คุยกันก่อน

เล็กๆ น้อยๆ ก่อนออกนอกประเทศเองครั้งแรกในปีแลกเปลี่ยน

เย่ สืบต่อจากปณิธานที่ล่มสลายไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ที่บอกว่าจะเขียนบล็อก แต่ก็ได้เดินทางบ่อยมาก วันที่ว่างก็ลืม วันที่จะเขียนก็ดันไม่มีเวลาเหมาะๆ ซะงั้น

ไอ่ “เวลาที่เหมาะสม” ของเรานี่ต้องมีอะไรบ้าง ถึงได้ผัดมาซะ 1 ปีเต็ม

เวลาที่เหมาะสมของเรา ต้องมี 1. พลังกายและใจ 2. สมาธิ 3. เวลาที่เราสามารถยิงยาวได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรมารบกวน เพราะพอได้เขียนอะไรแล้วมีอะไรแทรก ไอเดียที่ควรจะเกิดขึ้น ณ ตอนนั้นอาจจะแตกสลายหายไปกับคำเรียกหาจากใครสักคน.. จริงๆนะ แล้วปัญหาหลักคือไม่มีแล็ปทอป ต้องใช้คอมโฮสที่ไม่มีคีย์บอร์ดไทย เลยคิดว่าตอนกลับมาแล้วจะทำ แต่มันเป็นไปไม่ได้ 55555 นอกจากเรียนแล้วก็สอบ สอบๆๆ มันเข้าไป ยิ่งใกล้สอบก็เรียนเลิกดึก กลับมาก็เหนื่อยทั้งกายใจ กว่าจะได้ฤกษ์ก็ปิดเทอมมาแล้วครึ่งเดือนกว่า แฮ่

นี่เป็นข้อแก้ตัวที่มีเหตุผลนะ ใช่มั้ย ใช่สิ 55555 ของแบบนี้มันต้องใช้อารมณ์นะ ไม่ได้มาง่ายๆ เคยได้ยินมั้ย You can’t rush art อ่ะ ปั้ดโถ่ (ยังจะแถ)

เอาล่ะเข้าเรื่อง.. วันนี้จะมาเล่าถึงการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในปีแลกเปลี่ยน!! เป็นเวลาที่เด็กแลกเปลี่ยนทุกคนนับวันรอคอย (ได้ข่าวไปเรียนนนนน) มันเป็นกฎของประเทศอุปถัมภ์ของเรา (แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน) ที่ทุกคนจะออกได้หลังคริสต์มาส มีโควต้า max ให้ 15 คืน เราก็ต้องวางแผนกันดีๆ แล้วทำไมรอบแรกเลือกไปเยอรมนี เพราะว่าเรามีเพื่อนสุดที่ร้ากกกไปแลกเปลี่ยนเหมือนกัน แต่คนละโครงการอยู่ที่นั่น นี่ก็เปรยๆ ให้โฮสฟังมาสักพักแล้วแหละ ว่าเออมีเพื่อนอยู่นะ เค้าก็เชียร์ให้ไปหา อ่ะเข้าทาง แล้วก็คุยๆ ปรึกษากันเรื่อยมา ตอนแรกจะไปรถไฟชิคๆ แต่แพง แพงมาก 555555 ก็บินไปดีกว่าเหอะ

ตอนแรกๆ มีปัญหานิดหน่อย คือออกประเทศเองคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนเพราะยังไม่ 18 บังเอิญมีน้องสุดที่รักอยากไปอยู่พอดี เลยชวนมาบินด้วยกัน แต่ให้ชวนเพื่อนมาด้วย คือนานมากกว่าจะหาได้เพราะตอนนั้นทุกคนก็แพลนกันไปหมดละไง สรุปได้เพื่อนฮ่องกง chapter เดียวกะเรา ชื่อเจเนต แล้วมันก็ไปลากเพื่อนโรตารี่เมกันที่อยู่ Limburg กับมันมาด้วย แล้วโรตารี่นี่ปัญหายิบย่อยมากไม่อยากจะเม้าท์ ต้องมีคนรับรองนั่นนี่ บอกเลยว่าไลน์มือไหม้อ่ะ แก้ปัญหานี่แหละ เอาให้มันไปให้ได้ เพราะไม่งั้นก็ไม่ได้ไปกันหมด 555555

บินของ easyjet ราคาพอรับได้ (จำกัดขนาดกระเป๋า) round trip ประมาณ 110 ยูโรมั้ง ที่ Brussels บ้านเราอยู่ Leuven นั่งรถไฟ 15–20 นาทีก็ถึง ส่วนพวกนั้นคือเป็น 2 ชม. อ่ะ ก็เลยให้มานอนที่บ้าน เพื่อนเมกันนางขาเจ็บ เข้าเฝือกมาเลย ได้ข่าวไปเล่นสกีแล้วข้อพลิกขาแพลงไรไม่รู้ เลยให้นอนห้องโฮสพี่ชายคนกลางที่ชั้น 2 (นางไปอยู่บ้านเช่ากับเพื่อน เลยว่าง) ส่วนห้องเราชั้น 3 ก็นอนกับน้องคนไทย (เจเนตไปเจอกันที่สนามบิน นางหิ้วเพื่อนอีกคนไปด้วย) อาบน้ำไรเสร็จก็ไปเก็บของ เม้าท์มอยกันตามประสา แล้วก็นอน

ตื่นมาตีสี่ ง่วงระดับ 10 ลงมาเจอโฮสมัมตื่นมาส่ง โอ้ยซึ้งอะ ทีนี้เราก็ไปยืนรอบัสที่จุดรอหน้าโรงเรียนที่เราเรียน ใจก็ตุ๊มๆต่อมๆว่าจะมาทันเวลามั้ย อากาศก็หนาวใจจะขาดดดดด อ่ะสรุปมาทันรอบแรกเลยมั้ง แสงไฟแห่งความหวังเลยอ่ะ 55555 ไปถึงสถานีรถไฟ (ติดกะสถานีบัสเลย) ก็ซื้อตั๋ว ซึ่งเซ็งอยู่อย่างคือถ้าซื้อตั๋วเดี่ยวไปเที่ยวเดียวจะแพง ถ้าไปสนามบินนะ เราก็เลยใช้ pass 10 มีให้ 10 เที่ยว 51 ยูโรตกเที่ยวละประมาณ 5 ยูโร แต่ตั๋วเดียว 15 หรือ 10 ไรสักอย่างนี่แหละ แต่แพง จำได้แค่นี้ 5555 จำไม่ได้ละว่าใช้ของน้อง หรือของเรา แล้วก็จะมีนายตรวจเอาที่แก๊บๆ เหมือนที่เจาะกระดาษมาเจาะ เรื่องตั๋วนี่วีรกรรมเยอะมาก ต้องยกไปกระทู้นึง.. แล้วตอนนั่งบัสหรือรถไฟนี่แหละ น้องก็บอกว่า เมื่อคืนหลับไม่ได้เลยอ่ะ พี่กรนดังมาก ต้องหอบผ้าคลุมเตียงไปนอนกับเพื่อนเมกัน ก่อนขึ้นมานอนกับพี่ตอนใกล้สว่าง…

….ขอโทษนะ T_T แต่ขำที่มันหอบผ้าคลุมเตียงไป นึกว่าผ้าห่ม 55555 น้องเป็นคนหลับยากด้วยแหละ เซนสิทีฟเรื่องเสียง อินี้ก็หยุดกรนไม่ได้จริงๆ นะนายจ๋า

ถึงสนามบิน 7 โมงครึ่งมั้ง หิวมาก ไปหาร้านนั่งกินรอเจเนตแอนด์เฟรนด์ ซึ่งแพงไส้ลากกกกก แต่ก็ต้องยอม ไปๆ มาๆ ขอตัดไปที่เข้าเกตเลยนะ คือกว่าจะออกมาจากที่ตรวจ security ก็ใกล้เวลาปิดเกต (ตามใบจอง) แล้ว พอไปถึงคนละไฟล์ทเฉย มันเปลี่ยนเกตโว้ย แล้วไกลมาก คนละโลกเลย วิ่งหน้าตั้งไปอีก กว่าจะออกประเทศนี้ได้ทำไมมันยากจัง

พอขึ้นเครื่องก็ไม่ได้นั่งกับพวกน้อง (มันก็แน่อยู่แล้ว) ไปเดี่ยวๆ เจอโดนสลับที่นั่ง แต่เอเชี่ยนเกิวติ๋มๆ อย่างเราจะโวยวายอะไร บอกไปเฉยๆ ว่านั่งผิดนะ แล้วมันเป็นที่ระหว่างผู้ชาย 2 คน คนนึงก็บอกขอเปลี่ยนที่นะ ไปนั่งกับเพื่อนผู้หญิงอีกฝั่งแทนนะ อ่ะ ก็โอเค พอจัดการไรเสร็จ คนข้างๆ ใส่เฝือกขา เลยถามว่าเป็นอะไรแล้วก็ชวนคุย มีพูดดัชต์ใส่นิดหน่อยพองาม 55555 อ๋อใช่ เจเนตกับเพื่อนมีปัญหาเรื่องพาสปอร์ตหรืออะไรนี่แหละ ตกเครื่องเลยอ่ะ สงสารมาก T.T ฮือ

ถึง Berlin (Schonfeld) ประมาณสิบโมง แยกย้ายกดเงินก่อน น้องกับเพื่อนก็ไปขึ้นรถ ของโรตารี่มั้งรู้สึก เราก็ไปหาไรกิน ของแพงมากอีกแล้ว.. ตามสเต็ปก็เลือกของถูกสุด 5555 เห็นไส้แน่นมาก!! ปรากฎเป็นขนมปังม้วนจ้า.. ขนมปังแข็งมากอะ ต้องค่อยๆ เคี้ยวไป ไส้ก็มีบางๆ เป็นเบคอน แฮม เห็ด พริกปาปริก้า แล้วก็ชีส กินชิลๆ รอรถบัสไป Dresden ซึ่งเป็นเมืองที่เพื่อนเราอยู่นั่นเองงงง ซึ่งเพื่อนทำการจองให้เรียบร้อยก่อนมาละ สะดวกม๊ากๆ

ขนมปังม้วนยาใจคนจนต้องทนหน่อยน้อง

ถึงเวลาบัสใกล้มา ก็ไปรอที่ Terminal A มั้ง ตามแผนที่ ซึ่งก็ต้องไปถามเจ้าหน้าที่แหละ พอออกไปนอกอาคารแล้ว อือหือ.. ลมแรงมาก แล้วมันหนาวด้วย!! โอ้ย กะเหรี่ยงดอยจะตายแล้ว ทั้งลมทั้งหนาวชั้นรับไม่ไหว~ แต่บอกเลยนี่แค่น้ำจิ้มๆ กับสิ่งที่จะเจอต่อไป (ไม่มีวันลืม) ก็รอ เข้าไปรอในเทอร์มินัล รอ รอร้อรอ แล้วมันไม่มีที่นั่งด้วย ฮือๆ

ผ่านไปสักชั่วโมงแม้ว บัสก็มาในที่สุด (ใครจะไปลองหาว่า fernbus นะ รถสีเขียว ราคาถูกดี มี wifi ให้ด้วย แต่เว็บเป็นภาษาเยอรมันนะ)

ขึ้นรถมานั่งกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าชวนคุยเมื่อไหร่.. ขออภัยจริงๆ คือจำได้แค่ว่า เค้าไปลง Dresden เหมือนกัน เป็นนักเขียน แล้วก็กำลังแปลงานให้เพื่อนอยู่ ไรงี้ แล้วเราก็ถามเค้าหลังจากตื่นขึ้นมาว่า เรากรนรึเปล่า 5555555 คือเกรงใจอ่ะ คงเพราะมารยาทมั้งเค้าเลยบอกว่า ก็ไม่หนิ ไม่เป็นไร แล้วด้วยความที่เราไม่แน่ใจว่าต้องลงที่ไหน เลยให้เค้าช่วยบอกด้วยว่า Hauptbahnhof เนี่ยมันลงตอนไหน เค้าก็ดี๊ดีบอกให้ซะละเอียดเลย first impression ฝุดๆ ใครว่าคนเยอรมันดุกัน

พอลงรถมาแล้วก็เจอเพื่อนใส่แจ็กเกตหนังดำอย่างเท่ยืนรออยู่กับโฮสมัม (เดา ซึ่งก็ถูก) ลงรถไปด้วยสภาพหน้ามันๆ เหมือนหมั่นโถวทอดด้วยความดีใจ ฮือ ได้เจอกันแล้วววว

Like what you read? Give Methawee Wanapichit a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.