Travelogue

New York Art Book Fair

อากาศเย็นลงจนจำไม่ได้ว่าเหลือกี่องศา ตัดสินใจคว้าเสื้อโค้ทตัวเดียวที่ติดมาจากเมืองไทย ซึ่งเป็นตัวที่เพื่อนทำให้(เมื่อรู้ว่าจะมานิวยอร์คเมื่อสองปีที่แล้ว และตอนนี้ก็ได้มาอยู่ที่นี่จนได้)พร้อมกับหมวกใบเก่งใบเดิมที่ได้มาจากร้านหมวกที่เชียงใหม่ กระโดดขึ้น subway สาย 7 มุ่งหน้าไปยัง MOMA PS 1

เมื่อพูดถึง MOMA PS1 เราเคยอ่านในหนังสือแมกกาซีนต่างๆ ก็พบว่ามีงานของศิลปินร่วมสมัยต่าง หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแสดงงานที่นี่กันมากมาย ในแง่หนึ่งด้วยความสนใจเรื่องงานศิลปะและสถาปัตยกรรมของเรา ตัวอาคารที่ถูกออกแบบปรับปรุงมาจากอาคารเก่ารกร้าง ให้กลายเป็นพื้นที่สตูดิโอจัดแสดงงานศิลปะและกิจกรรมต่างๆ โดยที่ยังคงเสน่ห์ วัสดุ รูปแบบของอาคารเก่าเอาไว้ได้อย่างลงตัวทีเดียวเลย

หลังจากได้ไปเดินและซื้อหนังสือในงาน Bangkok Art Book Fair จัดขึ้นที่ Bangkok CityCity Gallery เมื่อวันที่ 6–9 กันยายน ทำให้เราได้รู้จักกับ Derlene Lin หนึ่งในศิลปิน/สำนักพิมพ์ที่มาออกบูธในงานวันนั้น และทำให้เราได้หนังสือ Do Not Ever Work (ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช)มาในครอบครอง เราพูดคุยกันไม่มากประโยคเท่าไหร่ แต่เมื่อจับใจความได้ว่าเรากำลังจะเดินทางมา New York ในอีกไม่กี่วัน Lin จึงเอ่ยปากชวนถามถึง New York Art Book Fair ที่กำลังจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือนนี้ ก่อนจะจดรายละเอียดของงานใส่หลังนามบัตรส่งมาให้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นจริงๆ ของบทสนทนา

จากสถานี Court Square เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 นาทีเดินเท้ามาถึง MOMA PS 1 สถานที่จัดงาน วันนี้เป็นวันเสาร์และเป็นวันเดียวที่งานจะเปิดถึงสามทุ่ม ทำให้ผู้คนดูคึกคักมากๆ แน่นอนว่ามองดูรอบๆตัวเราก็จะเห็นวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงผู้ใหญ่มากหน้าหลายตา ยืนพูดคุย รอเพื่อน จิบกาแฟ อยู่ตั้งแต่หน้างาน เรารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่มันพุ่งพล่านมากๆรอบตัวเรา โดยไม่มีสาเหตุ. (พลังงานบ้าบออะไรไม่เข้าเรื่อง 555)

New York Art Book Fair จัดโดย Printed Matter, Inc. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ที่สนับสนุนศิลปิน พื้นที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ และร้านหนังสือ ก่อตั้งขึ้นโดย AA Bronson ศิลปินนิวยอร์ค ผู้เป็นนายกของ Printed Matter, Inc. จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2013 ที่ MOMA PS 1 และจัดต่อเนื่องทุกๆปีมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่างานครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกรึเปล่า แต่ปัจจุบันมีงาน Art Book Fair เจ๋งๆในโลกมากมายเลย เช่น LA Art Book Fair, Brooklyn Art Book Fair, 2018 SF Art Book Fair(San Francisco), Singapore Art Book Fair, New England Art Book Fair รวมไปถึง Bangkok Art Book Fair ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานมานี้

งานนี้เป็นแหล่งรวมเรื่องราว Art Book และศิลปินจากทั่วโลก ที่พร้อมใจกันมาเผยแพร่ แลกเปลี่ยนและนำเสนอผลงานของตนเองอย่างอิสระ โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 35,000 ราย ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินอิสระ องค์กรต่างๆ สำนักพิมพ์ นักสะสม รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ มีตั้งแต่ Zines เล่มเล็กๆ ไปจนถึงวัตถุโบราณและงานศิลปะร่วมสมัย จัดแสดงอยู่ร่วมกันภายในงาน ซึ่งความเจ๋งของงานนี้คือเปิดให้เข้าชมฟรีและมีกิจกรรมต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต งานสัมนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศิลปะ หนังสือ งาน workshop ต่างๆ ซึ่งแต่ละปีก็จะมีโปรแกรมที่เราทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในสถานที่แฮงค์เอาท์ของวัยรุ่น นักศึกษา รวมไปถึงศิลปิน นักอ่าน และผู้คนต่างๆมากมาย ที่มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน รวมไปถึงซื้อขายผลงานของกันและกัน

หลังจากผ่านด่านตรวจกระเป๋าข้างหน้างาน โดยที่การ์ดป้องกันไม่ให้คนเอาเครื่องดื่มเข้าไปดื่มในงาน (แต่ข้างในก็มีขายอยู่ดี) เราหยิบแผนผังและสูจิบัตรของงานติดมือมาก็เดินทะลุออกมายัง court outdoor ภายในบริเวณงาน

ภาพแรกของพลังงานที่กล่าวถึงปรากฏชัดขึ้นมากๆ เราเห็นศิลปิน นักเขียน นักร้อง นักดนตรี ดีเจ นักธุรกิจ นักศึกษา แม่บ้าน ฯลฯ ซ่อนอยู่ภายใต้ character บุคลลิคและการแต่งกายที่แสดงออกมาเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน รู้สึกไปเองว่าเหมือนจะได้เจอผู้คน ที่เป็นคนประเภทเดียวกันกับเราที่นี่

ตัดสินใจแยกย้ายกันเดินกับพี่ที่มาด้วยกันอีกคน เพราะเชื่อว่าเรามีจุดมุ่งหมายและความสนใจแตกต่างกัน ต่างคนต่างลุยมันน่าจะสนุกกว่าแน่ๆ เราปฏิเสธที่จะเปิดแผนที่เพื่อดูว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพราะว่าไม่ได้มีแผนตั้งแต่แรก จึงมุ่งหน้าเดินไปเรื่อยๆ ตามจังหวะผู้คนและความสนใจ

ก้าวเท้าเข้าไปในโดมแรกที่อยู่ตรงหน้า ก็ตื่นเต้นแล้วที่ได้เจอสำนักพิมพ์ และศิลปินมาออกบูทกันมากมาย ในหัวเราโล่งมากเพราะว่าไม่ได้รู้จักใครและสำนักพิมพ์ใดๆเลย แต่มันสนุกตรงที่ทำให้เราไม่ต้องคาดหวังกับอะไร เปิดใจรับกับทุกสิ่งที่เจอ ซึ่งทุกสิ่งมันก็หน้าตื่นเต้นมากๆจริงๆนะ

ก้าวเท้าออกจากโดม เปลี่ยนโซนเดินเข้าไปในเต็นท์ ยิ่งตื่นเต้นทวีคูณมากขึ้นไปอีก เมื่อภาพเห็นภาพบูทตรงหน้าประมาณ 40–50 บูทในโซนนี้ คนแน่นมาก งานแต่ละคนค่อนข้างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราไล่เดินไปเรื่อยๆ ดูงาน สลับกับถ่ายรูป ชอบบูทไหน โต๊ะไหนก็เข้าไปคุย ทุกคนยินดีที่จะบอกเล่าแนะนำและอธิบายสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งทุกโต๊ะทุกบูทต่างๆมีผู้คนสนใจแวะเวียนเข้ามาคุยตลอดไม่ขาดสาย

จนมาสะดุดอยู่ที่บูทนึง ผู้ชายหน้าหวาน ไว้หนวดเครา สวมเสื้อสีชมพู GOOD BOY NEED GOOD DICK TOO เราสนทนากันเล็กน้อย ก่อนจะเปิดดูผลงาน Photo Book Magazine ชื่อว่า Cakeboy ซึ่งเป็น Queer Fashion, Beauty, Sexuality and Identity สไตล์จัดที่มีความน่าสนใจ ดึงดูดเรามากๆ เราเปิดดูคร่าวๆค่อยๆเติมแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง ก่อนจากมาเราเอ่ยปากชื่นชมผลงานแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้แนะนำตัวซึ่งกันและกัน

ผ่านโซนนี้เข้าไปในเวิ้งเล็กๆ สี่เหลี่ยมหลังกำแพงคอนกรีด ที่ขึงปิดหลังคาด้วยผ้าสีชมพู ทำให้พื้นที่ภายในและบรรยากาศนวลไปด้วยสีชมพู โซนนี้เป็น Art Book ที่มีกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเปิดบูธ ขายหนังสือ ซึ่งภายในโซนนี้คนเยอะมาก เราไม่ได้ดูอะไรเป็นพิเศษ แต่ชอบและติดใจประโยคนึงบนโปสเตอร์แผ่นใหญ่ที่แขวนอยู่ตรงผนังคอนกรีต Sanctuary is Inside of you, Finding your inner, sanctuary has to do with recognizing your own power. โอ้โหเหมือนได้รับพลังบางอย่าง

เราเดินผ่าน cort ใหญ่ตรงกลางอีกอันซึ่งบริเวณนี้มีซุ้มขายเครื่องดื่ม ลาน เวที กิจกรรม ที่คนออกมานั่งพูดคุย แฮงค์เอาท์กันบริเวณนี้เยอะมาก จริงๆ รู้สึกอยากเข้าไปคุยกับใครสักคนเหมือนกันนะ อยากถามอะไรหลายๆอย่าง อยากรู้นั่นนู่นนี่ แต่เก็บความอยากไว้แล้วเดินตัดเข้าไปในตัวอาคารด้านหลังก่อนละกัน

เอาสิ เดินกันให้ตายไปเลย ภายในอาคารนี้มีทั้งหมด 3 ชั้นไม่รวมชั้นใต้ดินอีก 1 ไม่รู้เริ่มจากตรงไหนเราเลยเดินมั่วไปก่อนเลย ตัดสินใจมุ่งหน้าไปหา Darlene Lin ครั้งก่อนเราได้พบกันที่ Bagkok Art Book Fair ก่อนมาเราได้ text หากันและรู้ว่าครั้งนี้บูทของ Lin จะอยู่ตรงที่ Room 1 ชั้น 2 และแชร์พื้นที่ร่วมกับ Marian Good Man Gallery หลังจากที่ได้พบกันเราพูดคุยกันอยู่นิดหน่อยเพราะว่าคนเยอะมาก และ Lin ต้องขายของที่บูธ เราเอ่ยขอบคุณที่ชวนเรามางานี้และ say goodbye แบบไม่ยืดเยื้อเพื่อให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเองต่อไป

เราเดินวนไปมาชั้นหนึ่ง ชั้นสอง แต่กลับชอบโซนที่เป็นศิลปินรวมกลุ่มกันมาออก มากกว่าสำนักพิมพ์อาจจะเป็นเพราะว่าเราได้ทำความรู้จัก พูดคุยกับศิลปินด้วยมั้ง ทำให้เราได้ฟังเรื่องราว เนื้อหา และแรงบันดาลใจที่ถูกส่งผ่านจากศิลปินมาถึงเรา

หนึ่งในนั้นคือ ป้ายโปสเตอร์แผ่นใหญ่ ถูกเขียนด้วยลายมือแบบหยาบๆ America Dream 100$ ที่ถูกแปะอยู่บนผนังในมุมนึงของโซนนี้เป็นผลงานของ Masanao Hirayama หลังจากแนะนำตัวพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยเราเอ่ยถึงที่มาที่ไปของงานเขา ที่ได้ฟังแล้วต้องตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากที่เราถามว่าสิ่งนี้มันคืออะไร เขาตอบได้สั้นๆง่ายๆว่า

“You can buy American Dream here ! 100$”
“That’s it ?”
“Yes” “That’s it !!!!”
“hahaaaa”

เราเผลอหัวเราะไปพร้อมกับเขาดังมากๆ ก็แค่นี้แหละ แค่นี้จริงๆ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ แล้วเขาก็ผายมือค่อยๆแนะนำผลงานสนุกๆปนความเรียบง่ายบนโต๊ะ รวมถึงเอ่ยปากถามว่า หรือคุณจะซื้อมันในราคา 5$ ก็ได้นะ (มี American Dream แผ่นเล็กอีกแผ่นนึง บนโต๊ะ) นั่นทำให้เราเผลอหัวเราะออกมาดังๆอีกครั้ง เราชอบเขามาก รวมถึงดูเขามีความสุขในทุกสิ่งที่ได้เล่ามาให้เราฟัง ก่อนจากกัน เราเอ่ยปากบอกไปว่า ถ้าวันนึงเรารวย เราจะติดต่อกลับไปขอซื้อ American Dream 100$ แผ่นนั้น ก่อนส่งท้ายด้วยเสียงหัวเราะบอกลากันไป

อีกโซนนึงอยู่ที่ชั้น B น่าสนใจมาก “A History of Zines” มีการจัดแสดง ต้นกำเนิดที่มาที่ไปของ Zines เราเดินดูไปเรื่อยๆ ได้เห็นที่มาที่ไป วิวัฒนาการของ Zines ที่ค่อยๆเปลี่ยนไป หลากหลายมากขึ้น ทั้งเรื่องราว เนื้อหา และรูปเล่ม ที่ต่างมีเอกลักษณ์แตกต่างหน้าสนใจ จนอยากจะขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวัน เปิดอ่านดูทีละเล่มตรงนั้นเลยทีเดียว มีเล่มนึงที่แอบสะดุดนั่นคือ Cats Hate Cops เรื่องราวของ photo และลายเส้นง่ายๆ ผ่านตัวหนังสือพิมพ์ดีดถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่แน่ใจว่า แมวหรือเจ้าของซีนเล่มนี้กันแน่ที่เกลียดตำรวจ ก่อนออกมาจากโซนนี้ เราตัดสินใจซื้อ A History of Zines มาด้วย ใครสนใจไว้มายืมไปอ่านได้นะ

อีกคนที่อยากแนะนำให้รู้จักนั่นคือ Jason Polan ศิลปินชาวนิวยอร์คที่ใช้ชีวิตด้วยการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

เราชอบความขี้เล่นในลายเส้นและเรื่องราวที่เล่าผ่านงานของเขา (เรารู้สึกว่านายนี่มันโคตรนิวยอร์คเกอร์สุดๆเลย) ตัวอย่างเช่น Every Person In Ner York หนังสือรวบรวมลายเส้นง่ายๆที่เขาวาดและจดบันทึกทุกสิ่ง คน สัตว์ สิ่งของ ที่มันโคตรจะเรียบง่ายที่เราสังเกตเห็นได้ในเมืองแห่งนี้

WETPAINT งาน paiting เรียบง่ายบนกระดาษที่ล้อเลียนป้ายคำเตือนที่ให้ระวังสียังไม่แห้งใน subway ที่เห็นเรามันอยู่ทุกๆวัน

อีกเล่มคือ Ads ที่เขาเขียนชื่อแบรนด์ต่างๆใน New York ด้วยลายมือกวนๆ ของเขา ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาประทับใจกับอะไรแบบนี้ แน่นอนว่าก่อนจากกันเราแลกนามบัตรกันซึ่งนามบัตรของเขาก็แสนจะเรียบง่ายเหมือนกับงาน (เขาฉีกกระดาษแบบลวกๆมาพร้อมทั้งเขียนชื่อและรายละเอียดต่างๆให้ นั่นแหละนามบัตร) สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้องานเขามาสองชิ้น โดยที่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม แต่รู้แค่ว่าอยากจะพามันกลับบ้านเหลือเกิน 555

ในตึกที่เราเดินแต่ละชั้นถูกแบ่งเป็นห้อง แต่ละห้องถูกแบ่งเป็นส่วนๆ บางคนมาออกเป็นกลุ่ม. บางคนมาเป็นสำนักพิมพ์ หรือบางคนก็มาออกในนามตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์ แนวทางในการนำเสนอผลงานอย่างชัดเจน เราหลงเดินวนไปเรื่อยๆ จนรู้สึกตัวอีกทีก็ใกล้เวลา 3 ทุ่มแล้วยังเดินได้ไม่ครบเลย

งานนี้ถือว่าเป็นงานที่เจ๋งสำหรับเรามากๆ ผสมปนเปไปด้วยแรงบันดาลใจต่างๆตามสไตล์ของมหานครนิวยอร์ค การออกแบบพื้นที่ภายในงาน การจัด zonning และวางกิจกรรมที่หลากหลาย ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งกับงานได้โดยเป็นธรรมชาติ เพราะมันจะต้องมีซักโซนนึงที่โดนใจเรามากๆแต่เราดันชอบหลายๆโซนภายในงานเลย

เสมือนงานนี้เป็นโลกจำลองที่ย่อส่วน เรื่องราวในโลกของ Art Book ที่รวบรวมมาให้เราได้พบปะ พูดคุย กับเจ้าของผลงานต่างๆ ที่เอาจริงๆเราไม่สามารถเดินจบภายในวันเดียว (อาจจะเพราะวันแรกไปถึงงานตอนบ่ายสามรึเปล่านะ ไม่แน่ใจ) ซึ่งเราสัมผัสถึงพลังงานของผู้คนภายในงานได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาถึงที่นี่แล้ว

อากาศเย็นลงกว่าเดิมนิดหน่อยทำให้เราต้องหาเครื่องดื่มมาจิบแก้กระหาย แน่นอนว่าจบลงที่ดราฟเบียร์ท้องถิ่น IPA เบาๆ ที่ทำให้กระชุ่มกระชวยยามดึก บอกตัวเองในใจว่าพรุ่งนี้ต้องกลับมาที่นี่อีกวัน เดินเก็บวันสุดท้ายอีกครั้งนึงแน่นอน

ระหว่างยืนรอรถไฟใน subway กลับบ้าน พลางกดเขียนสเตตัสในมือถือเพื่อจดจำเรื่องราวของวันนี้ไว้ วันที่เรารู้สึกว่าโลกใบนี้มันยังกว้างใหญ่สำหรับเรามากๆ เราได้เห็นทุกคนสนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำ มีพื้นที่รองรับความคิด ความเป็นตัวของตัวเอง มีคนสนับสนุน มีคนแลกเปลี่ยน มีสังคม มีวัฒนธรรมที่แตะต้องและถกเถียงกันได้เสมอๆ เรามองย้อนกลับมาถามตัวเอง มองถึงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้คำตอบอะไรมารึเปล่า แต่สิ่งที่เข้าใจมากขึ้นคือถ้าเราชอบสิ่งไหน เชื่อในอะไร ก็ขอให้ลงมือทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ ทำมันให้สุดกำลังนั่นแหละ ถ้าเรามีความสุขที่จะทำมัน

อากาศเย็นลงกว่าเดิม แต่ในใจเราอุ่นมาก : )

Normal life in NYC #1
SEPT 22, 2018