough. It captures all the arguments you’ve been wanting to make for the past two months to your friends. Will this be the Facebook post that finally spurns your friends into action? You realize your Facebook friends all agree with your political views and social views already.

Fifteen minutes — only 3 likes — better luck next time. The Facebook Newsfeed algorithm totally fucked you — you should have shared from your browser, not your phone, and perhaps at a more optimal time.

But then you realize another friend already shared the article. You feel stupid.

Youtube office in San Bruno — photo credit Travis Wise

Your spouse hurriedly gets ready for work — you are a two income family and you have to be one for now. The spreadsheet shows that with only three more years’ savings, you can finally afford that 2 bedroom condo in San Bruno. So what if the weather is shitty 340 days out of the year? At least you’ll be homeowner in the Bay Area — and nothing says you’ve “made it” like being able to afford a down payment. Besides, San Bruno is “up and coming” — and Youtube has an office there.

Your commute to work sucks, but at least its an opportunity to catch up on Podcasts so you can have great conversations over cocktails with your friends. Should you listen to “Serial Season 2” today? Or should you listen to that amazing “Startup” podcast? So many choices, so little time. You instead decide to expand your horizons by trying a new playlist on Spotify — something about Indian-infused-jazz music. It sounds great. It makes you feel cultured.

You decide to park your car using “Luxe” today. You justify it to yourself by saying that parking garages are only $10 less expensive. And you have to spend all of that time walking back and forth. And besides — today you are meeting some friends after work for dinner and you’ll be on the other end of town. You can’t decide whether you’ll take Uber or Lyft to the dinner from your office — decisions, decisions.

You are the Director of Business Development at your startup. You aren’t even sure what that means, but the startup seems to be doing well. Your company recently raised a round and was featured in Techcrunch. You have 5,000 stock options. You aren’t exactly sure what that means, but that must be good. If you exit, maybe that will mean money toward a down payment.

Your day starts in Salesforce. You have to email a bunch of people. You briefly contemplate a business idea you have that will totally kill Salesforce and Facebook at the same time. But you need a technical co-founder. Eventually you’ll get to it — after all, you’re smart and destined for greatness yourself. And your friends all tell you how you should start something someday.

Your 27-year-old CEO calls an ad-hoc all-hands meeting and regales about company culture and how your mission is to “kill email because it’s broken”. He wants to make every enterprise company in the world switch to your product. He’s never worked for an enterprise company, or any other company at all.

The sales team got rowdy the night before. They missed their quota, but it was not their fault — it was implementation’s fault for fucking up a major deal. Also — marketing didn’t send them enough inbound leads for them to hit quota. Maybe next quarter. You trade emails with your college buddies on Gmail about how ridiculous Kevin Durant is for joining the Warriors. You come to realize email is working just fine for you. You feel depressed for a moment. Your summer intern is trying to figure out a Snapchat strategy.

Philz Coffee — photo credt: Rick.

It’s time for that afternoon coffee to keep you going through the day. You head over to Philz with some co-workers. You order a vegan donut and very clearly ask the barista for 3 Splendas. He was clearly a Splenda short, but the line is long and you want to be civil. You are above mentioning something like this to the barista — you let it pass and feel a “micro aggression” bubbling inside.

You have to decide where to go for dinner tonight. You look at Yelp for a place that’s within 1 mile and is rated at least 3.5 stars. But really you’re looking for something 4 stars plus and at least $$$. What will your friends think of you if you pick a place that’s too cheap? But you also don’t want to go $$$$ because that’s too expensive. You have good taste. This comforts you.

You realize your reservation with your spouse at the French Laundry is coming up this weekend. Your calendar app reminds you of this. You’ve been looking forward to it for months. You can’t wait to take perfectly Instagrammed photos of the meal to go along with your perfectly Instagrammed life.

#San Francisco is trending on Twitter. You realize the San Francisco journalism community is angry about something — they are full of rage at the way a homeless person is being treated. The reporters all share photos and videos of the homeless person, but no one talks to him.

It’s time for some afternoon Facebook browsing. Your friends are all doing SO well. You are secretly jealous of your friend who just bought a house in the Noe. You speculate as to how rich they must be after their exit from LinkedIn. Even though they were only employee #500 they must have done well. You briefly try to do the math in your head. Maybe that can be you at your current startup. It’s only a matter of time.

More browsing. One friend was employee #5 at a company that just sold to Twitter. They must have made so much money, you think. You like the status, but you are jealous. Another friend’s kid seems to be more advanced than your kid based on the Vine they just shared of them playing the piano. Damnit, need to be a better parent.

You go to Redfin to see how much they paid for their house.

You briefly daydream about how you once had an opportunity to work at Google pre-IPO. And that you could have joined Facebook right after IPO — and imagine that — the stock price has tripled in a short amount of time. Would that have been the big break you needed?

Your CEO grabs you in a panic and asks you to do a quick analysis for a board member. The board member was base jumping in Mexico and panicked about something related to burn rate and strategy. The CEO’s job is at risk.

Microsoft Excel — photo credit Collin Anderson.

You do the grunt work and analysis, and finish it just in time for him to breathe a sigh of relief and tell you what an “Excel Ninja” you are. Your analysis makes you realize the company maybe should have saved money on office space, and perhaps the rock climbing wall and Segways. You realize your CEO knows nothing about your business.

Your mind briefly drifts off and you think — “is this all really worth it? should I move to Seattle, Austin, or maybe even Florida?” After all there is no state tax and you could live a great quality of life there with an actual house with your beautiful family.

You browse Redfin again. Hmmm. Maybe not Austin — what about something less ambitious like Fremont, Morgan Hill or Milpitas? That wouldn’t solve your commute problems, you think. It would be more affordable though.

Delicious looking cupcakes — photo credit Frederic Bisson.

You know what? If you move to Austin you could somehow get by. After all your spouse is so amazing at baking. She could easily make a living selling her cupcakes — she has so much talent as a cook and you could afford culinary school. Worst case, she also has an amazing knack for craft jewelry. The three pieces she sold on Etsy last month are evidence of that. How talented both of you are.

And hey — if you move to Austin, you can finally build that home with a “Zen minimalist” theme you’ve been dreaming of. You go to Bluhome’s website — their design aesthetic perfectly matches yours. You just need to save the money to make it happen. You browse Pinterest and Houzz for ideas on how to decorate the interior. Is Red or Navy Blue TOO bold of a color? You don’t know. Maybe you should use an on-demand service for that.

You forgot to order groceries and the nanny needs milk for your kid ASAP. She texts you frantically in broken English. Thank goodness for Instacart — you spend $10 in delivery costs, but you need to add a bunch of items to your cart to hit the minimum threshold. You add a few squeezies, some bananas and a few artisan cheeses to hit the mark. You realize you haven’t stepped into a grocery store for months — but don’t worry — your opportunity cost of time is way too high at the moment. Especially if you factor in those stock options.

Almost time for dinner. You are having dinner tonight with the “Chief Hacking Officer” at the company and the “VP of Awesomeness”. You arrive at the restaurant, and they marvel at your taste — nice job surfing Yelp.

Your dinner conversation centers around how autonomous vehicles are going to be better in the long run than ordinary cars for a variety of reasons. And something about how Elon Musk handles meetings. You are all too busy making your own points and citing articles to really listen to each other. You order the $17 dollar Risotto and the $9 glass of Pleasanton-brewed IPA.

On your ride home you find the time to catch up on the Malcolm Gladwell podcast. What an interesting guy he is — he’s so smart and he makes you think about things.

After coming home you briefly use that “7 minute workout” app, which scientists have proven is way more effective than a one-hour cardio workout. You got your exercise in for the day — nice work.

You and your spouse get ready for bed. What’s in your Netflix queue? Well, you have to catch up on “Making a Murderer” since it’s been all over the news lately. And let’s not get too far behind on “Mr. Robot” since it’s so critically acclaimed. For lighter fare, and if you have time, you can always try “Last Week Tonight” — John Oliver always says exactly what you’re thinking in your head — just funnier than you would have said it.

You quietly shuffle to bed, tired from the long, hard day. You check your email, Twitter, Facebook and Snapchat one last time before bedtime. You don’t think you’ll have enough energy to check LinkedIn today — and besides — their mobile UI is not very good. Maybe you can start a company that will disrupt LinkedIn? They did just sell for a bunch of money after all.

Your last thought before bed — should you switch to the Android ecosystem? You are on the “S” iPhone replacement cycle and you are getting impatient. But then you realize you are so heavily invested in the Apple ecosystem that it may not make sense.

Vipassana Retreat — photo credit kinnla.

You briefly use mobile Safari to browse for Vipassana retreats — you hear a 10 day retreat in Soquel may be the ticket to shake things up. You realize it’s not going to be possible. You download a meditation app. You turn it off. You don’t have time.

You briefly recall your ride home on the 280 tonight. The sun was setting. It was beautiful. You realize you live in paradise.

Sign up to continue reading what matters most to you

Great stories deserve a great audience

Continue reading