สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นนนน [Ep 20]

หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานานมาก วันนี้มีเวลานิดนึงเลยคิดว่าจะบันทึกเรื่องราวชีวิตช่วงนี้ไว้หน่อย

เริ่มต้นด้วยสิ่งที่เป็นความภูมิใจล่าสุด ได้แก่ การเดินขึ้นเนินได้แบบต่อเนื่องและไม่ต้องหยุดพักกลางทางอีกแล้ว ก่อนอื่นจะอธิบายก่อนว่าทางไปมหาลัยเป็นเนิน คือไม่ว่าจะมาจากทางไหนก็ต้องขึ้นเขา ยกเว้นขึ้นรถรางในเมืองไปสวนพฤกษศาสตร์แล้วเดินลงมา สำหรับทางจากที่พักเราไปมหาลัยจะมีเนิน 2 เนิน เนินแรกไม่ชันมาก น่าจะประมาณ 30 องศาแต่มันยาว ตอนแรกที่เดินจะต้องหยุดพักกลางทางแล้วเดินต่อ แต่ว่าตอนนี้เดินไปได้เรื่อยๆไม่ต้องหยุดแล้ว

ส่วนด่านที่สองคือเนินทางลัด ชันมาก ชื่อว่า Mount street ซึ่งชื่อก็บ่งชัดอยู่แล้วว่าเป็นทางขึ้นภูเขา อันนี้ไม่ยาวมากแต่ชันมากๆ แล้วที่ตลกร้ายคือบนยอดเนินก่อนถึงมหาลัยจะมีสุสานเล็กๆอยู่ทางซ้าย คือ เอาไว้สำหรับคนที่เดินขึ้นมาแล้วเหนื่อยจนตายใช่มั้ย

ของจริงชันมาก ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องหยุดเดินประจำ ไม่ไหว
Mount Street

ความภูมิใจอย่างที่สองคือได้ไปเข้าเรียนวิชาสถิติ ชีวิตนี้คงหนีไม่พ้นเลขแล้วน่ะ ตอนม.ปลายเรียนสายภาษาเพราะอยากหนีคณิต ป.ตรี ป.โท ยัน ป.เอก เจอเลขตลอด เหมือนยิ่งไม่ชอบยิ่งเจอ แต่ดีที่ตัดสินใจแล้วว่าเราจะไม่เกลียดมัน ปีที่แล้วลองเรียนคณิตด้วยตัวเองจากยูทูป ก็สนุกดีนะ แม้ว่าจะยากก็เถอะ รู้สึกได้ฝึกสมอง

คลาสสถิติที่ไปเข้าเป็นเหมือนสถิติ 101 สำหรับเด็กป.ตรี ฟังดูง่ายใช่มั้ย ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจว่าวิชาคณิตของฝรั่งง่ายกว่าเอเชีย อันนี้ส่วนตัวคิดว่าจริงและไม่จริง ส่วนที่จริงคือทฤษฎี ในวิชาเลขพื้นฐาน เราไม่ต้องคำนวณหรือจำสูตรอะไรมาก เพราะเค้าจะสอนแนวคิดง่ายๆ เวลาสอบมีสูตรให้ มีเครื่องคิดเลขให้ ซึ่งในไทยไม่มีแบบนี้แน่นอน แต่ส่วนที่ไม่จริง คือ มันง่ายในด้านทฤษฎี แต่ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งไม่เก่งคณิต การเรียนคณิตเค้าจะเน้นการประยุกต์ใช้ เช่นให้คอนเซปต์มาแล้วมันจะต้องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน คือรู้ว่าเรียนแล้วเอาไปทำไรได้บ้าง ฉะนั้นเลขพื้นฐานที่นี่จะเน้นให้เอาไปใช้ได้จริงมากกว่า เน้นความเข้าใจแบบองค์รวม คือไม่ใช่รู้ว่าทำโจทย์ยังไงอย่างเดียวแต่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรด้วย ส่วนในระดับมหาลัยพวกสายวิทย์เค้าก็เรียนวิชาเลขหนักๆเหมือนประเทศอื่นๆนั่นแหละ

คลาสที่ไปเข้ามีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจหลายข้อเหมือนกัน อย่างแรกคือไม่มีคะแนนเข้าห้อง มันเป็นคลาสใหญ่เรียนในห้องบรรยายแบบสโลป จะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ แล้วแต่สะดวก การประเมินผลมีให้เลือกสองแบบ คือ แบบสะสมแต้ม กับแบบสอบทีเดียว 100 คะแนน แบบสะสมแต้มคือให้ส่งงานในเทอม มีสองสามงานรวมกัน 65 สอบไฟนอลอีก 35 และวิธีคิดคือ นศ สามารถทำได้สองแบบ เค้าจะเลือกเอาแบบที่ นศ ได้คะแนนเยอะที่สุด

คลาสสถิติ

วิชานี้มี TA 4–5 คนเป็น นศ ป.เอกสาขาสถิติและฟิสิกส์ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยแจกชี้ต ตรวจการบ้าน ติวให้ นศ ที่ไม่เข้าใจ ประสานงานเรื่องส่งงานเลท อาจารย์สอนอย่างเดียว เค้ามี Coordinator ช่วยประสานงานและจัดการเรื่องลงทะเบียน เรียนไปถ้าไม่ไหวก็ดรอปได้ เอาที่สบายใจ แต่ลงหลายทีก็ไม่ดี เพราะค่าเทอมแพงมากๆ

เพื่อนร่วมชั้นมีหลากหลายมาก จากหลายคณะ ป.ตรี ป.โท ป.เอก คนแก่กว่าอาจารย์ (ที่ดูว่าแก่แล้ว)ก็มี แม่มาเรียน เอาลูกน้อยมานั่งฟังด้วยก็ได้ อาจารย์แต่งกายสบายๆ เชิ้ตคอปก กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น ส่วน นศ นั้นหลากหลายมาก สายเดี่ยว ขาสั้นก็มี นศ ที่นี่มีความเคารพสิทธิคนอื่น คือแม้ว่าจะไม่ตั้งใจเรียนก็จะไม่คุยเสียงดัง หรือถ้าไม่อยากมาเค้าก็โดด จะไม่มีมานั่งคุย นั่งหลับ นั่งกินขนมเล่นมือถือในห้อง ที่เค้าดูตั้งใจเรียนส่วนหนึ่งเพราะนักศึกษาที่นี่ทำงานส่งตัวเองเรียน ฉะนั้นเวลาเรียนก็ต้องตั้งใจให้ผ่านจะได้ไม่เสียเงินค่าเทอมหลายรอบ

ค่าเทอมที่นิวซีแลนด์ ถ้าเทียบกับออส อังกฤษหรืออเมริกา ถือว่าถูกกว่ามากๆ แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตลำเค็ญคือค่าเช่าที่พัก แพงมากๆๆๆๆๆๆๆ หายากอีก ค่าอาหารก็แพงเช่นกัน ยกเว้นกาแฟที่ราคาใกล้เคียงกับเชียงใหม่ คือประมาณแก้วละ 50–120 บาท

อีกเรื่องที่ภูมิใจคือการที่สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศตอนกลางวันของที่นี่ได้แล้ว 16–17 คือสบายๆ 20 คือร้อน วันนี้ 21 เลยใส่กระโปรงไปเรียน เรียวขาต้องได้รับแสงแดดบ้าง 5555

วันไหนฝนตกหรือลมแรงจะหนาวมาก เมื่อวานลมแรงมากๆ ประมาณ 125 กม.ต่อชั่วโมง

เหตุการณ์สำคัญอีกเรื่องคือ วันนี้ไปเข้าเฝ้าซุปเพื่อคุยงานเป็นครั้งแรก สามสิบนาทีแรกพากันคุยเรื่องที่พัก อากาศ ของกิน ก่อนหน้านั้นเตรียมรีวิวโน้ตไปเยอะมาก จัดระเบียบประเด็นที่จะคุยไปอย่างดีจะได้ไม่เสียเวลาอาจารย์

โดยรวมการพบซุปครั้งนี้คือสนุก ให้คะแนน 4/5 การพูดคุยมันก็เหมือนได้จัดระบบความคิดจากการอ่านมาเยอะ แต่ข้อมูลมันไม่ผสานกัน มันยังสะเปะสะปะ ซุปทำให้เรารู้ว่าเราไม่รู้ แต่เรารู้สึกว่าสบายใจ คือตอนนี้การรู้ว่าเราไม่รู้ หมายถึงว่าเรามาถูกทางแล้ว เรื่องงานที่จะทำมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีรายละเอียดซับซ้อน การเรียนการสอนในห้องคือด้านหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น มันยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก การไม่รู้ก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการการเรียนรู้ ส่วนตัวคิดว่ามันมีความ fascinating มันทำให้เราอยากรู้มากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ แม้ว่าจะอ่านจนเมื่อยก็เถอะ (ซุปให้หนังสือมา 8 เล่ม สำหรับการพบปะครั้งต่อไปต้องเอาไป discuss)

ห้องทำงานซุป มีเพลงเปิดคลอแบบเย็นๆ

อีกเรื่องที่ fascinating คือซุป การคุยกันครั้งนี้ทำให้รู้ว่าเค้าเป็นคนที่ฉลาดมากๆคนนึง คือมีวิธีการตอบคำถามที่สะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจและการเปิดกว้างทางความคิดมากๆ และการคุยเรื่องที่เราสนใจเหมือนๆกันกับคนวงใน (ในแวดวงเรื่องงานของเรา)เป็นสิ่งที่กระตุ้นความคิดได้ดีมากๆ เวลาอ่านงานพวก big names ในวงการ Applied Linguistics มันก็จะมีชื่ออาจารย์หลายๆคนที่เราจำได้และอยากรู้จักเพราะเราชอบงานเค้า พอได้เจอได้คุยเรื่อง paper นั้นด้วยด้วยมันก็เหมือนคนที่ชอบดาราแล้วได้เจอตัวเป็นๆน่ะ 555

สิ่งที่ชอบคือเวลาไปคุยด้วยแล้วเราไม่รู้สึกว่าโง่ แต่เรารู้สึกว่าเราก็สามารถ contribute อะไรในการ discuss ได้บ้าง มันทำให้การคุยงานสนุก แต่พอออกจากห้องมาคือมึนนะ เหนื่อยมากเพราะต้องคิดตามอยู่ตลอด มันเหมือนโดนอัดข้อมูลเข้าใส่เยอะๆ บางทีสมองก็ประมวลไม่ทัน แต่ด้วยความที่เป็นคนฉลาด (คิดไปเอง)ก็ได้สั่งซื้อเครื่องอัดเสียงไว้แล้ว จะเอาไปอัด discussion ครั้งต่อไป

ส่วนสถานการณ์การเข้าห้องน้ำแล้วไม่มีความสุขได้รับการแก้ไขแล้วด้วยการสั่งซื้อที่ฉีดชำระแบบพกพาจากอีเบย์ สวรรค์มากๆ อีกเรื่องที่ดี คือพี่คนไทยที่เพิ่งกลับมาจากไทยทำแกงส้มให้กิน ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล

แกงส้ม

คติประจำวัน: เรียนหนักต้องพักด้วย