Rome in brief

Chillin’ in Rome within 2 days

เมื่อเข้าเดือนเมษา ปี 2015 วันหยุดช่วงอีสเตอร์ก็มา แต่เที่ยวยุโรปเหนือมันไม่สนุกเพราะยังเย็นๆ บางที่ก็มีฝนมีลม เช่นเบลเยียมเป็นต้น เราก็เลยวางแผนว่าจะไปแถบใต้ๆ กัน ซึ่งมีประเทศน่าสนใจอยู่เยอะเลย แน่นอนว่าเราและเพื่อน 2 คน อยากจะไปอิตาลีมานานแล้วววว ก็เลยปักหมุดซะ และพอดีเพื่อนเรา 1 คนรู้จักเพื่อนอีกคนที่ไปแลกเปลี่ยนที่ปราก ก็เลยจะไปแวะไปกัน แพลนของเราคือ Prague-Rome-Pisa-Cinque Terre-Venice ไปกันยาวๆ 8 วัน ส่วนกำหนดวันนั้นขึ้นอยู่กับราคาตั๋วเครื่องบินเป็นหลัก

หมายเหตุ: ขอเล่าตอนไปโรมก่อนนะ

จากปราก เราบินมาลงที่ Rome Fiumicino ซึ่งไกลจากตัวเมืองมากกกก แล้วตอนแรกเราแพลนกันว่าจะไป Vatican Museum แต่บัสที่จองไว้เที่ยว 13.45 ที่จะไปถึงสถานี Termini ประมาณบ่ายสองกว่าๆ มันมาช้ามากก เราเผื่อเวลาต่อเมโทรไปที่พิพิธภัณฑ์ตอนรอบสามโมงอีก คือช้าไปหมดเลยยยย สรุปว่านั่งรถไฟไป (มันแพงกว่า ตอนแรกเลยไม่เอา) แล้วรอบต่อไปที่จะออกคือบ่ายสาม… ตอนนั้นก็ทำใจแล้วแหละว่า ไม่น่าจะทัน ซึ่งกว่าจะเข้าโฮสเทลไปเก็บของ กว่าจะไปถึง ขนาดขึ้นจากสถานี Ottaviano รีบเดินจ้ำๆๆๆ ไป เจอคนเดินสวนทางมา ตอนแรกคิดในแง่ดีว่า เออ คงเป็นรอบก่อนหน้านี้มั้งงงง เลยเดินไปหาเจ้าหน้าที่ ได้คำตอบเป็นที่สิ้นสุดว่า รอบสุดท้ายแล้วยู พรุ่งนี้วันอาทิตย์หยุด มาใหม่วันจันทร์นะ ซึ่งวันนั้นเราก็ไปที่อื่นแล้ว เสียใจ เสียดายมาก เลยเดินแบกร่างที่บอบช้ำจากความหวังที่แตกสลาย พร้อมตั๋วราคา 12 ยูโรในมือ ไปที่อีกฝั่งของถนนอย่างเงียบๆ… เฮ้อ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายจริงๆ เลยน้าา (ปวดหัว)

หน้า Vatican Museum ซึ่งถ้าซูมไปนะคะ จะเห็นหนุ่มน่ารักเต็มเลย (เดี๋ยว)

เพื่อเป็นการปรับอารมณ์ เราก็คิดกันว่าจะไปซื้อขนมกับอะไรเย็นๆ ไปกินพักใจพักกายกันที่ Piazza Navona แล้วก็เดินไปกันแบบชิลๆ หยุดถ่ายรูปบ้าง ไม่รีบ ไม่รีบ

เราจำไม่ได้ว่าคืออะไร แต่น่าจะเป็น St Peter’s Basilica นะ ตอนเดินผ่าน

เราเดินเลียบแม่น้ำ ผ่าน Castel Sant’Angelo กับ Ponte Sant’Angelo หยุดถ่ายรูปกับแสงตอนเย็นซักแป๊บ เจอเขาแข่งเรือคายัค (เอ๊ะหรือแคนูนะ..) กันด้วย สนุกดี เดินมาอีกก็เจอ Law Courts สวยยย แล้วก็เลี้ยวเข้าซอย จนมาเจอ piazza เราแบบ อู้หู คือเหมือนค้นพบอะไรสักอย่าง มันเป็นที่ว่างแล้วมีตึกล้อม กว่าจะเจอนี่แอบมึนไปเหมือนกัน

Castel Sant’Angelo กับ Law Courts
บ้านร้างริมแม่น้ำ

ใน piazza ก็จะมีคนมาตั้งสแตนด์รับวาดรูปเยอะมากๆ แต่ที่ชอบคือมีคนมาเล่นดนตรีตรงน้ำพุ เพราะมาก โคตรชิลล์ พอเราหาที่นั่งปักหลักได้ก็นั่งยาวเลย กินขนม นั่งดูคน ฟังเสียงคน มีคนเดินพาเหรดด้วย (คือทัวร์นั่นแหละ) โอ๊ย สนุก แล้วอากาศก็เย็นๆ เหมือนอยู่บนดอย อารมณ์เปลี่ยนเลย คิดถูกมากๆ ที่มา

พอชาร์จพลังเสร็จก็เริ่มมืดแล้ว เลยนั่งบัสกลับดีกว่า เป็นผู้หญิงกันหมดจะเดินกลับก็ไม่ปลอดภัย (จริงๆ คือเหนื่อยแล้ว) ที่ป้ายรถบัสจะมีบอกด้วยว่าป้ายนี้ใกล้กับเมโทรสถานีไหน สะดวกมากก เราก็นั่งไปลง Lepanto แล้วต่อเมโทรไปลง Termini แป๊บเดียว

Piazza Navona

พอกลับถึงที่พัก อ้อ จะเล่านิดนึง คือมันเป็นประสบการณ์ใหม่ ตอนแรกพอเราไปถึง เราต้องกดเบอร์ไปที่รีเซ็ปชั่น แจ้งว่ามาเช็คอินก่อน แล้วเค้าก็จะเปิดประตูให้ พอเช็คอินแล้ว เขาก็จะให้รหัสเปิดประตูมา ชิคมาก ประหยัดคนเฝ้าประตูไปเลย แล้วชื่อโฮสเทลนี่ก็ไม่ได้เห็นชัดอะไรเลยนะ เกือบเดินเลยไปแล้วด้วย แหม่

เราสามคนยังไม่ได้กินข้าวเย็นกัน เลยเอามาม่าไปต้มในครัวข้างล่าง ซึ่งก็ไม่มีหม้อ ต้องต้มน้ำในกาน้ำร้อนเอา พอดีวันนั้นมีคนกลุ่มใหญ่มากมาใช้ครัวก่อน รู้สึกถ้วยจะหมด ต้องใช้จานน่ะ โอ้โห กลัวน้ำหกมากมาย แล้วเราก็นั่งเช็คแพลนของวันต่อไปกันนิดหน่อย (พร้อมกับเล่นเน็ตอย่างบ้าคลั่ง)

พอขึ้นห้องอีกรอบ มีรูมเมทมาใหม่สามคน แล้วหลับกันหมดอี๊ก เราเลยต้องทำทุกอย่างโดยอาศัยไฟฉายมือถือ ห้องน้ำรวมเขาก็ดี มีไดร์ให้ด้วย เสร็จสรรพกว่าจะได้นอนก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนนู่น สโลว์ไลฟ์กันไป

ตื่นมาพบกับเช้าอันสดใส และเตียงสามเตียงที่ว่างเปล่า เพื่อนเราบอกว่าได้ยินเสียงเขาออกไปตั้งแต่หกโมงแล้ว เราก็งงว่า เอ รีบไปไหนกันนะ… คำตอบปรากฏหลังเราไปที่ St Peter’s Basilica และพบว่ามีแถวต่อยาวมากกก มันคือคิวเข้าโบสถ์อ่ะ แล้ววันอาทิตย์ก็มีพิธีมิสซา ถ่ายทอดสดออกมาข้างนอกด้วยนะ พวกแม่ชีเค้าก็ยืนดูกัน แล้วเพื่อนเราก็มาบอกว่า เจอรูมเมทสามคนนั้นล่ะ เลยเดินไปคุย ปรากฏนางมารอตั้งแต่หกโมงแล้วจ้าาา ละตอนนั้น 9 หรือ 10 โมงนี่แหละ เราก็แบบโอ้โห ไฟต์มาก อยากจะต่อคิวเข้าไปอยู่หรอก แต่มีที่อื่นต้องไปอีก ไม่ได้นึกมาก่อนเลยว่าเค้าจะมีพิธี น่าเสียดายเป็นที่สุด ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า เราสามคนช่างไร้วาสนากับกรุงวาติกันอะไรขนาดนี้นะ ฮือๆ

St Peter’s Basilica

หลังซื้อโปสการ์ดพอเป็นพิธี เราก็ไป Pantheon กันต่อ ซึ่งอยู่ใกล้กับ Piazza Navona ที่เราไปเมื่อวานเลย นั่งบัสไปเหมือนเดิม ตอนนั้นใกล้เที่ยงแล้วล่ะ แต่ร้อนมาก ต้องการไอติมด่วนๆ พอดีเจอร้านเจลาโต้ในซอย เราก็พุ่งเข้าไปทันที มีหลายรสให้เลือกมาก อยากจะกินมันให้หมด แต่เงินในกระเป๋าไม่เข้าใจ ต้องตัดใจจิ้มมา 2 รส ราคาแอบแพงนะ ประมาณ 4 ยูโร แต่คุ้มมากกก อร่อยมากกกกก เนื้อเหนียวเข้มข้น รสชาติจัดเต็มสุดๆ เป็นการ์ตูนก็คงมีตาประกายแฉกๆ ไปแล้ว โอย เสียดายที่จำชื่อร้านไม่ได้ นั่งเล็มๆ ตรงหน้าร้านซักพักก็มีคนมาซื้อกันเต็มเลย เป็นเพราะพวกเราสวยแน่ๆ ฮิฮิ (เคยได้ยินว่าเป็นหลักจิตวิทยาล่ะ เหมือนคนต่อคิวยาวๆ ว่าต้องดีต้องอร่อยแน่เลย อะไรแบบนี้)

mi amore gelato~
สตรอว์เบอร์รี่+โยเกิร์ต, คาราเมล+เมลอน, สตรอว์เบอร์รี่+มิ้นต์ ❤

พอกินหมด เราก็เดินเข้าไปใน Pantheon คนเยอะมากเลย แอบอึดอัด มืดด้วยล่ะ ก็มีเป็นประมาณหลุมฝังศพของนักบวชอะไรแบบนี้ ออกมาได้ยินเพลง Hotel California รีบเดินออกมาฟังเลย ชอบๆ จากนั้นเริ่มรู้สึกหิว ซึ่งดีเลย์มากมาย จึงไปหาอะไรกินกัน และก็หนีไม่พ้นพิซซ่า (ทั้งๆ ที่โฮสเราบอกให้กินของท้องถิ่นแท้ๆ ฮือ) เราสั่งหน้าที่ถูกที่สุด คือ Margherita ซึ่งราคายัง 8.5 ยูโร โอยๆๆ แต่ก็ไม่รู้จะไปกินร้านไหนแล้วล่ะ ไหนๆ ก็นั่งไปแล้ว ปรากฏว่าให้มาเยอะอยู่นะ กินไม่หมดกันเลย แถมได้รู้ว่าเขามีค่าบริการ ‘นั่งข้างนอกร้าน’ อีกต่างหาก แหม เอาเถอะค่ะ คิดว่าเป็นค่าอากาศดีก็แล้วกัน

Pantheon และข้างนอก
Afternoon street music performance :)

โอเค อิ่มกันแล้ว พลังมีแล้ว ไป Colosseum กัน ซึ่งพอเราเดินออกมาจากเมโทร ตอนแรกไม่เห็นเลยนะว่าอยู่ตรงไหน ทั้งๆ ที่อยู่ตรงหน้านั่นเลย จะตาถั่วอะไรได้ขนาดนี้ จากนั้นก็มีการถกเถียงกันว่าจะเข้าไปข้างในดีมั้ย เพราะค่าเข้าแอบแพง ไปๆ มาๆ เราเห็นว่า EU citizens under 18 เข้าฟรีล่ะ แต่เราก็ไม่แน่ใจกันไงว่าเขาจะให้เราเข้ามั้ย เพราะเรามีแค่บัตร resident permit ที่ทำตั้งแต่มาแลกเปลี่ยนแรกๆ เลยตรงดิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ตรงทางเข้า ว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนประเทศนี้ๆ จะเข้าได้ไหม ปรากฏว่าได้แหละ โอ๊ย ดีใจมากกก ร้องเย้ออกมาตรงนั้นเลย นี่มันรายการฝันที่เป็นจริง!! รออะไรล่ะคะ เข้าไปต่อแถวสิคะคุณผู้ชมมม

Colosseum

ยืนสักหนึ่งเมื่อยใหญ่ๆ เราก็ได้เข้าไปที่เคาน์เตอร์ขายบัตร เจ้าหน้าที่ขอบัตรเราไปดู พลิกไปมา มีขมวดคิ้วนิดๆ สักพักก็ส่งคืน ถึงกับถอนหายใจดังฟู่ว เพราะบัตรมันเป็นภาษาดัชต์ด้วยล่ะมั้ง เขาเลยคิดว่า ได้แหละ ของจริงแหละ ฮ่าๆ

ข้างในใหญ่มากกก ด้วยความที่ไม่คิดว่าจะได้เข้าเลยไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน มันอลังการมาก และร้อนมากด้วย พอเดินวนเสร็จก็ออกมาถ่ายรูปข้างหน้ากันนิดนึง เนื่องจากมีกันแค่สามคน และเราต้องถ่ายให้เพื่อนอีกสองคน เลยต้องระวังของกันสุดๆ เรามีการโชว์ธงไทยกันด้วย (ช่วง wanna be on top) และมันสะดุดตาคนเดิน่านไปมามาก แต่ถึงจุดนี้ถ้าอายก็อดได้รูปแล้วล่ะ

ข้างใน Colosseum
Arch of Constantine

แล้วเราก็ลงไปที่ Rome Forum ตรงทางเข้ามีตรวจของ เจอคนรุมถ่ายน้องนกด้วย น่ารักดี เหมือนเด็กเจอของเล่น เราก็เดินอ่านประวัติ สาระต่างๆ ของแต่ละที่จนเพลิน จนเขาประกาศว่าอีก 15 นาทีจะปิดแล้วนะคะ โอ้โหตาเหลือกเลย Palatine Hill ยังไม่ได้ขึ้นเลย รีบวิ่งเลยค่ะ ไฟต์มาก แอบเหนื่อยเหมือนกันนะ แต่พอเห็นวิวแล้วก็หายเลย แดดกำลังดีอีกต่างหาก ถึงกับกดชัตเตอร์รัวๆ

ทางเข้า Rome Forum
Rome Forum
เจ้านกกก จะไปไหนจ๊ะ
ข้างบน Palatine Hill และวิวเล็กน้อย

เราถ่ายรูปกันเพลินจนถึงเวลาปิดจริงๆ คือห้าโมง เหล่าผู้รอดชีวิตก็ทยอยเดินออกไปอีกทาง คือมันหมดเวลาเข้าแล้วน่ะ เขาเลยปิดทางเข้าไม่ให้เราสวนออกไป เราก็ต้องออกมาทางด้านหลัง เจอแดดกำลังอ่อนๆ โอ๊ย สวยมาก รู้สึกดี แต่ก็ต้องมาผจญภัยเหล่าคนขายไม้เซลฟี่กับพาวเวอร์แบงก์ ซึ่งมีเยอะมากกกก มีตลอดทางเลยมั้ง ในใจก็แอบคิดนะว่า เพิ่งมาขายเหรอเนี่ย เอเชี่ยนชนเค้ามีใช้กันตั้งนานแล้วนะ รู้เปล่า อิอิ

ถนนข้างหลัง เห็นว่ามีโครงการจะสร้างเมโทรสาย C กับ D มาทางนี้ด้วยล่ะ~

เราไปกันต่อที่ Spanish Steps บันไดสเปนในตำนาน ซึ่งใน Lonely Planet บอกว่าเป็น A Must ที่ต้องไปให้ได้ ซึ่งในรูปก็สวยมากเลยนะ มีดอกไม้ ไม่มีคน เราก็แอบหวังแหละ แต่ลืมคิดไปว่าทุกคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ปรากฏว่าคนเต็มบันไดเลยจ้าา แง ว่าจะมานั่งบันไดดูคน กลับได้ยืนดูคนนั่งบนบันไดซะงั้น เราก็เลยไปเดินถนนแถวๆ นั้นกัน แบบ window shopping เพราะมีแต่ร้านแบรนด์ทั้งนั้นเลย ผ่านสถานทูตด้วยล่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าของประเทศอะไร อื้ม แล้วเราก็วนกลับมาที่บันไดสเปนเหมือนเดิม คนก็ไม่ได้น้อยลงเลย แต่เอาน่ะมาแล้วก็ขอนั่งซักหน่อยละกัน เราชอบบรรยากาศมันนะ มันชิลล์มาก เป็นจุดพักผ่อนดีๆ นี่แหละ เหมือนกับ Piazza Navona ที่ไปมาเลยแต่คึกคักกว่ากันมาก

Spanish Steps และวิวจากบันได

สุดท้าย ท้ายสุด เนื่องจากเราได้ข่าวจากเพื่อนที่มาช่วงก่อนหน้าเราว่า น้ำพุเทรวีปิดซ่อม 2 ปีนะจ๊ะ เราก็ใจสลายเลย โอ๋ยยย ทำไมหนอ ทำไม ฟ้าไยจึงมากลั่นแกล้งกัน แต่ก็เอาเถอะไปสักหน่อย อย่างน้อยให้รู้ว่าเค้าปิดซ่อมกันยังไง มันอยู่ที่ไหน ก็พอ แต่ก่อนหน้านั้นเราแวะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อน เพื่อที่จะซื้อของไปกินตอนเย็น กับพรุ่งนี้เช้าบนรถไฟ (เหมือนหลุดไปอีกโลกเลย เลือกเพลิน น่ากินไปหมด)

ถนนละแวกน้ำพุเทรวีนี่ค่อนข้างคึกคักพอตัวเลย มีร้านเยอะมาก แล้วตอนเราไปนะ น้ำพุมันหลบอยู่หลังมุมตึก คือเดินเข้ามา เอ๊ะ ไม่เห็นมีเลย.. อ๋อๆ ตึกบัง เพิ่งรู้ว่ามันอยู่ในซอกหลืบขนาดนี้ นึกว่าเปิดกว้างไปเลย ความรู้สึกเหมือนตอนไป Piazza Navona อีกแล้ว; ถึงจะปิดซ่อม แต่ก็ยังกั้นเป็นพลาสติกใส ให้ดูรู้ว่า เออ เนี่ย ซ่อมอยู่นะ คนก็เยอะพอสมควรเลยล่ะ สวัสดีนะเหล่าคนผิดหวังทั้งหลาย ฮ่าๆ (ทำไมร้ายจัง)

พอดีว่าทางผ่านไปน้ำพุเทรวี มันมีน้ำพุที่ Piazza Barberini ที่แอบสวยอยู่เหมือนกัน เลยไปดูแก้ช้ำใจ หลังจากนั้นเราก็ไปต้มมาม่ากิน (อีกแล้ว) และเจอปัญหาตอนจะล้างจาน คือท่อตันจ้าาา ฮือ น้ำนี่เอ่อเต็มเลย ต้องเรียกสตาฟฟ์มาช่วย ซึ่งก็สงสารเค้ามากเลยนะ แบบกลุ่มก่อนหน้านี้จะต้องมีคนทำตันอ่ะ แล้วก็ล้างกันมาเรื่อยๆ จนน้ำเต็มอ่าง แล้วสตาฟฟ์ก็ต้องมาวิดน้ำออก แล้วดึงจุก แต่มันดึงไม่ออกนี่แหละ ลำบากมากมาย เราก็ยืนบ่นกับฝรั่งที่มารอล้างเหมือนกัน ฮ่าๆ สุดท้ายก็ได้ล้างล่ะ แต่อีกชั่วโมงต่อมานะ เสียเวลาไปหน่อย แต่ก็คุ้ม :)

Piazza Barberini Fountain

ปล. ความน่าประหลาดใจ (ที่ดี) ของการไปโรมครั้งนี้คือ ทั้งๆ ที่เราพักใกล้ Termini ที่ขึ้นชื่อเรื่องโจรเยอะนักหนา ข้าวของเรากลับไม่หายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว (ยกเว้นผักจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ลืมเอาไว้ใต้เตียงตอนเช็คเอาท์..) จะภูมิใจได้ไหมล่ะ แต่จะว่าไปการทำของหายก็ไม่ใช่อะไรที่จะต้องมาเช็คว่าได้ทำแล้วกันนะ ฮ่าๆ

Like what you read? Give Methawee Wanapichit a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.