#travelwithVidya เล่าประสบการณ์ พาเด็กทารก วัย 2 เดือน เดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก

พาลูกเดินทางด้วยกันครั้งแรก ไม่ยากอย่างที่คิดไว้เลย ดูหลักฐานได้จากภาพแรก!

วันที่เราเขียนนี้ ลูกอายุ 10 เดือนนิดๆ ผ่านการเดินทางต่างประเทศมาแล้ว 3 ครั้ง ญี่ปุ่น 2 ครั้ง และ New Zealand 1 ครั้ง บินมาทั้งหมด 9 flights ทั้ง domestic และ international flights ประเภทของเครื่องบินที่ได้พาลูกขึ้นในช่วงวัย 3–9 เดือน ก็จะมี A380 A330 A320 A350 Boeing787 Boeing777–300 และเครื่องใบพัดเล็กอย่าง ATR ถ้าเฉลี่ยๆแล้ว ก็ตกบินเดือนละ 1 flight นั่นแค่ปี 2018 ที่ผ่านมา ยังไม่รวม 3 ทริปที่จองไว้ในปี 2019 ที่จองรอไว้

หลับสนิท! ง่ายมากเลยเห็นป่ะ


เริ่มทริปแรก

ย้อนไปประมาณ 8 เดือนที่แล้ว หลังจากที่คลอดลูกสาวมาได้สักประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็มีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับเรื่องงาน บวกกับที่ เรา 2 ทั้งสองคน เป็นพ่อแม่ที่รักการเดินทาง ก็เลยตัดสินใจพาลูกเดินทางไกล ไปต่างประเทศครั้งแรก ตอนนั้นคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำอะไร หรือเตรียมอะไรเลย แต่ก็ เอาวะ ตัดสินใจไปมั่นใจ มั่นหน้า และไม่สนคำทักท้วงใดๆทั้งสิ้น

ครั้งแรกของการเดินทางนี้ เราไปโตเกียว ก่อนหน้านี้ก็กังวลนิดๆว่า เราจะทำยังไงดี? ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ถ้าลูกร้องไห้จะทำยังไง? หลายคำถามเข้ามาในหัว และคำทักท้วงต่างๆจากคนรอบข้าง อย่างเช่น จะพาไปทำไม? จะไปได้เหรอ? ไม่เหนื่อยเหรอ? และอีกหลายๆคำถามที่ไม่ได้เป็นการช่วยให้กำลังใจหรือ support อะไรเราเท่าไหร่นัก แต่ก็ช่างคำพูดพวกนั้นไป เก็บมาคิดก็เซ็งปล่าวๆ โนสนโนแคร์

ก่อนเดินทาง

เราไม่ได้เตรียมอะไรมาก เพราะว่าส่วนตัวแล้ว เราให้นมลูกแบบเข้าเต้า และไม่ปั้มนม ก็เลยทำให้ลดขั้นตอนวุ่นวาย และลดจำนวนสัมภาระไปได้เยอะเลย ก็เลยแค่เตรียมแต่ของหลักๆคือ แพมเพิส ผ้าห่ม และเสื้อผ้าไปเผื่อๆ และก็หาดูรีวิวคร่าวๆจากคนอื่นๆว่ามีเทคนิคอะไรกันบ้าง

วันเดินทางจริง

เราเลือกบินกับ ANA และ Flight ที่เราบินนั้นเป็นตอนกลางคืน และเป็น Economy class เครื่องบินที่ได้นั่งวันนั้นเป็น Boeing 787 ลูกก็เลยหลับตั้งแต่ออกจากบ้าน มาตื่นที่สนามบิน และตื่นจนกระทั่งถึงหน้า gate ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้พยายามยื้อไม่ให้ลูกหลับหรือว่าอะไร คิดแต่ว่าเราปล่อยไปตาม flow ของเขาจะดีกว่า ทั้งเราและลูกจะไม่เครียดเกินไป ทำให้การเดินทางนั้นสบายมากขึ้น อารมณ์ประมาณว่า จะนอนก็นอน จะตื่นก็ตื่น แค่นั้น

ความโชคดีของการเดินทางครั้งแรกนี้ก็คือ เราลืมจองที่นั่งไป ตอนนั้นเซ็งมาก เพราะกลัวว่าจะได้นั่งแบบเบียดๆ แต่แล้วเราได้น้่งฝั่ง 3 แถว แต่ไม่มีใครมานั่งด้วย ก็เลยกลายเป็นว่า มีที่นอนให้ลูกตรงกลางไปโดยปริยาย ถึงตรงนี้ – แนะนำว่าให้เข้าไป search ดูแผนที่บนตัวเครื่องก่อน และจองที่นั่ง จะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงลุ้นตอน check-in ถ้าที่นั่งไม่ดี ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ เชื่อเราเถอะ เรามีประสบการณ์ตรงกับการเลือกที่นั่งผิด 555 (ไว้เราให้ฟังนะ เพราะมันอยู่ในทริปถัดไป)

โชคดีมาก ไม่มีคนมานั่งข้างๆ ก็เลยทำให้มีที่นอนตรงกลาง


ขาไป – ราบรื่นสุดๆ ไม่อยากจะเชื่อ คิดในใจ ทำไมมันง่ายแบบนี้วะเนี่ย ลูกนอนตลอดการเดินทาง แค่ตื่นมากินนมตามเวลาของเขา ตอนลงจากเครื่องก็พานอนบนรถเข็น เข็นขึ้นรถไฟ เข็นเดินในสถานี ออกมาเดินนอกสถานีรถไฟ แถมวันนั้นฝนตกอีก และก็ไม่มีพลาสติกคลุมรถเข็นแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ลูกก็ไม่ตื่น ตื่นอีกทีคือที่โรงแรมเลย โล่งใจมากกกก

มาถึงสนามบิน ก็ยังคงหลับ…ยืนรอกาแฟ ก็หลับ กำลังจะขึ้นรถไฟ NEX เข้าเมือง ก็หลับ!


เทคนิคง่ายๆ ระหว่างการเดินทาง

  • การให้นม

ด้วยความที่เราเป็นแม่สายเต้าล้วน มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะมาก และลดความกังวลเรื่องการปั้มนมไปได้เยอะเลย ไม่ต้องกังวลหาที่เก็บ ที่ล้าง และมีเวลาพักผ่อนมากขึ้นหน่อย แต่ถ้าหากคนไหนมีคนช่วยเลี้ยงมากกว่าสามีคุณเอง แบบว่าทริปนั้น เดินทาง 3 คนขึ้นไป การปั้มนมก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าครอบครัวไหน เดินทางการ พ่อ/แม่/ลูก การเข้าเต้าล้วน ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ

ส่วนมากวัยนี้ที่สำคัญก็คือการนอน รถเข็นที่ใช้เดินทางสำหรับเด็กวัยนี้ ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป็นรถที่ปรัปนอนได้แบบ 180 องศา


  • การนอน/การกินนม

ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาการนอนมากนัก เราปล่อยให้ลูกนอนไปตาม flow ที่เขาต้องการ บางทีเด็กทารกก็คงเหนื่อยเหมือนกัน อาจจะนอนกลางวันเยอะกว่า เราก็นอนตามลูก ทำแบบนี้มันทำให้เรา relax ขึ้น

การกิน เราก็กินสิ่งที่เราอยากกินได้แบบสบายๆ เพราะวัยนี้เขาก็แค่มองๆ และกินแต่นม เลยทำให้การเดินทางง่ายเลย


  • การเดินทาง

ค่อยๆmove ค่อยๆเดิน ไม่ต้องรีบร้อนมาก ไม่ต้องมีตารางที่ชัดเจนว่าจะไปตามเวลานี้ๆๆๆ เพราะเอาเข้าจริงนะ มันจะทำไม่ค่อยได้ เดี๋ยวลูกก็อยากกินนม สักพัก อยากนอน สักพักอาจจะร้อนไปหนาวไป ก็ต้องค่อยๆทำ เราเองจะได้ไม่เหนื่อย ลูกก็ไม่เหนื่อยเกินไปด้วย และพยายามตาไวๆมองหาสัญลักษณ์ของคนพิการ เช่น ลิฟต์ ทางเลื่อน ทางราบต่างๆ แม้กระทั่งห้องน้ำ เพราะว่า facilities ของคนพิการ มักจะใช้ได้กับเด็กทารก ซึ่งทำให้สะดวกขึ้นเยอะเหมือนกัน

สถานที่เที่ยวในญี่ปุ่น

คงไม่ต้องเขียนมาก เพราะก็น่าจะรู้ๆกัน แต่สิ่งที่เราเห็นว่าดีงามมากก็คือ ไม่ว่าเราจะไปที่ห้าง ที่สวนสาธารณะ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทุกที่จะมีที่สำหรับให้เด็กทารก ได้เปลี่ยนผ้าแพมเพิส มีห้องให้นม ให้ทุกที่ และในห้องให้นมก็จะมีไมโครเวฟไว้อุ่นนม อุ่นอาหารของเด็กๆได้ อันนี้คือดีมากจริงๆ

เตรียมออกไปลุย!

พานั่งรถบัสจากโตเกียว ไปเที่ยวแถวๆภูเขาไฟฟูจิ

พาเดินเล่นให้สูดอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็ถือเป็นการเที่ยวอย่างนึง และลูกก็หลับสบายมาก

พาเดินเที่ยวในเมืองย่าน Ginza ถึงตรงนี้อาจจะใช้เป้อุ้มช่วย เพราะว่าต้องขึ้นๆลงๆรถไฟ แบบนี้ก็จะสะดวกกว่า คล่องตัวกว่า

พาเข้าร้านอาหารจะลำบากนิดหน่อย ตรงที่วัยนี้ยังนั่งเองไม่ได้ ทำให้เราต้องคอยอุ้มไว้ที่ตักตลอดเวลา ทำให้การกินข้าว มันก็จะลำบากนิดนึง


7 วันผ่านไป รอ check-in เตรียมตัวกลับ!


ขากลับ – มีงึกงักๆนิดหน่อย ตรงที่เป็น flight ที่ยังไม่ถึงเวลาเข้านอน บวกกับมีคนมานั่งด้วย ทำให้ค่อนข้างเมื่อยแขน เพราะต้องอุ้มตลอดเวลา 6 ชม. ลูกนอนไม่ค่อยสบาย และด้วยความที่เขาเป็นเด็กทารกทีาชอบนอนที่กว้างๆ ก็ทำให้ตื่นบ่อยมาก เพราะไม่มีเบาะไว้ให้ลูกนอน ต้องคอยอุ้มท่าที่ทำให้เขาสบายที่สุด ขากลับนี่เล่นเอาแขนจะหักเลยทีเดียว ผลมาจากการที่ไม่ได้เลือกที่นั่ง และความโชคไม่ดีเหมือนรอบแรก (รูปภาพไม่มีเลย เพราะเหนื่อย ไม่มีอารมณ์ถ่าย 555


เขียนถึงตรงนี้ ทำให้นึกย้อนไปว่า ช่วงเวลานั้น คือ เป็นเวลาเดินทางกับลูกที่ง่ายที่สุดแล้ว ทั้งๆที่ก่อนเดินทาง เคยแอบคิดว่า มันจะต้องยาก และเหนื่อยมากแน่ๆ แต่เชื่อเราเถอะ ลูกวัยนี้ ง่ายจริงๆ จะมีอยู่แค่ 3 อย่างที่เราต้องทำก็คือ ให้นม พานอน และเปลี่ยนแพมเพิส แค่นั้น! เพราะว่า การเดินทางครั้งที่ 2 ในวัย 5 เดือนเกือบ 6 เดือน ความยากก็เพิ่มขึ้นแบบน่าตกใจ และวัย 8 เดือน ย่าง 9 เดือนก็ยากขึ้นในอีกแบบนึง

จะค่อยๆทยอยเขียนถึงการเดินทางกับเด็กทารก ในแต่ละช่วงวัย เพราะเราตั้งใจว่าจะเดินทางกับเขาไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยมากขึ้น แต่เราอยากให้เขาได้ท่องโลก ได้รู้ว่าโลกนี้กว้างใหญ่แค่ไหน และยังมีอีกหลายอย่างที่ทั้งเรา และลูกต้องเรียนรู้ และอีกเหตุผลนึงที่มาเขียนเล่าประสบการณ์นี้ เพราะอยากเป็นกำลังใจ และ blog นี้ คือการ support ให้ครอบครัวที่อยากพาลูกไปเที่ยว ไปเป็นส่วนนึงของความทรงจำดีๆ ได้ไปได้อย่างเต็มที่

Post ถัดไป จะเขียนถึง Tips การเลือกที่นั่งบนเครื่องบินแต่ละประเภท แบบฉบับพาเด็กทารกไปด้วย จะเริ่มจาก Economy class, Business class และ First Class

#neverstopexploring #travelwithbaby #travelwithvidya