อะไรใน hearthstone ที่ผมเล่นแล้วนึกถึงเกม Yu-Gi-Oh! ภาคเก่า ๆ ขึ้นมา

ย้อนกลับไปสมัยผมยังอยู่มัธยม ด้วยความเป็นคนชอบการ์ดเกม ประกอบกับการ์ตูน Yu-Gi-Oh! เกมกลคนอัจฉริยะกำลังถึงจุดฟีค เกม Yu-Gi-Oh! duel monsters 4 ที่ออกวางจำหน่ายได้กระตุ้นความอยากเป็นเจ้าของแก่ นร. หัวเกรียนงบน้อยอย่างผมมาก ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่าจะตลับหรือเครื่อง Gameboy Color ผมก็ไม่มีปัญญาซื้อทั้งนั้นแหละ สิ่งที่พอจะทำได้คือซื้อบทสรุปมาอ่านไปพลาง ๆ ก่อน (น่าเศร้ามั้ย T T) หลังจากนั้นผมถึงได้รู้จักกับ emulator กับ rom เป็นครั้งแรก และแล้วเราก็เข้าไปสู่ด้านมืด… เอ๊ยไม่ใช่ หมายถึงมีโอกาสได้เล่นเกมนี้กับเขาบ้างผ่านโปรแกรม emulator
พอโตขึ้นอีกหน่อย ผมมีโอกาสได้เล่นการ์ดเกมในรูปแบบดิจิตอลอีกหลายตัว ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ จนกระทั่งเลิกไปตอนเริ่มเข้าทำงาน หลังจากนั้นถึงได้กลับมาเล่น Hearthstone ตามคำชวนของเพื่อน ซึ่งหลาย ๆ อย่างใน Hearthstone นั้นทำให้ผมอดนึกถึงเกมและการ์ตูน Yu-Gi-Oh! ภาคเก่า ๆ ที่เคยเล่นและอ่านเมื่อตอนเด็กไม่ได้ ดังนั้นผมเลยอยากเขียนบทความรำลึกความหลัง ว่าผมคิดถึงอะไรบ้างเมื่อได้เล่น Hearthstone ครับ
หมายเหตุ — บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาว่า Hearthstone ไปลอก Yu-Gi-Oh! มาแต่อย่างใด อันนี้เขียนจากความรู้สึกล้วน ๆ ประมาณว่าเห็น A ทำให้คิดถึง B จังเลย ไม่ได้หมายถึง A ไปลอก B มา อะไรแบบนั้นนะครับ
1. มีการจำกัดอาชีพหรือตัวละคร
เมื่อก่อนเกม Yu-Gi-Oh! ภาคแรก ๆ ไม่เคยมีการจำกัดอาชีพ หรือจำกัดตัวละครมาก่อน ทำให้เราสามารถเล่นการ์ดใบใดก็ได้ที่อยากเล่น ความยากในการสร้างเด็คจึงอยู่ที่การหาการ์ดที่ต้องการมาใช้มากกว่า ต่อมาเกมภาค 4 ที่ลงในเครื่อง Gameboy Color ทางผู้ผลิตได้แบ่งตัวเกมมา 3 เวอร์ชั่นตามตัวละครหลักอย่าง ยูกิ, ไคบะ และ โจวโนะอุจิ (เกมเดียวกันแบ่งขายหลายตลับแบบนี้ สงสัยจะเอาอย่าง pokemon) แต่ละตัวละคร (แต่ละตลับเกม) ก็จะใช้การ์ดได้แตกต่างกัน โดยการ์ดจะแบ่งออกเป็นการ์ดทั่วไปที่ใช้ได้ทุกตัวละคร และการ์ดที่ใช้ได้แค่บางตัวละคร ซึ่งในเกม Yu-Gi-Oh! ภาคต่อๆ มาก็ไม่เคยมีระบบการแบ่งตัวละครแบบนี้อีกเลย (ยกเว้นในภาค spinoff ต่าง ๆ ที่ไม่ได้เล่น Yu-Gi-Oh! TCG แต่เป็นเกมแบบอื่นในกติกาใหม่ ๆ) ดังนั้นพอผมมาเห็นระบบอาชีพใน Hearthstone เลยรู้สึกคิดถึงขึ้นมาครับ


2. มี Starchip เหมือนกัน
เวลาเราเล่น Hearthstone ในโหมด Rank ทุกครั้งที่ชนะ เราจะได้คะแนนที่พอสะสมได้จุดหนึ่ง ก็จะเลื่อนระดับไปอยู่ใน Rank ที่สูงขึ้น ซึ่งคะแนนที่ว่าหน้าตาเป็นดาวสีทองเหมือนชิปที่ใช้เดิมพันในการ์ตูน Yu-Gi-Oh! ภาคเกาะเปกาซัสเป๊ะเลย (โปรดดูภาพประกอบความเป๊ะ)



3. มีการสู้กับ NPC เพื่อปลดล็อคการ์ด
ในเกม Yu-Gi-Oh! duel monsters 4 คุณจะต้องเอาชนะบอสเนื้อเรื่องเพื่อปลดล็อคการ์ดที่ยังไม่สามารถใช้ได้ในช่วงแรก ส่วนใน Hearthstone เราต้องสู้กับ NPC เพื่อปลดล็อคการ์ดเบสิกของแต่ละอาชีพมาใช้งาน และยังมี Adventure ให้เราได้ลุยดันเจี้ยนเพื่อหาการ์ดพิเศษที่หาไม่ได้จากการเปิดซอง ซึ่งการ์ดเกมดิจิตอลหลาย ๆ ตัวก็มีระบบประมาณนี้ ผมแค่ชอบเป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกเหมือนเล่นเกมผ่านด่านดีครับ (ขนะก็ปลดล็อคของมาใช้ไปเรื่อย ๆ)
เกี่ยวกับ NPC อีกอย่างนึงที่ผมชอบมากก็คือไอเดียที่ให้ NPC สู้กับเราโดยใช้กติกา หรือการ์ดที่ได้เปรียบ คือในเกม Yu-Gi-Oh! ยุคแรก ๆ สมัย Gameboy หรือ PS1 ตอนนั้น AI ยังไม่ได้ฉลาดอะไรมากนัก พวก NPC ระดับบอส ถ้าใช้การ์ดแบบเดียวย่อมไม่สามารถเอาชนะผู้เล่นได้อยู่แล้ว (เพราะเราฉลาด และ AI มันไม่มีกลยุทธอะไรมาก) ดังนั้นผู้ผลิตเกมเลยต้องโกงนิดหน่อยโดยเอาการ์ดที่มีความสามารถสูงกว่าปกติให้ NPC ใช้ หรือใช้กติกาเอาเปรียบมาสู้กับเรา ซึ่งใน Hearthstone ก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ซัดกับบอสที่ทรงพลังสุด ๆ โหมด Heroic ใน Adventure เช่นกัน (เล่นโหมดนี้อย่าไปหาว่า NPC โกงนะครับ ที่ผ่านมาเขาแค่ยังไม่ได้ใช้ “พลังที่แท้จริง” เท่านั้นเอง 55+)

4. กว่าจะได้การ์ดมาช่างลำบากลำบน
ถ้าคนที่เคยเล่น Yu-Gi-Oh! สมัย Gameboy หรือ PS1 มาก่อน ย่อมรู้ดีกว่าการได้การ์ดดี ๆ มานั้นยากแค่ไหน เพราะยุคนั้นการได้การ์ดจะไม่ได้มาจากการหาเงินไปเปิดซอง แต่ได้มาจากการสู้กับ NPC ให้ชนะแล้วจะสุ่มได้การ์ดมา 1 ใบ (ระบบนี้เรียกว่า Get Card) แน่นอนว่าโอกาสได้การ์ดดี ๆ นั้นยากมาก (ง่ายกว่าถูกหวยหน่อยนึง T T) บางทีต้องชนะเป็น 100 ครั้งถึงจะได้การ์ดที่ต้องการ ต่อมาในเกมภาคใหม่ ๆ ที่เล่นการ์ดกันด้วยกติกาจริงที่แบบ Yu-Gi-Oh! TCG ก็ยกเลิกระบบ Get Card แบบนี้ไป เปลี่ยนมาใช้เงินที่ได้จากการชนะ NPC มาเปิดซองแทน ซึ่งสะดวกกว่ามากครับ (มีแต่ซีรีย์ Yu-Gi-Oh! Power of Chaos ที่ลงเครื่อง PC ที่ยังเอาระบบ Get Card มาใช้ คาดว่าต้องทำแบบนี้เพราะการ์ดในเกมมันมีน้อย ถ้าชนะแล้วได้การ์ดครั้งละหลาย ๆ ใบผู้เล่นจะสะสมการ์ดได้เร็วเกินไป)
ช่วงแรกตอนผมเล่น Hearthstone แบบเติมเงิน ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าการ์ดมันหายากอะไร พอหันมาเล่นแบบ F2P เท่านั้นแหละ สัมผัสได้เลยว่าการ์ดทุกใบมีค่า ย่อยทิ้งขว้างไม่ได้ กว่าจะได้การ์ด legendary มาซักใบนี่น้ำตาจะไหล และถ้าเปิดได้การ์ดดี ๆ ของคลาสไหนมากเข้าหน่อยก็ต้องหันไปเล่นคลาสนั้น เรื่องมากไม่ได้อีก T T แหม่ มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนตอนเล่นเกม Yu-Gi-Oh! ภาคเก่า ๆ ซะเหลือเกิน



5. การ์ดที่มีพลังราวกับเทพเจ้า
โมเม้นคลาสสิคในการ์ตูนเล่นการ์ดไม่ว่าจะเป็น ยูกิโอ, การ์ดไฟท์แวนการ์ด หรือ Duel Master ต้องมีคือเวลาจะลงการ์ดเก่ง ๆ มาบนสนาม เจ้าของการ์ดจะต้องมีคำพูดเท่ ๆ หรือบทสวดอะไรซักอย่างให้มันดูอลังการ หรืออย่างน้อยก็ต้องแหกปากเรียกชื่อมอนเตอร์ที่ลงมา ผู้เล่นอีกฝั่งก็จะรับลูกด้วยท่าทางเหงื่อตก, ลนลานหรืออะไรก็ว่าไป (แบบว่าอินกับระบบซีมูเลชั่นที่สมจริง ถ้านั่งเล่นการ์ดกันที่โต๊ะแบบปกติคงจะอุทานแค่ “yed เข้”)
ใน Hearthstone ก็จัดเต็มโมเม้นแบบนี้มาให้เราหายคิดถึง เพราะการ์ดระดับ legendary แต่ละใบจะมีเอฟเฟคและเสียงเพลงประกอบเฉพาะของตัวเอง ทำให้เวลาแอบแว๊บไปเช็ค Facebook ระหว่างเล่นเกมแล้วได้ยินเสียงเพลง legendary ที่อีกฝ่ายดรอปลงมาก็จะจำได้ทันทีว่าตัวอะไร (ยิ่งตัวเก่ง ๆ ด้วยนะ แค่ได้ยินเสียงเวลามันลงก็กุมขมับละ)


ก็หมดแล้วสำหรับความเห็นของผมที่ว่า “อะไรใน hearthstone ที่ผมเล่นแล้วนึกถึงเกม Yu-Gi-Oh! ภาคเก่า ๆ ขึ้นมา” แล้วคุณล่ะ Hearthstone หรือการ์ดเกมอื่นที่คุณเล่น ทำให้คุณคิดถึงอะไรบ้าง ลองมาแชร์กันครับ
