Same Old Brand

เราไม่เคยรู้เลยว่าควรทำตัวยังไง หรือรับมือแบบไหนดีกับพวกที่คอยแต่จะถามว่า …

“ทำไมฟังแต่เพลงเดิมๆ”
“ทำไมดูหนังเรื่องนี้อีกแล้ว”
“ทำไมมากินแต่ร้านนี้”
“ทำไมว่างทีไรก็ไปเที่ยวแต่ที่เก่าๆ”
“ทำไมต้องคนนี้ทุกทีที่ยึดเอาเป็นที่ปรึกษา มีปัญหาทีไรไปหาแต่มัน”

เป็นคำถามที่เราพบเจอมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าถี่มากอะไร 
แต่ได้ยินเมื่อไหร่ก็มักทำตัวไม่ถูก
ใจจริงก็ไม่รู้จะตอบยังไงนะ คนถามอาจไม่คิดมาก แค่ทักเฉยๆ ตามประสา
แต่นานวันเข้า ก็ชักเริ่มหันมาสงสัยตัวเองบ้างเหมือนกัน
นั่นสิ ทำไมเราถึงเป็นคนแบบนี้วะ 
ทำไมต้องชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ตลอด ดูผิดปกติหรือเปล่านะ

นั่นไง เผลอแป๊บเดียว มันสไลด์หาเพลงเดิมฟังอีกละ

ที่ผ่านมาได้แต่หาเหตุผลมาโต้แบบข้างๆ คูๆ 
คล้ายปกป้องตัวเองไปเรื่อยเปื่อย
ว่ารสนิยมส่วนตัว ความชอบส่วนบุคคลเป็นของอธิบายยากนะ 
ไม่มีที่มาที่ไปหรอกว่าทำทำไม
จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง อ้างอิงด้วยหลักจิตวิทยา
(อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าจิตวิทยา ทุกอย่างจะดูน่าเชื่อถือและมีสาระขึ้นมาทันทีราวแปดสิบกะโหลก)
ว่าการอาการที่เป็นนี้ ได้รับการศึกษาค้นคว้าโดยจริงจัง 
จนถูกบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการ
แปลว่านี่ไม่ใช่เรื่องประหลาดสิเนี่ย ใครๆ ก็มีพฤติกรรมเช่นนี้ได้ทั้งสิ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Ohio State เรียกอาการนี้ว่า
“Fluency”

ใช้นิยามภาวะที่มนุษย์ชอบฟังเสียงหรือทำนองที่คุ้นหูมากกว่าฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน
ปกติชอบฟังปี่พาทย์นางหงส์ อยู่คนเดียวทีไรเป็นต้องเปิด 
ข้างห้องตกใจก็ช่าง แล้วไง ใครแคร์
วันหนึ่งเกิดไปได้ยินเพื่อนฟังโมสาร์ท อิ๊ เพลงอะไรก็ไม่รู้ 
เสียงเหมือนเครื่องบินจะล รับไม่ได้ กลับบ้านไปเปิดนางหงส์ล้างหูรัวๆ 
เช่นนี้ ถือว่าปกติ

เหตุผลคือ เรามักสบายใจกว่า ผ่อนคลายกว่าเมื่อได้ยิน ฟัง รับรู้สิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้ว
เพราะไม่ต้องคิดมาก ยิ่งช่วงที่กำลังเครียด ใช้ความคิด 
เกิดภาวะไม่ปกติซักอย่างขึ้นมาก็ไม่ควรเสาะหาเรื่องย่อยยากมาบริโภคอีก 
กรณีเป็นพวกชอบอยู่เงียบๆ ก็โอเค ตัดไป ไม่ต้องฟัง
แต่หากอยากเสพเพลงขึ้นมา สุดท้ายก็จะวกกลับไปหาสไตล์เดิมๆ จนได้
ไม่เชื่อกลับบ้านไปเช็คตัวเองเลย

ลักษณะเดียวกันยังดัดแปลงอธิบายกับเรื่องอื่นได้ด้วย 
ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ อาหาร แม้กระทั่งเพื่อน
คือนอกจากขี้เกียจมานั่งทำความคุ้นเคยใหม่ในยามที่อารมณ์ไม่ปกติแล้ว
ยังไม่อยากรุงรัง เสียเวลาต้องเลือกอีก

ช่วงที่งานเข้าระดับเฮอริเคนผสมทอร์นาโด เราเคยกินข้าวขาหมูซ้ำกันอยู่เป็นเดือน
กินจนรู้สึกว่า ชีวิตกูหลังจากนี้อีกยี่สิบปี ไม่ต้องเจอขาหมู 
ไข่พะโล้และต้นคะน้าอีกเลยก็ได้ มั่นใจ
ไม่ใช่เพราะข้าวขาหมูเป็นอาหารแห่งจิตวิญญาณ 
กินแล้วสติมาปัญญาเกิด การงานไหลลื่น
แต่เพราะไม่มีเวลาคิด และไม่อยากเสียเวลาคิดต่างหาก วุ่นวายโดยใช่เหตุ
ผัดกะเพราหมูกรอบดีไหมวะ หรือหมูสับ เผ็ดมากเผ็ดน้อย
เอาไข่ไหม ไข่เยี่ยวม้าหรือไข่ดาว สุกเลเวลไหน มีแปดเลเวล ยังงี้
แถวบริษัทมีร้านข้าวขาหมูพอดี โอเค ฝากชีวิตกันไปยาวๆ
รู้ตัวอีกที พบว่ากินมาเดือนนึงละ กินราวมีหุ้นกับอาโกเจ้าของร้าน

ความสบายใจที่ได้ดูหนังโปรดเรื่องเดิม 
ขึ้นต้นว่าไง ดำเนินไปยังไง จบฉากไหน ก็รู้หมดแล้ว
แค่อยากดูเฉยๆ ไม่อยากคิดมาก 
กับบางเรื่อง เคยต้องดูซ้ำถึงสามตลบกว่าจะเข้าใจถูกประเด็น
และอีกนับไม่ถ้วนที่ดูกี่ทีๆ ก็ไม่รู้เรื่อง เหนื่อยยิ่ง ยามนี้พี่ไม่พร้อมจริงๆ ก็มี

เมื่อไหร่ที่มีปัญหา การต้องพบปะเจอะเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ใครนักก็ไม่รู้ 
นั่นคือสิ่งที่แย่สุด
เรามักกลับไปคุยกับเพื่อนเก่า ปรึกษาปัญหากับคนคุ้นเคย
(ยกเว้นใครจะอินดี้ รักการปรับทุกข์กับคนแปลกหน้า ตรงนี้ให้ข้ามไป)

หรือความสบายใจที่ได้กลับไปเที่ยวที่เดิมๆ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจเท่าไหร่นอกจากตัวเอง …

เพื่อนสนิทคนหนึ่ง รักการไปญี่ปุ่นมาก 
ปีนึงไปเกินห้าครั้ง เหมือนโตเกียวประมาณปากซอย
ไปรอบนี้ยังไม่ทันกลับไทย ปรากฏว่าจองตั๋วสำหรับบินรอบถัดไปแล้ว
เดี๋ยวพวกเรา ใจเย็นกันหน่อย …
พอถามว่าไปทำไมบ่อยๆ 
เป็นติ่งวงเอเคบี ติ่งกันดั้ม โตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นเลยอยากตามรอยใช่ไหม
ว่างยาวๆ ทั้งที คิดจะไปเสาะหาดินแดนใหม่ๆ หลงทางดูบ้างไหม
ก็ได้คำตอบสุดมินิมอลและฮิปสเตอร์ว่า …

บางครั้งการไปเที่ยว ก็เป็นแค่การได้กลับไปยืนที่จุดเดิมที่ตัวเองรักอีกครั้ง
อืม … เกลียดความแอ็บสแตร็คนี้ของมันจริงๆ …

อธิบายด้วยโหมดภาษามนุษย์คือ ที่เลือกจ่ายค่าตั๋วเพื่อซ้ำประเทศเดิมทุกครั้งที่ว่าง
ก็เพราะชอบที่ประเทศนี้ มันเป็นของมันแบบนี้จริงๆ
ไปแล้วสบายใจ ทุกครั้งไม่เคยคิดจะแพลนโปรแกรมเที่ยวใหม่
แค่อยากกลับไปเดินบนถนนเส้นเดิม กินร้านเดิม คุยกับผู้คนในย่านเดิม 
ดื่มเบียร์ร้านเดิม กลับไปหาโรงอาบน้ำที่เคยเดินมาอาบทุกเย็น 
และโดนหมาเห่าใส่เหมือนเดิม

แต่เชื่อสิ ถึงแม้ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตด้วยแผนเก่าแค่ไหน 
ก็ไม่มีทางที่อะไรๆ จะเหมือนเก่าเสียทุกอย่าง
บนความเดิมๆ นั้น สุดท้ายเราจะได้สิ่งที่แปลกใหม่แทรกเข้ามาในความทรงจำเสมอ
แบบนั้นถึงได้มีความสุข … ขอแค่ได้กลับไปยืนอยู่ในจุดเดิมที่คุ้นเคยอีกครั้ง

“ความจริงกูอาจเป็นคนญี่ปุ่น 
ที่บังเอิญต้องเร่ร่อนมาตกระกำลำบากในเมืองไทยเฉยๆ ก็ได้นะ”

มิตรสหายท่านหนึ่งได้กล่าว … 
ระหว่างคลิ๊กจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินอีกครั้งเป็นหนที่ห้าของปี

สรุปคือมันเป็นภาวะชั่วคราวชนิดหนึ่งของมนุษย์นั่นเเหละ
คงไม่มีใครอยากวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม เพลงเดิม อาหารจานเดิมตลอดไป
แต่มันต้องมีบ้าง ช่วงเวลานึงที่เกิดนึกโหยหาจังหวะประมาณนั้น
ระยะหลังพอเข้าใจตามนี้ เราเลยเริ่มสบายใจว่าตัวเองไม่ได้เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ
จำเจที่จะชอบไปเที่ยว กิน ฟัง ดู หรืออ่านอะไรซ้ำเดิมบ้าง
หนังสือที่อ่านแล้วอ่านอีก เราได้รู้ซักทีว่าตัวเองอ่านมันเป็นครั้งที่พันเพราะอะไร

ในเวลาที่ทุกคนเพียรพยายามดิ้นหนีออกจากห่างจากรอบเดิม 
เพื่อตามหาสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย
มันดีอยู่แล้วถ้าจะนั่นกลายมาเป็นอีกหน้าของประสบการณ์ชีวิต
แต่ขณะเดียวกัน การยังคงชอบในวิถีชีวิตเดิม รับรู้หรือบริโภคเรื่องเดิมๆ ก็ไม่ได้ผิด
มันคือแหล่งให้ซุ่มหลบพักในคราวที่ต้องการความสบายใจ
ถอยมาอยู่ใน Comfort Zone บ้างบางเวลาก็เป็นเรื่องดี

รู้อย่างนี้แล้วก็จะได้เลิกถามชาวบ้านซักทีว่า “ทำไมถึงฟังแต่เพลงเดิมๆ”
เนาะ …

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.