Untitled crossover “Veronica Mars” and “Max Payne” Fan fiction


DISCLAIMER: I do not own Veronica Mars series and/or Max Payne series. This story is fictional. It did not, will not happen. No libel etc. intended.

Title: untitle crossover Veronica Mars and Max Payne

Date written: March 15, 2015

Words: 6,644

Characters/Pairings: Varonica Mars, Max Payne, Norris Clayton

Genre: Neo Noir, Action, Crime.

Warnings: none.


ครั้งแรกที่ฉันเจอเขาตัวเป็นๆ มันออกจะอึกทึกอยู่สักหน่อย และใช่ เข้าขั้นวอดวายก็ว่าได้

ทุกอย่างมันเริ่มจากคดี แหงล่ะ อะไรๆ ในชีวิตฉันต้องเริ่มจากมีใครสักคนตายจริงไหม… ตำรวจบอกว่ามันเป็นการบุกปล้นบ้านที่เกิดความผิดพลาด ซึ่งภาพการณ์ก็ดูออกจะเข้าเค้า มีเศษกระจกเกลื่อนกลาด สัญญาณกันขโมยยังคงทำงานแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ โต๊ะตู้ลิ้นชักถูกรื้อเละเทะ และศพลูกสาวรองประธานหอการค้าแห่งเมืองเนปจูนนอนจมกองเลือดอยู่ตรงก้าวสุดท้ายก่อนถึงห้องนิรภัย… ร่างบอบบางในชุดนอนแดงฉาน ดวงตาสีเขียวที่ไม่สะท้อนสิ่งใดทำให้มันดูเหมือนคราบตะไคร่คล้ำบนโขดหินสกปรก ใครบอกคนตายเล่านิทานไม่ได้? เมื่อคุณจ้องเข้าไปในหลุมมืดดำที่เคยเรียกว่านัยน์ตานั่น ไม่มีทางเลยที่คุณจะไม่สดับสำเนียงแห่งความตายนั่น และเมื่อมันเริ่มคร่ำครวญ มันจะไม่มีวันหยุด จนกว่าคุณจะได้มองตาของใครสักคน แล้วรู้ว่าไอ้คนนั่นแหละ ที่พรากชีวิตเธอไป

การปล้นที่ผิดพลาดเหรอ? คุณบอกหนังสือพิมพ์ได้ บอกสื่อได้ แจกภาพจากแฟ้มตำรวจ (ซึ่งแน่นอน บางภาพถูกดึงออกอย่างมีนัยยะสำคัญ) แก่สื่อแต่ไม่อนุญาติให้ใครเข้าใกล้ที่เกิดเหตุในรัศมีห้าสิบเมตร ให้นายอำเภอจอมฉ้อฉลแต่งตัวเนี้ยบหวีผมเรียบแปล้ขึ้นไปท่องบทที่ถูกซักซ้อมคำโกหกมาเป็นร้อยๆ รอบต่อหน้าทีวีทุกวันจนกว่าคนจะเชื่อก็ได้ แต่ทุกคนรู้ ไม่ช้าก็เร็วความจริงจะส่งกลิ่นลอดเร้นร่องแยกแห่งการปกปิดเหมือนกลิ่นศพซากเน่า และตอนนั้นเอง หายนะของเมืองท่องเที่ยวที่ควรเป็นเมืองสงบ ปลอดภัย และเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยมแข็งขันก็จะมาถึง… อีกครั้ง

โอเค เนปจูนเจอเรื่องเสื่อมเสียมามากเท่ากับเม็ดทรายบนหาดสกปรกนั่น แต่ฆาตกรต่อเนื่องเป็นสิ่งเกินรับสำหรับเมืองอันเปราะบางและฟอนเฟะแห่งนี้ และในฐานะที่ฉันเคยผ่านมันมาแล้ว บอกได้เลยว่าฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะรับกับเรื่องแบบนี้ได้อีกหรือเปล่าเหมือนกัน

สัญลักษณ์รูปตัวอักษร V ไขว้ด้วยรูปเข็มฉีดยาไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นในคืนที่สาวน้อยถูกฆ่า แต่มันแฝงกายอยู่ในเนปจูนมากว่าครึ่งปี ซุกซ่อนอยู่ในแฟ้มคดีที่ถูกลืม หลบลี้ตามซอกหลืบตึกร้างที่ไร้ผู้เหลียวแล ละเลงบนศพขี้ยา อาชญากรปลายแถว คนจรจัดที่ตายดับอยู่บนกองขยะ ไร้คนสนใจ ไม่มีชื่อบนหลุมฝังศพ มีอยู่อย่างไร้ตัวตนและหายไปอย่างไร้ตัวตน เหมือนเกลียวคลื่นพัดกระทบหาด สลายกลายเป็นฟองอากาศ เลือนหายไปกับผืนทรายอย่างเงียบงัน

แล้วฉันรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงน่ะเหรอ? แค่ต้องเงี่ยหูฟังเท่านั้น ความลึกลับกระซิบกระซาบล่องลอยอยู่ในอากาศ รอให้เราได้รับรู้… พูดสมบัติสำนวนไปงั้นแหละ เอาให้เข้าใจง่ายก็แค่หนึ่งคำ ‘วิทยุ’

ในสำนักงานนักสืบมาร์สของเรา จะมีวิทยุสื่อสารแบบตั้งโต๊ะอยู่เครื่องหนึ่งที่ได้มาตั้งแต่สมัยพ่อของฉันเป็นนายอำเภอ แม้ว่าสภาพของมันจะดูเก่ากว่าอายุจริงของมันมาก (ซึ่งก็เหมือนพ่อฉันนั่นแหละ) แต่ยังใช้การได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย (อันนี้ชักไม่ค่อยเหมือน แต่ก็นะ มันไม่เคยโดนรถจิ๊ปขนาดพันแปดร้อยซีซีพุ่งชนอย่างพ่อฉันนี่หว่า) เมื่อครั้งเราเปิดสำนักงานใหม่ๆ พ่อมักเปิดมันคลอไปกับเสียงวิทยุ FM และโทรทัศน์นอกห้องทำงาน หูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยินรหัสแจ้งความที่น่าสนใจอย่างเช่นเหตุฆาตกรรมหรือยาเสพติด แต่ก็ห่อเหียวคอตกในวินาทีต่อมาที่รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิอำนาจอะไรไปขานรับรหัสเหล่านั้นต่อไปแล้ว ต้องใช้เวลานาน… นานมาก กว่าเสียงวิทยุนั่นจะเงียบไปจากสำนักงานเราอย่างถาวร ฉันยอมรับว่า บางครั้งฉันก็รู้สึกสมเพศพ่ออยู่นิดๆ แต่ก็เข้าใจพ่อนะ นิสัยบางอย่างมันแก้กันยาก

จนกระทั่งฉันก้าวเข้ามานั่งตำแหน่งนักสืบอาชีพหลักของสำนักงาน เอนหลังบนเก้าอี้อ่อนยวบที่พ่อเคยนั่ง มองห้องในมุมมองที่พ่อเห็น และฉันพบว่าวิทยุเครื่องนั้นยังคงตั้งเปล่าดายอยู่ในลานสายตา ไม่เปิดเครื่อง แต่ไม่ถูกยกไปไหน… รู้ตัวอีกที ฉันก็นั่งอ่านรายการความหมายของรหัสขานวิทยุสื่อสารแห่งสำนักงานนายอำเภอเมืองเนปจูน พร้อมกับเงี่ยหูฟังเสียงอู้อี้จากลำโพงแก่เก่านั้นเสียแล้ว ไม่รู้หรอกนะว่าทำไปทำไม บางทีฉันอาจพยายามเข้าใจพ่อ ลองคิดแบบที่พ่อคิด เห็นโลกอย่างที่พ่อเห็น หรือไม่ก็แค่เบื่อหน่ายกับการนั่งหง่าวตอนบ่ายแก่ๆ ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากจ้องไปที่ประตูพร้อมกับภาวนาให้ลูกค้ากระเป๋าหนักเปิดมันเข้ามาสักครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่คุณได้ยินอะไรบ่อยๆ ซ้ำๆ ในความถี่ที่กระชั้นขึ้นทุกวัน ไม่ว่าคุณจะตบะแก่กล้าแค่ไหน สุดท้ายคุณก็ต้องตะกายไปหาคำตอบว่า ‘มันเรื่องอะไรกันแน่’ จนได้จริงไหม?

และที่ฉันได้ยิน คือคำว่าจอห์น โดว์ ตามด้วยรหัสรายงานการเสียชีวิตดังขึ้นบ่อยครั้งอย่างน่าแปลกใจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

จอห์น โดว์, เจน โดว์, เจมส์ โดว์, ชื่อเฉพาะกาลของบุคคลนิรนามในเอกสารเจ้าหน้าที่รัฐ คนไร้หน้า ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน ปรากฏขึ้นซ้ำๆ กระจายทั่วเมืองเนปจูนราวกับผีร้ายที่ไม่ยอมไปสู่สุขคติ มันน่าแปลกที่มีคนตายเฉลี่ยสามศพต่อสัปดาห์ต่อเนื่องกันมานานหลายเดือนเช่นนี้มันควรมีใครสักคนกล่าวถึง ห้องเก็บศพควรแออัดยุ่งเหยิง รายงานคนตายกองพะเนินบนโต๊ะนายอำเภอ และเสียงก่นด่าออกอากาศของประชาชนผู้หวาดกลัวผ่านช่องวิทยุ FM ของเมือง แต่เปล่า ทุกอย่างเงียบเหมือนสายลม ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบกระซาบ นี่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นบ้า สดับรู้ถึงภาพหลอนที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนนางเอกหนังสยองขวัญที่ได้ยินเสียงปีศาจกระซิบเพียงคนเดียวในเรื่อง ถูกหลอกหลอนเพียงลำพัง

“รู้ไหมทำไมพ่อถึกปิดมัน เวโรนิก้า?” พ่อกล่าวตอนที่เห็นฉันหัวหมุนอยู่กับการจดข้อมูลตามวิทยุอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เป็นเหมือนคำเปรียบเปรยมากกว่า “นี่แหละเหตุผล เราไล่ตามเสียงเรียกพวกนั้นไปตลอดกาลไม่ได้หรอกวี สุดท้ายเราก็ต้องปล่อยมันไป”

อาจจะเป็นเพราะโรคหมกมุ่นย้ำคิดย้ำทำของฉัน การเสพติดอะดรีนาลีน หรือไม่ก็อนุสัยชอบสาระแนเรื่องชาวบ้าน (ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีสำหรับการเป็น PI ฉันขอออกตัวไว้ก่อน) ทำให้ในวันหนึ่ง ฉันก็จับเจ้าลินคอนเพื่อนยากมุ่งไปยังที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งจนได้

ตึกนั้นเต็มไปด้วยขยะปลิวไสว หลอดไฟครางหึ่งกระพริบติดๆ ดับๆ ทำให้เงามืดของขอบมุมทางเดินดูน่าขนลุก ถึงแม้ฉันจะเห็นรถของสำนักงานนายอำเภอจอดอยู่หน้าตึก ซึ่งนั่นหมายความว่าคงมีเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ที่นี่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้อุ่นใจสักเท่าไหร่… นี่ฉันทำอะไรอยู่นะ? อยากโดดจากเวโรนิก้า มาร์ส เรท PG-13 เป็นเวโรนิก้า มาร์ส หนังสยองขวัญเรท NC-17 รึยังไงกัน?

เสีงกรีดร้องนั่นทำให้ทั้งความเงียบและสติสตังของฉันแตกกระเจิงยับเยิน

ฉันไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้วิ่งหนี ไม่แม้แต่พยายามหาที่มาของเสียง ทุกอย่างที่ฉันทำมีแค่ยืนตะลึงงันเหมือนกวางโดนไฟรถส่องหน้า ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะนึกออกว่าต้องทำอะไรต่อไป นึกดีๆ มันคงเป็นความนิ่งงันเพียงไม่กี่วินาที แต่พระเจ้า ชั่วยามนั้นฉันรู้สึกเหมือนสักร้อยล้านปีเห็นจะได้ เสียงนั่น… กรีดลึกเข้าไปในกระดูก ทำให้สันหลังเย็นวาบ มันเกือบจะไม่เหมือนเสียงมนุษย์ แต่เหมือนเสียงสัตว์ผสมกับสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่าง เป็นความเจ็บปวดและเกรี้ยวกราด เป็นอะไรที่ถ้าคุณเจอในหนังสยองขวัญคุณจะบอกกับตัวละครว่า “อย่าเดินไปหาสิ นังโง่ ทำไมหนังเรื่องนี้มันโง่กันหมดทุกคนเลยนะ”

ฉันเองก็บอกับตัวเองอย่างนั้น แต่ร่างกายฉัน ไม่สิ อะดรีนะลีนแล่นพล่านในตัวฉันกลับสั่งร่างกายให้เดินไปหา ไปไกลสุดกู่แล้วสินะวี พร้อมจะกลายเป็น NC -17 แล้วจริงๆ รึไงกัน?

“ให้ตายสิ เวโรนิก้า มาร์ส!?”

แต่เสียงนี่แตกต่าง มันเป็นเสียงที่ฉันรู้จัก นั่นชวนใจชื้นขึ้นเยอะ

“นอร์ริส? ดีใจที่เจอนาย ไม่ยังรู้ว่าสำนักงานนายอำเภอจัดเวรลาดตระเวณตอนกลางคืนให้หน้าตาดีกว่าเวรตอนกลางวันตั้งเยอะ”

“ไม่ต้องพูดเลย มาป้วนเปี้ยนแถวนี้ทำไม” เจ้าหน้าที่นอร์ริส เคลย์ตัน อดีดเพื่อนร่วมโรงเรียนเนปจูนไฮส์ ดึงแขนฉันไปแอบข้างประตูห้องหนึ่ง เสียงน่าขนลุกนั่นลอยออกมาจากอีกฝั่งประตูนี่เอง

“ให้ตายเถอะ ฉันเรียกกำลังเสริม หมายถึงเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือ รถพยาบาล กับหน่วยนิติเวชทั้งชุด ไม่ใช่นักสืบหัวดื้อตัวกะเปี๊ยกอย่างเธอนะ!”

“ฉันไม่ได้ตามนายมาสักหน่อย นายไม่รู้เหรอว่ากาแฟตรงชั้นล่างอร่อยจะตาย ซื้อสองแถวหนึ่ง สะสมแต้มได้โดนัทฟรีด้วยนะ”

นอร์ริสจิกตาใส่ฉันชนิดที่ว่าถ้ามันส่งผลทางร่างกายจริงๆ อกฉันคงทะลุไปแล้ว

“โอเค แค่ล้อเล่น ฉันตามวิทยุนายมา เจอศพนิรนามแต่ยังต้องการกำลังเสริมมันดูแปลกๆ ฉันเลยขอตามมาดูสักหน่อย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นอร์ริส?”

เขาอึกอัก “เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันบอกเธอไม่ได้”

“เฮ้ ฟังนะ ฉันยืนต่อปากต่อคำกับนายอยู่ในรังแมลงนี่ ขณะที่กำลังเสริมที่นายขอไปตั้งแต่ยี่สิบนาทีที่แล้วนั่งเกาไข่อยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกเขาไม่ได้แคร์เลยนอร์ริส เห็นชัดๆกันอยู่”

“แต่เธอแคร์งั้นสิ?”

“ฉันอยากรู้อยากเห็น” ฉันยอมรับ “นายต่างหากที่แคร์ ฉันรู้ว่าแถวนี้ไม่ได้อยู่ในเส้นทางลาดคระเวณปกติของพวกนาย แต่ทั้งที่ไม่มีแจ้งเหตุอะไรนายกลับมาที่นี่ แจ้งเจอศพนิรนามด้วยตัวนายเองด้วยซ้ำ… ไม่เอาน่า ว่ามาเถอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”

เขาถอนหายใจยืดยาว เสียงกรีดร้องหลังบานประตูทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกมากขึ้นทุกขณะ

“จอห์น โดว์ สองสามศพหลังพบว่าน่าจะเคยอยู่ในตึกนี้มาก่อน แต่พวกนั้นไม่ใช่คนที่นี่ ไม่รู้สิ อย่างน้อยก็ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียน… ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมขี้ยาต่างถิ่นถึงได้แห่กันมาตายที่นี่เยอะขนาดนั้น เลยลองแวะมาดูสักหน่อย ฉันเลยเจอเข้าอีกศพ และ…” เขาพยักไปทางประตู “เจอหมอนั่น”

“นายเจอเขาอยู่กับศพเหรอ? คิดว่าเขาเป็นฆาตกรไหม?”

“อาจจะ แต่เขาเมามาก สติแตก บ้าคลั่ง อาละวาดอย่างกะผีเข้า ฉันไม่รู้ว่ามันอัดยาอะไรเข้าไปนะ แต่เจอปืนไฟฟ้าสองนัดซ้อนยังเอาไม่อยู่เลย”

ตายล่ะหว่า เจอซอมบี้ของจริงเข้าให้เสียล่ะมั้ง “เขาพูดอะไรบ้างหรือเปล่า?”

“พูดถึงแสงไฟ ความตาย เพ้ออะไรของมันอะไรก็ไม่รู้ ฉันมัวแต่พยายามหยุดเขาจะไปทันฟังที่ไหนล่ะ… แต่หมอนี่อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย คลุ้งคลั่งสลับกับซึมเศร้า ตอนนี้น่าจะกรีดแขนตัวเองอยู่ แต่ฉันเข้าไปห้ามไม่ได้ เจอหน้าฉันเมื่อไหร่หันมาเอามีดไล่ฟันฉันทุกที”

“อย่างน้อยนายก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนจริงยิงเขา ฉันดีใจที่เป็นอย่างนั้น”

“นี่คือพยานตัวเป็นๆ คนแรกที่ฉันเจอ ฉันต้องคุยกับเขาให้ได้ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะคุยยังไง”

ฉันมองประตูตรงหน้า จินตนาการว่าตัวเองจะเจออะไรในนั้น “ให้ฉันลองไหม?”

นอร์ริสตาเหลือกเหมือนเพิ่งได้ยินว่าฉันจะกระโดดลงไปในบ่อจรเข้หิวโซ


“กรีดข้อมือใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะตาย คุณเจ้าหน้าที่? นี่ยังไม่ได้บวกว่าเขาออกแรง อะดรีนาลีนพุ่ง หัวใจเต้นเร็วเพราะยาเสพติตด้วยนะ เวลาเราเหลือไม่เยอะนะนอร์ริส ถ้านายอยากคุย แต่คุยไม่ได้ ก็ให้ฉันลองดูสิ”

“จะบ้าเรอะ! ถ้าเธอเป็นอะไรไป มิสเตอร์คีธฆ่าฉันแหง!”

“เพราะฉะนั้นนายเลยต้องคุ้มกันฉันให้ดีไง”

เขาคำรามอะไรบางอย่างอย่างขัดใจ ก่อนชักปืนขึ้นมาตรวจกระสุนในรังเพลิง ถึงฉันจะพูดเองก็เหอะ แต่เห็นถึงมืดถึงปืนเข้าจริงๆ ก็ชักใจแป้วเหมือนกันแฮะ

“เอาล่ะ จำไว้นะ อย่าเข้าใกล้เขาเกินไป ถ้าฉันบอกหมอบต้องหมอบ บอกหลบต้องหลบ เข้าใจไหม”

ฉันพยักหน้า นอร์ริสเปิดประตู… ห้องเล็กแคบเหม็นอับปรากฏแก่สายตา มันถูกฝังอยู่ในความมืดสลัว ด้านหนึ่งของผนังห้องผุพังเป็นรูโหว่ แสงจันทร์ทอดเป็นลำผ่านช่องนั้นเป็นแหล่งแสงเดียวที่ทำให้เราเห็นภาพการณ์ข้างใน และตรงนั้นเอง ประกายสะท้อนวาบของสิ่งมีคมกระทบกับสายตา

มันเป็นมีดแบบมาชาเต้เล่มโต เปรอะเปื้อนแต่ยังดูคมกริบ ขยับไปมาอยู่ในมือของชายผอมโกรกเชื้อสายแม็กซิกัน (แวบหนึ่งฉันคิดถึงวีวิล เขาจะรู้เรื่องพวกนี้หรือเปล่า?) ฉันต้องจ้องอยู่พักหนึ่งกว่าจะทำใจเชื่อได้ว่าเขากำลังกรีดข้อมือตัวเองซ้ำๆ อย่างที่นอร์ริสบอกไว้จริงๆ… ฉันลองเสไปมองบนพี้นบริเวณนั้น แต่พอเห็นแค่ศีรษะเปื้อนเลือดและดวงตาเบิกโพลนกลิ้งอยู่ฉันก็หันหนีแทบไม่ทัน ความคิดส่วนหนึ่งนึกสงสัยว่าร่างกายส่วนอื่นของเขาอยู่ที่ไหนหนอ แต่จิตสำนึกส่วนที่มีพลังอำนาจมากกว่าบอกฉันว่าฉันไม่อยากเห็นมันเป็นแน่แท้

“นั่น… นั่นใช่ศพที่นายวิทยุไปบอกใช่ไหม?”

“ถูกต้อง… ยังแน่ใจอยู่หรือเปล่าวี?”

ฉันสูดหายใจลึก “แน่สิ มาถึงป่านนี้แล้ว”

ช้าเข้าไว้วี ไม่คุกคาม ไม่ลับๆล่อๆ ไม่มีอาวุธ… ฉันพยายามบอกตัวเองขณะที่เดินเข้าไปหาเขา มันเหมือนเดินเข้าไปหาสัตว์ที่บาดเจ็บและตื่นกลัว ขยับพลาดอาจเตลิดหรือโดนกระโจนใส่โดยไม่ทันตั้งตัว

“คุณคะ ได้ยินฉันไหม?”

ทันทีทันใด ร่างผอมแห้งสั่นสะท้านหยุดลง เลิกกรีดแขน เลิกพึมพำ ดูราวกับไม่แม้แต่หายใจ เขาทำเพียงแค่เงยขึ้นมองหน้าฉันเท่านั้น ไม่ขยับกล้ามเนื้ออื่นแม้แต่นิดเดียว

ดวงตาของเขามืดลึก เย็นเยียบเหมือนหินหลุมฝังศพ

ฉันได้ยินเสียงนอร์ริสลดนกปืนอยู่ข้างหลัง “คุณชื่ออะไรเหรอ? ฉันชื่อว่าเวโรนิก้า ฉันรู้ว่าคุณกำลังเจอเรื่องลำบากและฉันมาที่นี่เพื่อช่วยคุณ”

เขายังเงียบ ฉันชักใจไม่ดีเสียแล้ว ไม่เอาน่า เวโรนิก้า เธอทำได้ดีกว่านีนี่ เป็นอะไรไป-

“มันอยู่ที่นี่”

เสียงนั่นมาจากชายแม็กซิกัน เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ แขนสองขางทิ้งขนานตัว ยังไม่ปล่อยมีด แต่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะโจมตี… นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นสัญลักษณ์รูปตัววีและเข็มฉีดยาชัดๆ มันสักอยู่เต็มท้องแขนของเขา ดูเผินๆ ราวกับเป็นฝูงแมลงกำลังแทะกินเนื้อหนังของเขา เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นพยายามทำทุกอย่างที่จะลบมันออกไป เสียงกรีดร้องที่ฉันได้ยินคงมาจากเหตุนี้เอง

มันไม่ง่ายเลยนะที่จะพยายามตัดแขนตัวเองออกทั้งที่ยังรู้สึกตัว ต่อให้คุณเมายารุนแรงแค่ไหนก็ตามเถอะ

“ใครเหรอ?” ฉันถาม แต่ยังไม่พาตัวเองเข้าไปใกล้กว่านั้น

“ความตาย… ความตายกำลังมาเยือน… มันอยู่ที่นี่… มันอยู่ที่นี่…“ เขาเริ่มสติแตกอีกครั้ง “ออกไปนะ ออกไปจากฉัน ฉันจะฆ่าแก ฉันจะฆ่าแก!!”

“วี!” นอร์ริสคว้าไหล่ฉัน แต่ฉันหยุดตรงนี้ไม่ได้ เสียงของฉันสามารถเข้าไปถึงสติของชายบ้าคลั่งคนนั้น ฉันอาจหยุดเขาได้ อาจพาเขากลับมาได้… คิดกลับไปอีกที มันช่างเป็นความคิดที่ใส่ซื่อโง่เง่าสิ้นดี

“คุณหมายถึงอะไร? ใครอยู่ที่นี่?”

“มันเป็นแสงสว่าง” เขามองหน้าฉันอีกครั้ง “แสงสว่างของเทพผู้ร่วงหล่นจากสวรรค์”

โดยไม่มีใครคาดคิด เขาตวัดมีด เชือดคอตัวเองอยู่ตรงนั้น

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้

ฉันไม่ได้สลบ ไม่ได้หมดสติ แต่จำไม่ได้จริงๆว่าออกจากตึกนั้นมาได้ยังไง มาถึงสำนักงานนายอำเภอตั้งแต่เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากนั้น ดูราวกับสมองของฉันไม่รับรู้ถึงสิ่งอื่นใดนอกจากภาพเลือดพุ่งเป็นสายเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า… รู้ตัวอีกทีเมื่อแก้วกาแฟของสำนักงานนายอำเภอยื่นมาตรงหน้า พร้อมกับเสียงของพ่อที่ถามว่าฉันโอเคไหม

ไม่มีคดี ไม่มีการแจ้งความ ไม่มีการสอบปากคำ พวกเขาทำเพียงแค่ออกบันทึกประจำวันถึงการพบศพจอห์น โดว อีกสองรายแค่นั้น รายละเอียดไม่ถึงครึ่งหน้าเอสี่ด้วยซ้ำ มิไยว่าความเป็นจริงที่ฉันเจอจะเป็นยังไง มิไยว่านอร์ริสจะโวยวายขุ่นเคืองกับความเมินเฉยแห่งระบบตำรวจของสภาเมืองแค่ไหนก็ตาม

“ผมเกือบตาย! เกือบคอขาดไปสี่ห้ารอบเพราะพยายามจับไอ้หมอนั่น มีพวกติดยาบ้าคลั่งแบบพวกนั้นอยู่บนถนนตั้งเท่าไหร่ เราปล่อยให้เรื่องมันหายไปกับสายลมไม่ได้นะครับ!”

“ถ้าอย่างนั้นคนที่นายควรโกรธก์คือคุณมาร์สที่ทำให้ไอ้หมอนั่นสติแตกฆ่าตัวตายเสียเอง คนตายเล่านิทานไม่ได้จริงไหม?” นายอำเภอขี้ฉ้อลอยหน้าลอยตาพูด ปกติฉันคงโกรธเขา แต่ตอนนีฉันแทบไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากอาการชาหนึบในกะโหลก

“ฟังนะ ไอ้พวกนี้มันแค่ขยะ แค่เศษเดนไร้ค่าตามท้องถนน ยิ่งมันตายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเราเท่านั้น เรื่องแค่นีเข้าใจยากตรงไหน?”

ป่วยการที่จะพยายามผลักกำแพง พ่อฉันเพียงแค่แตะบ่า พาฉันออกไปจากที่นั่นอย่างเงียบงัน

เราเดินทางถึงบ้านได้ยังไงฉันยังไม่ค่อยแน่ใจนัก รู้แต่ว่าไปถึงฉันกรอกยาคลายเครียดกับสก็อตเกือบครึ่งแก้วกว่ามือจะหยุดสั่น… มีความลับอย่างหนึ่งที่ฉันไม่เคยพูดออกมา นั่นคือขณะที่ทุกคนคิดว่าฉันสติแตกเพราะเลือดและความรุนแรง มีฉันคนเดียวที่รู้ว่าไม่ใช่ ให้ตายเถอะฉันไม่ได้ช็อกด้วยซ้ำ ฉันเจ็บปวด สับสน รู้สึกเหมือนโดนฟาดกะโหลกเต็มแรงแล้วโลกพร่าเลือนไปชั่วขณะ เกือบจะรู้สึกเหมือนตอนที่ลิลลี่ถูกฆ่า เกือบเหมือนตอนมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเห็นเครื่องบินที่ฉันนึกว่าพ่ออยู่ในนั้นระเบิดราวกับดอกไม้ไฟ เกือบเหมือนตอนที่ฉันลากร่างไร้สติของพ่อออกมาจากรถที่พังยับ เกือบเหมือนตอนที่ฉันกรีดร้อง ร่ำไห้อยู่ในหีบเหล็กคับแคบ สูดสำลักควันเต็มปอด สัมผัสถึงความร้อนแผดเผารายรอบ ตระหนักเป็นครั้งแรกว่าความตายให้ความรู้สึกยังไง

ชีวิตมนุษย์ช่างเปราะบาง เพียงชั่วแวบของแสงสว่างก็สามารถหลุดลอยเลือนหาย ปลิดปลิว อ่อนไหว แตกสลายได้ง่ายดายเพียงนั้น… วินาทีหนึ่งฉันยังคงมองตาเขา รู้ว่าเขาได้ยินเสียงฉัน เราสื่อสารถึงกัน เชื่อมโยงถึงกันได้ วินาทีต่อมา…

สูญสลาย

“ฟังพ่อนะวี ปล่อยมันไปซะลูก ลืมมันไป…”

คืนนั้นผ่านไปยากลำบาก แต่เมื่อรุ่งเช้ามาถึง สิ่งแรกที่ฉันทำคือปิดวิทยุสื่อสารนั่นอย่างถาวร บอกตัวเองว่าห้ามเปิดมันไปอีกชัวกัลปาวสาน

ปล่อยมันไปซะเวโรนิก้า

แค่ปล่อยมันไป

พูดง่ายกว่าทำจริงไหม? สรรพสำเนียงบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นหรือดับลงเพียงแค่กดสวิทช์ เสียงแห่งความตายเมื่อมันดังขึ้นแล้วมันจะไม่มีวันเงียบลง ฉันรู้ เหมือนกับที่มันตามฉันพบอีกครั้งในอีกกว่าเดือนให้หลัง ล่องมากับสัญญาณโทรศัพท์และน้ำเสียงสุภาพเป็นทางการของประธานกรรมการหอการค้าแห่งเนปจูน ถ้อยคำเรียบง่ายที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่ก่อความรู้สึกเย็นเยียบอันคุ้นเคยแล่นลึกตามสันหลัง รู้ด้วยสัญชาติญาณว่ามันเกี่ยวกับเรื่องอะไร

“มิสซิสมาร์ส เราอยากให้คุณมาร่วมทีมสืบสวนของนายอำเภอแลมป์อีกสักครั้ง ฉันได้ยินมาว่าคุณมีความคุ้นเคยกับคดีรูปแบบนี้มาก่อน หวังว่าคุณจะช่วยพวกเราได้”

แน่นอน ทุกคนห้ามฉัน แม้กระทั่งตัวฉันเองยังด่าตัวเองว่าบ้าเกินไปแล้วที่กลับไปแตะเรื่องชวนสยองแบบนั้นอีก ก็ถูกที่ว่าฉันเป็นนักสืบเอกชน ในชีวิตฉันต้องเจออะไรหนักๆ บ้างไม่มากก็น้อย ฉันเคยโดนไล่ยิง ต่อกรกับฆาตกรเลือดเย็น เจอศพสภาพเลวร้าย เกือบฆ่าและเกือบถูกฆ่านักครั้งไม่ถ้วย รู้จักพบเห็นความจริงที่โหดร้ายของมนุษย์เหมือนรู้จักเพื่อนเก่า แต่ฉันก็เป็นแค่นั้น แค่นักสืบธรรมดา แค่คนเดินดินคนหนึ่ง ไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่ไร้ความกลัวไร้หัวใจ อะไรบางอย่างสะกิดสัญชาติญาณของฉัน บอกว่าสิ่งที่กำลังเผชิญนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันเองมากนัก ฉันจะชินชากับเรื่องนี้ได้ไหม? ฉันจะค้นหาความจริงในพายุแห่งความบ้าคลั่งได้หรือเปล่า?

ทว่า วินาทีที่ฉันเห็นดวงตาหม่นหมองไร้แสงสะท้อนของด็กสาวคนนั้น มันมีความรู้สึกประหลาดบางประการก่อตัวอยู่ข้างใน ฉันอธิบายมันไม่ได้หรอกนะ รู้แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกเก่าแก่อันเคยคุ้น

ฉันเกลียดมัน

แต่ก็เต็มใจต้อนรับมันเช่นกัน

สำเนาแฟ้มคดีศพนิรนามวางเป็นกะตั๊ก เช็คค่าจ้างจ่ายล่วงหน้ากึ่งหนึ่งจากสมาคมหอการค้าเป็นตัวเลขห้าหลัก และสีหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดของนายอำเภอ แดน แลมป์ เมื่อได้ยินว่าฉันจะมาเข้าร่วมการสืบสวนของเขาอีกครั้ง ในที่สุดฉันก็ได้ทุกอย่างสำหรับการเริ่มต้นคลี่คลายคดี (ไอ้สีหน้าของแลมป์ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรหรอก ฉันแค่รู้สึกดีที่ได้เห็นมัน) แต่พูดกันตามตรงนะ ไอ้เอกสารพวกนีไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าที่ฉันหวังเลย (ซึ่งฉันก็ควรชินได้แล้วล่ะ สืบข้อมูลต่อจากฝ่ายสืบสวนเมืองเนปจูนทีไรเหมือนเริ่มเดินทางห่างจากจุดสตาร์ทประมาณครึ่งเซนติเมตรได้มั้ง) เต็มไปด้วยรายละเอียดห่วยแตกและภาพถ่ายคนตายเป็นสิบๆ ฉันต้องหาจุดร่วมอะไรสักอย่าง บางสิ่งที่สามารถบอกความเป็นไปได้ให้กับคดีเหล่านี้

แล้วสัญลักษณ์ตัววีไขว้เข็มฉีดยานั่นล่ะ?

ฉันเจอมันทุกที่เลย บนศพทุกศพ บนสถานที่เกิดเหตุ บนผนังกำแพง หลอกหลอนและจำเพาะเจาะจงอย่างประหลาด มันคืออะไรกัน สัญลักษณ์แก็งค์เหรอ? และมันไปเกี่ยวกับลูกสาวรองประธานหอการค้าได้ยังไง? น่าแปลกที่เบาะแสเด่นชัดขนาดนี้ตำรวจเนปจูนไม่คิดจะทำอะไรสักอย่าง แม้รู้ว่าควรเลิกหวังกับลิงใส่เครื่องแบบพวกนั้น (แค่บางคนหรอกนะ ตำรวจดีๆ ในเนปจูนยังมีอยู่ อย่างนอร์ริสนั่นก็ยังพอพึ่งพาได้ หวังว่าจะไม่ถูกย้ายหนี ถูกไล่ออก หรือตายทิ้งเสียเฉยๆ อย่างตำรวจดีรายอื่นน่ะนะ) แต่นี่มันก็ตำตาเกินไป รู้สึกเหมือนโดนดูถูกระดับสติปัญญายังไงพิกล

กดกูเกิลเพียงสิบวิแต่ได้ข้อมูลเด่นชัดกว่าเอกสารทั้งหมดที่ฉันมี มันเกี่ยวกับยาเสพติด วี. ที่เคยระบาดหนักนิวยอร์คและฝั่งตะวันออกเมื่อเกือบสิบห้าปีที่แล้ว (ตลกร้ายไหมล่ะ V Drug เจอกับ V. Mars) โครงการวัลคีย์ของรัฐบาล (อันนี้ข้อมูลน้อย ดูเหมือนข่าวลือมากกว่า แต่ก็ทิ้งประเด็นไม่ได้หรอกนะ) พัวพันถึงสงครามแก๊งค์ รายงานข่าวคนตายเป็นเบือตลอด “สามวันนรกในฤดูหนาวแห่งนิวยอร์ค” (เป็นพาดหัวข่าวที่จืดชืดดีแฮะ) แต่ท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนั้น มีใบหน้าของชายคนหนึ่งเกี่ยวข้องในทุกอณูของตำนานโชกเลือดเหล่านี้ ในรายงานทุกชิ้น ข่าวทุกหน้า ทุกอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในวงโคจรของยาเสพติดวี ทุกอย่างมาบรรจบอยู่ที่ชายคนนี้คนนี้อย่างน่าแปลกใจ

เดี๋ยวนะ ฉันเคยเห็นเขามาก่อนหรือเปล่า?

ฉันรื้อภาพถ่ายบริเวณที่เกิดเหตุมาไล่ดูอีกครั้ง มีหลายรูปที่เจ้าหน้าที่นิติเวชถ่ายติดกลุ่มไทยมุงอยู่บ้าง อย่างครั้งที่ฉันอยู่ในเหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งครั้งล่าสุด และ… เสี้ยวหน้าหนึ่งที่คุ้นตาปรากฏอยู่ในภาพเหล่านั้น แม้พร่ามัวและเห็นเพียงเสี้ยว บวกทั้งดูอายุมากกว่า (ก็ควรนะ ผ่านมาหลายปีแล้วนี่) และทรงผมดูต่างไป แต่ฉันมั่นใจว่าเป็นเขา

บังเอิญเหรอ? ฉันเลิกเชื่อเรื่องพวกนั้นไปพร้อมๆ กับเรื่องพระเจ้าทอดลูกเต๋าและตัวตนของซานตาครอสแล้วล่ะ

คำถามคือเขามาที่นี่ทำไมต่างหาก? ตำรวจนิวยอร์คประเภทไหนที่สามารถทลายแก็งค์มาเฟียอันดับหนึ่งของฝั่งตะวันตก ถล่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีหน่วยรักษาความปลอดภัยเป็นกองทัพด้วยตัวคนเดียว น่าจะฆ่าคนตายไปเป็นกระบุงแต่ไม่เคยถูกพิพากษาความผิด จนกระทั่งวันหนึ่ง ปิ๊ง หายไปจากสารบบราวกับไม่เคยมีตัวตน ผ่านไปสิบกว่าปี วันดีคืนดีกลับมาโผล่กลางสายลมแสงแดดแห่งแคลิฟอร์เนีย พร้อมๆ กับการฟื้นคืนชีพของยาเสพติดในตำนานที่เขาเคยไล่ทำลายล้างมันอย่างบ้าคลั่ง? นี่มันห่างไกลจากความบังเอิญพอๆ กับระยะห่างจากโลกถึงกาแลคซี่อันโดรเมด้าเลย

ได้เวลาเจอกับยมบาลแล้วล่ะมั้ง

“แมค” ฉันโผล่หน้าออกไปหาเลขาอัจฉริยะของฉันพร้อมยื่นรูปชายปริศนาให้ “ร่ายมนต์ให้ฉันทีที่รัก ลากไส้หมอนี่ออกมาให้หมดว่าเขาหายไปไหนมาช่วงสิบกว่าปีมาเนี่ย และที่สำคัญ หาที่อยู่กับทะเบียนรถเช่าที่เขาใช้ในปัจจุบันด้วย”

“อู้ว ได้เลย บริการนัดเดทกับหนุ่มหล่อแบบออนไลน์ยินดีรับใชเจ้าค่ะ”

“ถ้าเธอชอบแบบตำรวจเก่าอายุคราวพ่อก็คงเรียกว่าหล่อได้น่ะนะแมค”

และนั่น คือวิธีที่ฉันพบเขา แมกซ์ เพย์น

คาเมล็อตโมเต็ลเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนชอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตั้งอยู่ในที่ซึ่งเปิดหน้าต่างออกไปทางไหนก็ไม่เห็นทะเล (มันหายากมากนะสำหรับโรงแรมในเมืองเนปจูน) ป้ายโรงแรมเอียงกะเท่เร่ ถูกบังมิดด้วยป้ายโฆษณาเก่าๆ ที่เอียงกะเทเร่พอกัน ข้างซ้ายขนาบด้วยโบสถ์หลังจ้อยและด้านขวาขนาบด้วยบาร์แสนโทรม ห่างไกลจากสายตานักท่องเที่ยวจนดูเหมือนอยู่คนละมิติกับเมืองส่วนที่เหลือ ประเด็นคือที่นี่ก็เหมือนโรงแรมราคาถูกทั้งหลาย คือไม่เคยแคร์เรื่องเอกสารประจำตัว แค่บอกชื่อ วางเงินสด รับกุญแจ จบแค่นั้น เมื่อฉันได้ข้อมูลว่ามิสเตอร์เพย์นขับรถเช่าราคาถูกเข้ามาที่นี่เหมือนหลายคืนก่อน ฉันไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว

เช่าห้องว่าง่ายแล้ว หาข้อมูลผู้เช่ายิ่งง่ายเสียกว่า ถ้าคุณถามถูกคนถูกเวลา เพียงธนบัตรยี่สิบดอลล่าห์กับบุหรี่ดีๆ สักตัวก็เพียงพอแล้ว แต่เขาไม่อยู่ในห้อง เสียงเคาะประตูไร้การตอบรับ ผู้ดูแลโรงแรมบอกเห็นชายลักษณะคล้ายเขาออกไปจากที่พักเมื่อหลายชั่วโมงก่อน… ทางสะดวกอะไรเช่นนี้ ฉันน่าจะเข้าไปดูที่พักเขาสักหน่อยดีไหม อาจจะงัดเข้าไปเลยหรือไม่ก็ติดสินบนเพิ่มอีกนิดเป็นค่าหมุนกุญแจ แต่สัญชาติญาณของฉันบอกต่างออกไป

ตอนนี้โพล้เพล้เต็มที พระอาทิตย์ลับท้องทะเลไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่แสงสุดท้ายตรงขอบฟ้าก่อนความมืดมาเยือนเต็มตัว… ถ้าฉันเป็นชายวันเกษียรอันโดดเดี่ยว พักในที่พักรูหนู ผ่านชีวิตอันเวิ้งว้างเจ็บปวด ตามหา (หรือตามล่า?) อะไรบางอย่างในเมืองที่ไม่คุ้นเคยเพียงลำพัง หากไม่หมกตัวกบดานอยู่ในที่พัก ฉันจะไปไหนดีนะ? รถของเขายังจอดที่โรงแรม ดังนั้นมันควรเป็นที่ไหนสักแห่งที่เดินถึงได้ โบสถ์หรือบาร์ดีล่ะ?

ฉันขอวางเงินไว้ฝั่งบาร์หมดตัว

สูดหายใจลึกๆ รวบรวมความคิดสติตัง ทบทวนคำถามในหัว สายตามองหาทางหนีทีไล่ รู้สึกถึงน้ำหนักของที่ช็อตไฟฟ้าในกระเป๋าและท่อนเหล็กเย็นๆคาดสายรัดอยู่ตรงข้อเท้า หลังจากนั่งจ้องปืนอย่างทำใจอยู่พักใหญ่ ฉันก็ต้องยอมรับว่าชีวิตฉันเสี่ยงตายบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง “แบ็คอัพ” ที่มีอยู่อาจจะไม่พออีกต่อไป ฉันต้องป้องกันตัวเองได้ แต่นั่นหมายถึงอาจต้องทำร้ายหรือแม้กระทั่งทำลายชีวิตคนอื่น ‘เธอไม่ใช่ฆาตกร’ โลแกนเคยย้ำเตือนฉัน แต่จากอะไรต่อมิอะไรที่ผ่านมาฉันก็ค้นพบว่า ฉันเป็นฆาตกรได้ ถ้านั่นหมายความว่าฉันหรือคนที่ฉันรักจะไม่กลายเป็นศพ ฉันต้องทำได้ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ก็ตาม

มิสเตอร์เพย์นจะคิดอย่างนี้หรือเปล่าตอนที่เขายิงพวกขี้ยาที่บุกบ้านเขาตอนนั้น?

อาจจะ อาจจะไม่ กระสุนสำหรับการปกป้องกับกระสุนสำหรับการแก้แค้นมันไม่ควรจะเหมือนกันหรอกนะ

ทางเดียวที่จะรู้ได้… เป้าหมายของฉันนั่งอยู่ตรงมุมสุดของบาร์ที่แทบร้างคนนั่น จมนิ่งในหมอกควันของบุหรี่และเสียงดนตรีคันทรี่เก่าๆ ทรงผมเกรียนรอบแต่หนวดเคราหนาครึ้ม เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าฉันมาหาเขา? ความรู้สึกบอกฉันว่าเขารู้ แต่เลือกที่จะไม่สนใจ แหงล่ะ ผู้ชายหน้าโหดตัวโตเกือบหกฟุตจะมาระแวงอะไรกับ ‘ผู้หญิงตัวกะเปี๊ยก’ อย่างฉันจริงไหม?

“จะยิงฉันหรือเปล่า?” โดยไม่คาดคิด อยู่ๆ เขาก็กล่าวขึ้นมาโดยไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ “รีบหน่อยได้ไหม ฉันกำลังยุ่ง”

ว้าว หมอนี่เป็นคนฝั่งตะวันออกหรือคนทางใต้กันแน่นะ?

“ฉันเห็นอยู่มิสเตอร์เพย์น นั่งจ้องเป๊ปซี่ไดเอทกับสูดเขม่านิโคตินของตัวเองครึ่งค่อนวัน ธุรกิจรัดตัวแบบชาวนิวยอร์คแท้ๆ เลยว่าไหม?”

เขายังคงมองกระป๋องเครื่องดื่ม ขณะที่ฉันนั่งลงข้างๆ หันหลังเท้าศอกยันขอบบาร์อย่างผ่อนคลายจนดูอวดดี ฉันรู้ตัวเองหรอก แต่ไม่ได้หมายความมว่าฉันห้ามตัวเองได้ซะหน่อย

“อาบแดดที่เซา เปาโล ยังไม่หนำใจรึไงคะ ถึงเลือกมาแวะที่เนปจูนนี่?”

“ทำการบ้านมานี่… แต่ที่นี่เจ้าหน้าที่ไม่โชว์ตราก่อนสอบปากคำเหรอ?”

“ฉันไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ถึงแม้จะโดนใครต่อใครทักผิดว่าเป็น FBI อยู่เรื่อย แต่นั่นไม่ใช่ฉัน ฉันเป็นนายตัวเอง” ฉันยื่นนามบัตรให้ “เวโรนิก้า มาร์ส จากสำนักงานนักสืบมาร์สค่ะ ฉันแค่อยากคุยเรื่อง-“

“ไม่ ออกไปซะ”

หมัดตรงไม่อ้อมค้อมเลยแฮะ “คุณยังไม่รู้เลยว่าฉันจะถามอะไร?”

“เธอรู้ชื่อฉัน ขุดคุ้ยประวัติฉัน และฉันเห็นเธอเดินสติหลุดอยู่แถวตึกขี้ยาฆ่ากันตายเมื่อเดือนก่อน เพราะฉะนั้นฉันรู้แน่ว่าเธอจะถามอะไร” เขาจิบน้ำอัดลม “ฉันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหม? ไม่ ฉันเป็นคนทำหรือเปล่า? ไม่ ฉันมีรายละเอียดอะไรจะบอกเธอรึเปล่า? ไม่ รู้แล้วรีบออกไปซะ เธอไม่ได้อะไรจากฉันทั้งนั้น”

“ไอ้เรื่องคุณเกี่ยวข้องหรือเป็นคนทำรึเปล่าน่ะ ฉันไม่ได้ติดใจสักนิด ศพแรกที่มีสัญลักษณ์ยาเสพติดวีเข้ามาเกี่ยวข้องปรากฏขึ้นตั้งแต่หกเดือนก่อน คุณเพิ่งมาที่นี่ได้สามสิบห้าวันเอง ก่อนฉันไปเจอสองศพที่ตึกนั่นแค่ไม่กี่วันด้วยซ้ำ”

“ครึ่งปีเลยเหรอ?”

“ใช่ ตำรวจบ้านฉันมันห่วย ฉันรู้ ไม่งั้นฉันคงตกงานไปนานแล้ว… ไม่หรอกแมกซ์ คุณเป็นฮีโร่ คุณถวายทั้งชีวิตเพื่อล้างบางไอ้ยานรกนี่ คุณกวาดล้างมาเฟีย กำจัดพวกผู้ร้าย ปกป้องคนดีมาตลอด ถ้าคุณจะเข้ามาในวังวนนี้ก็เพื่ออย่างเดียวคือทำให้มันหยุด ฝังมันลงหลุมอย่างที่คุณเคยทำมาก่อนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว”

“หึ อ่านไฟล์ฉันแค่ไม่กี่หน้าก็แน่ใจว่ารู้จักฉันดีขนาดนั้นเชียว?” น้ำเสียงเขาฟังดูเศร้ามากกว่าประชดประชัน “ฉันเคยฆ่าตำรวจ คู่หูฉันเองด้วยซ้ำ ลืมอ่านหน้านั้นหรือไง?”

“คุณเคนตัดสินใจพลาด แต่ใครบ้างล่ะไม่เคย?”

ไม่มีปฎิกิริยาตอบรับ… ฉันหันมาเผชิหน้ากับเขาอย่างจริงจัง คงต้องเจรจากันอย่างซีเรียสสักหน่อยแล้วล่ะ

“แมกซ์ ถ้าคุณไม่อยากคุยกับฉัน ฉันเข้าใจ แต่ครั้งหน้าคุณจะเจอกับเจ้าหน้าที่รัตัวจริงที่ไม่สนอะไรเลยนอกจากหาแพะตัวโตๆ แล้วยุติการสืบสวนคดีให้เร็วที่สุด คุณเป็นเป้าหมายที่ง่ายมาก คนนอกที่เข้ามาอย่างถูกที่ถูกจังหวะ มีประวัติพัวพันเรื่องนี้มาก่อนและเป็น ขอโทษนะ ไอ้โรคจิตที่ฆ่าคนตายมาแล้วเป็นเบือ พวกนั้นเป็นตำรวจที่ไม่ได้เรื่อง แต่เป็นหมาล่าเนื้อที่น่าสะพรึงมาก ฉันบอกได้เลย”

“ดูเหมือนฉันแคร์รึไง?”

“ไม่ คุณดูจะแคร์กับความจริงมากกว่า แต่ถ้าคุณถูกจับแล้วคดีปิด เราจะเจอความจริงได้ยังไง?”

เขาหัวเราะแค่นๆ “เหอะ เธอก็ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันเป็นแค่นักสืบเอกชน แมกซ์ ฉันตามหาความจริง แต่ถ้าฉันไปขวางทางพวกเขาเมื่อไหร่ ฉันตายภายในสามวิแน่”

“ทำไมใครต่อใครชอบพูดคำนี้นักนะ ‘ฉันเป็นแค่’…” มิสเตอร์เพย์นอัดบุหรี่เฮือกใหญ่ เกิดความเงียบอันชวนอึดอัดท่ามกลางหมอกควันแห่งนิโคติน… อยู่ๆ เขากลับเงยขึ้นมองตาฉัน

แววตาสีน้ำเงินเทาของเขามืดลึก เย็นเยียบเหมือนหินหลุมฝังศพ

มันอยู่ที่นี่

“เธอพร้อมที่จะลงไปลึกแค่ไหน เวโรนิก้า มาร์ส?”

ฉันรู้สึกได้ถึงกระแสยะเยือกทั่วทั้งตัว เสียงนั่น… กรีดลึกเข้าไปในกระดูก ทำให้สันหลังเย็นวาบ

“พร้อมที่จะวิ่งตะลุยในความมืด เหยียบย่ำไปบนศพและแอ่งเลือด ฟังเสียงคนที่เธอรักกรีดร้องก่อนตาย พร้อมจ้องเข้าไปในตาใครบางคนแล้วเหนี่ยวไก พร้อมที่จะถูกหักหลัง พร้อมที่จะเป็นฆาตกร พร้อมที่จะถูกฆ่า”

เขาหยุดชั่วครู “เธอพร้อมจะไปไกลแค่ไหน?”

“เกิดอะไรขึ้น แม็กซ์” ฉันทำได้แค่กระซิบ “นี่มันเรื่องอะไรกัน?..”

“ฉันถามตัวเองอย่างนั้นมาตลอดสิบห้าปี เวโรนิก้า… และนี่คือคำตอบที่ฉันได้”

โดยไม่ทันตั้งตัว เขาคว้าคอเสื้อฉันกระชาก ขณะที่มือหนึ่งชักปืนสั้น 1911 ออกมาจากใต้ปกเสื้อ เสี้ยววินาทีจากนั้น เขาลั่นไก เสียงดินปืนปะทุกึกก้องในบาร์แคบๆ นั่น

ราวกับเวลาเคลื่อนช้าลง

ฉันรู้ตัวว่าถูกเหวี่ยงหลบมุมเคาเตอร์บาร์ก่อนเก้าอี้ที่ฉันเคยนั่งจะกระจุยเป็นเศษไม้ หลอดนีออนเหนือหัวของเราระเบิดเพล้ง ประกายไฟปะทุในอากาศ เสียงกระสุนระเบิดรัวๆ เหมือนเสียงปืนกลมืออัตโนมัติดังมาจากด้านหน้าของบาร์ ฉันไม่เห็นว่าเป็นใคร ฉันเห็นเพียงความเสียหายที่พวกเขาก่อขึ้น… โต๊ะเก้าอี้ถูกเจาะเป็นรู เศษกระเบื้องเศษไม้เริงระบำอยู่ในอากาศ ขวดเหล้านับสิบแตกกระจาย สาดของเหลวสีอำพันปนกับสะเก็ดระยิบระยับของแก้ว สะท้อนแสงแวววาวราวกับอัญมณีแห่งความมึนเมา

แนวกระสุนตัดผ่านความโกลาหลอันงดงามนั่น เห็นชัดราวกับรอยเมฆที่เกิดหลังเครื่องบินไอพ่น ก่อนพุ่งกระทบตู้เพลง ส่งประกายไฟออกมาจากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์นั่น อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง…

เดี๋ยวนะ ฉันมองเห็นกระสุนอย่างนั่นเรอะ!

มันต้องมีใครผสมยาสักอย่างใส่ข้าวเที่ยงฉันแน่ๆ!!

ฉันอ้าปากค้าง เผลอเงยขึ้นมองเหมือขอบที่กำบังอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่…แมกซ์ยังคงเหนี่ยวไกตอบโต้ผู้มาเยือน แสงแปลบปลาบพวบพุ่งออกมาจากปากกระบอกปืน ปลอกกระสูนดีดออกม้วนตัวกลางอากาศ ทิ้งควันสายเล็กๆไว้เบื้องหลังก่อนมลายหายไป ขณะที่กระสุนของเขาแล่นสู่เป้าหมายที่วางไว้ เลือดและกะโหลกกระจุยกระจาย พวกแขกไม่ไดรับเชิญร่วงหล่นราวกับตุ๊กตาไร้สายชัก

โลกกลับสู่ความเงียบงันฉันพลัน

แมกซ์ เพย์นลดปืนลง หันมามองฉันด้วยสีหน้าเฉยชาเหมือนเพิ่งไปจ่ายตลาดมากกว่าโดนลอบยิง “เธอโอเคไหม?”

“ฉัน อ่า…” ฉันหาเสียงตัวเองไม่เจอชั่วขณะ “น — นั่นมันอะไรกัน”

“หมายถึงอะไร?”

ฉันกลืนน้ำลาย ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีระหว่างเรื่องถูกยิง หรือเรื่องที่อยู่ๆฉันก็เห็นโลกแบบสว์โมชั่นขึ้นมาซะงั้น… เขาถอนหายใจเฮือก มองฉันด้วยสายตาแบบ ‘ฉันเตือนเธอแล้วไง นังหนู’

“นี่แหละคำตอบที่ฉันได้” เขาเปลี่ยนแมกกาซีนปืนก่อนเก็บใส่ซอง “เรื่องอะไรต่อมิอะไรในชีวิตฉัน มักจะเริ่มด้วยศพผู้หญิงตายเสมอ”

“รู้ไหมแมกซ์” ฉันยิ้มแห้งๆ ให้เขา แม้จะเพิ่งเฉียดตายไปหมายๆ สมองด้านกวนบาทาของฉันกลับไม่ลดเปอร์เซนการทำงานลงสักนิด “ฉันเองก็เหมือนกัน”

นั่นล่ะ ฉันพบเขาอย่างนั้น

ที่น่าเศร้าคือ มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเท่านั้น


END