MIS Final 2017 Chapter 5

แนว วิชา MIS บทที่ 5
Chapter 5 Information Technology in business

Computer Based Training

คือ การฝึกฝน อบรม โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นผู้สอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะ และทัศนคติที่ดี อันจะนำไปใช้ในอาชีพการงานและในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ CBT กับหน่วยงานธุรกิจ

  1. เป็นสื่อที่ไม่ต้องใช้ผลิตผลจากธรรมชาติ
  2. สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ในระดับหนึ่ง
  3. Learn on Demand เป็นการเรียนตามความต้องการ
  4. เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรที่มีขนาดใหญ่
  5. ทำให้ผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์

Computer terminology or Computer Jargons

BCD, Binary Coded Decimal เช่น 0101 0010 0001

UniCode คือรหัสคอมพิวเตอร์ใช้แทนตัวอักขระ สามารถใช้แทน ตัวอักษร,ตัวเลข,สัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งเก็บตัวอักษรได้สูงสุดเพียง 256 ตัว(รูปแบบ)

ISO International Organization for Standardization กำหนดมาตรฐานในด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รับผิดชอบในการกำหนดแบบจำลองสำหรับอ้างอิง (OSI) และชุดโปรโตคอล (OSI protocol suite)

EIA Electronic Industries Association เป็นกลุ่มที่กำหนดมาตรฐานด้านสัญญาณไฟฟ้า เช่น มาตรฐานเกี่ยวกับ serial port สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์

IEEE Institute of Electrical and Electronic Engineers เป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญทางด้านไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ และเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในระบบ LAN

ISOC (Internet Society)สมาคมอินเทอร์เน็ต เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2535 เป็นองค์กรที่ไม่มุ่งเน้นผลกำไรและมีนโยบายสนับสนุนการใช้อินเทอร์เน็ตให้แพร่หลาย

IAB : Internet Architecture Board กำหนดนโยบายและอนุมัติมาตรฐานของ Internet โดยจะออกเอกสาร RFC (Request for comment) เช่น TCP/IP เป็นต้น

IETF : Internet Engineering Task Force เป็นคณะทำงานที่ทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานสำหรับการใช้งานใน Internet แล้วส่งให้ IAB เป็นผู้พิจารณาอนุมัติต่อไป

IRTF : Internet Research Task Force เป็นแหล่งรวมของคณะทำงานวิจัยที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยคณะกรรมการอำนวยการ IRSG (IRSG : Internet Research Steering Group)


ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

  1. การประมวลผลแบบ Off-Line processing : เป็นลักษณะการประมวลผลเพื่อเตรียมข้อมูลไว้สำหรับส่งประมวลผลแบบ Batch ต่อไป โดยจะทำการบันทึกลงในสื่อบันทึกข้อมูล เช่น บัตรเจาะรู
  2. การประมวลผลแบบ Batch Processing : เป็นวิธีการประมวลผลแบบเป็นงวดๆ คือจะมีการเก็บข้อมูลไว้ปริมาณหนึ่งหรือระยะเวลาหนึ่งก่อน แล้วจึงส่งเข้าไปทำการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงแฟ้มข้อมูล
  3. การประมวลผลแบบ Online Processing : หมายถึงการประมวลผลที่มีการป้อนข้อมูลผ่านทางเทอร์มินัลที่เชื่อมต่อกับหน่วยประมวลผลกลางโดยผ่านสายเคเบิลหรือสายโทรศัพท์ที่เชื่อมระหว่างเทอร์มินัลกับหน่วยประมวลผลกลาง
  4. การประมวลผลแบบ Timesharing : เป็นระบบการประมวลผลที่มีผู้ใช้หลายๆคนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกัน ผ่านทางเทอร์มินัลของตนเองซึ่งต่ออยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง
  5. การประมวลผลแบบ Realtime Processing : การส่งข้อมูลผ่านทางเทอร์มินัลไปประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในทันทีที่ป้อนข้อมูลเข้าไป โดยมิได้มีการเก็บข้อมูลไว้ที่ terminal ก่อน (OL-RT)
  6. Multiprogramming คือการดำเนินการพร้อมกันมากกว่าหนึ่งโปรแกรม

เราจะมีวิธีจัดการหน่วยความจำอย่างไร?

Fixed Partition

เป็นการจัดการหน่วยความจำที่ง่ายที่สุดโดยแบ่งเนื้อที่หน่วยความจำออกเป็นส่วนๆ ที่แน่นอน โดยระบุว่าแต่ละส่วนจะมีขนาดเท่าใด

ข้อดี

  • ง่ายและไม่ซับซ้อนในการพัฒนา
  • สะดวกต่อผู้ควบคุมระบบ

ข้อเสีย

  • งานที่จะเข้ามาได้ต้องไม่ใหญ่เกินกว่าเนื้อที่ที่ได้จัดไว้ให้
Variable Partition

เป็นการจัดแบ่งเนื้อที่แบบแปรเปลี่ยนได้ หมายความว่า เมื่อมีงานเข้ามา งานนี้สามารถเข้าไปอยู่ที่หน่วยความจำส่วนใดก็ได้ ถ้าเนื้อที่ตรงนั้นมีขนาดเพียงพอ และหากงานที่เข้ามามีขนาดเล็กกว่าเนื้อที่ที่ว่างอยู่ก็สามารถนำส่วนของเนื้อที่ที่เหลือจัดสรรให้แก่งานอื่นได้อีก

หมายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่หน่วยความจำหลักแบบคงที่หรือแบบแปรผันได้นั้นจะมีข้อจำกัดอยู่ด้วยกัน 2 ประการคือ

  • โค้ดของงานที่จะประมวลผลจะต้องถูกโลดเข้ามาอยู่ในหน่วยความจำเสียก่อน
  • โค้ดทุกๆส่วนของงานนั้นๆจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ต่อเนื่องกันในหน่วยความจำด้วย
Virtual Memory

เป็นการจัดการหน่วยความจำที่พยายามจะลดข้อเสียเปรียบทั้ง 2 แบบข้างต้น โดยการใช้เนื้อที่หน่วยความจำสำรองเข้ามาเป็นที่พักของส่วนของงานที่จะต้องการ process ก่อนที่จะมีการ load เข้าไปยังหน่วยความจำ โดยแบ่งส่วนของงานออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า เพจ (pages) โดยที่แต่ละ page ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเนื้อที่หน่วยความจำที่ต่อเนื่องกัน จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหา Fragmentation ได้

ข้อดี

  • หน่วยความจำหลักขยายใหญ่ได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ทำให้โปรแกรมเมอร์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการ

ข้อเสีย

  • เวลาที่ต้องเสียไปในการจัดตารางหน้า

RAID

การใช้ Harddiskความจุน้อยหลายๆ ตัวมารวมกันจะได้ประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ Harddisk ลูกใหญ่ๆเพียงลูกเดียว

RAID 0 เป็นการทำ Data Striping แบ่งแฟ้มเขียนลงไปบนดิสก์หลายๆตัว โดยไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ H/D

RAID 1 เป็นการทำ Mirroring เมื่อแฟ้มๆหนึ่งถูกกำหนดให้เขียนลงบน Driver array ชนิดนี้ การ์ดควบคุม drive array จะเขียนข้อมูลที่เหมือนกันทุกประการลงบน disk แต่ละลูกพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้น Driver array ชนิดนี้ จึงมี disk ได้อย่างน้อยที่สุดสองตัว

RAID 0+1 เป็นการนำ Stripping แบบ RAID 0 และทำ Mirror แบบ RAID 1 อีกครั้ง ทำให้ Transfer ข้อมูลได้เร็ว

RAID 3 หลักการทำงานคล้ายๆกับ RAID 0 กับ 2 คือ มีการแบ่งเป็น block เพื่อเขียนลงในไดรฟ์แต่ละตัวเหมือนกัน แต่ดีกว่าตรงที่มี dedicated parity (การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลจะใช้ parity แทน ECC โดยที่ disk อีกตัวไว้สำหรับเก็บ Error correction data) เก็บไว้ที่ Hard disk อีกตัว

RAID 5 เป็นการตัดแบ่งข้อมูลเป็น block คล้ายกับ RAID 4 แต่แทนที่จะนำข้อมูล parity ไปเก็บไว้ใน harddisk ตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ RAID 5 จะทำการกระจายข้อมูล parity ไปยัง drive ต่างๆโดยปะปนไปกับข้อมูลปกติ จึงช่วยลดความแออัดหรือปัญหาคอขวดที่เกิดกับ harddisk ตัวนั้นได้


Application Software

1. Proprietary Software (โปรแกรมกรรมสิทธิ์)

ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้เองโดยเฉพาะพัฒนาขึ้นมาเหตุผลหลักคือ หน่วยงานหรือองค์กรไม่สามารถจัดหาซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพดีเพียงพอกับความต้องการ

  • In house Developed พัฒนาโดยทีมงานของบริษัทเอง และออกแบบเอง
  • Contract or Outsource จ้างบุคคลภายนอกให้จัดทำให้โดยเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญทำตามความต้องการของเราได้

2. Off-the-shelf Software

เป็น software ที่มีการวางขายตามท้องตลาดทั่วไป การวางขายจะมีการบรรจุหีบห่ออย่างดีและสามารถนำไปติดตั้งและใช้งานได้เลย บางครั้งจึงนิยมเรียกว่า โปรแกรมสำเร็จรูป (Packaged Software ) ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ โปรแกรมเฉพาะและโปรแกรมมาตรฐาน

2.1 Customized Package

โปรแกรมเฉพาะ : เป็นโปรแกรมที่อาจต้องขอให้ผู้ผลิตทำการเพิ่มเติมคุณสมบัติบางอย่างลงไป เพราะโปรแกรมที่วางขายอยู่นั้นยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สามารถตอบสนองการทำงานขององค์กรได้

  • In house customized
  • Contract or customized
2.1 Standard Package

โปรแกรมมาตรฐาน : เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสามารถใช้กับงานทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่แล้วจะมีคุณสมบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปปรับปรุงหรือแก้ไขส่วนของโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเติม


System Software ระบบการทำงาน

  1. Single-User Processing เป็นระบบการทำงานที่ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น
  2. Multi-User Processing เป็นระบบการทำงานที่สามารถให้ผู้ใช้ตั้งแต่สองคนขึ้นไปเข้าถึงคอมพิวเตอร์พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันได้ เช่น UNIX
  3. Single Programing คือ รันได้ทีละโปรแกรม
  4. Multi Programming คือ รันได้หลายโปรแกรมพร้อมๆ กัน
  5. Multi Tasking คือ โปรแกรมหนึ่งที่ทำหลายๆ งานพร้อมๆ กันได้เช่น เปิดไฟล์ เล่นเพลง ในโปรแกรมเดียว
  6. Threads คือ งานย่อยๆ ที่เกิดขึ้นใน โปรเซส ซึ่งในหนั่งโปรเซส สามารถมีได้หลาย เธรด เช่น MS word = Process , แสดงภาพข้อความ = Threads, รองรับอักขระการพิมพ์ทาง Keyboard = Threads

เปรียบเทียบ ประเภทของระบบปฎิบัติการ

  1. Multi User : ระบบที่ให้ใช้งานตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสามารถเรียกใช้งานเวลาเดียวกัน
  2. Multi Processing : ระบบปฎิบัติการ ซึ่งสามารถใช้ CPU มากกว่า 1 ตัว ในการประมวลผลหรือเรียกอีกอย่างว่าระบบแบบขนาน
  3. Multitasking : ระบบปฎิบัติการ ที่อนุญาติให้ใช้งานโปรแกรมได้มากกว่า 1 โปรแกรม ในเวลาเดียวกันโดยยระบบปฎิบัติการแบบ Multi Tasking จะทำการแบ่งเวลาการใช้งานของ CPU ของแต่ละตัว
  4. Multi Threading หมายถึง ระบบปฎิบัติการที่อนุญาติให้ส่วนต่างๆ ภายในโปรแกรมเดียวกันสามารถทำงานพร้อมกันได้
Like what you read? Give Manit Cholpinyo a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.