บันทึกความทรงจำจากฟูจิ

เรื่องมันเริ่มมาจากการที่เราเริ่มอินกับการ hiking มาได้สักพัก เราชอบการเดินเขาเพราะมันเป็นช่วงที่เราอยู่ไกลจากโลกแห่งความจริงของเรามาก เราชอบอยู่กับตัวเอง ความคิดของเราจะฟุ้งซ่าน ปนเปไปมาระหว่างการโฟกัสกับการเดินและความคิดที่ล่องลอยไปไกล (มโนนั่นเอง) บวกกับปีนี้ไปกับเพื่อน ๆ มาหลายทริปแล้ว เราอยากอยู่กับตัวเองบ้าง

โจทย์เราเริ่มง่าย ๆ เอาที่ที่เดินทางสะดวก อาหารการกินหาง่าย ไปคนเดียวแล้วปลอดภัย สุดท้ายก็จบที่ที่คุ้นเคย … ญี่ปุ่น

เราเคย hike ที่ญี่ปุ่นมาแล้วครั้งหนึ่งที่ Asahidake (เกาะ Hokkaido) ถึงจะเป็นแค่ day hike แต่เราก็ชอบบรรยากาศของการ hike แบบญี่ปุ่น ๆ อยู่มากโข ทั้งเรื่องการเดินทางไปจุด hike ที่แสนจะสะดวก ระเบียบการจัดการเทรล ไหนจะยังเพื่อนร่วมทางที่แสนจะไนซ์ แล้วเขาไหนที่เป็น top destination ล่ะ สุดท้ายก็เลยลงเอยที่ฟูจิ

ด้วยความที่ฤดู hiking ฟูจิมันตรงกับหน้าร้อน (early July — mid Sept) ตั๋วเครื่องบินช่วงฤดูนี้ยังไงก็ถูก เราถามเพื่อนคนญี่ปุ่นถึงวันหยุดยาวของเขาเพื่อที่จะได้เลี่ยงไม่เจอคนเยอะ ๆ พอได้วันที่หมายตาเราเลยจอง mountain hut เป็นอันดับแรก เพราะวันที่อนุญาตให้ขึ้นเขาของฟูจิจะถูกประกาศช่วงต้นเดือนเมษา พอประกาศปุ๊บ เราส่งอีเมลหา Goraikoukan (เป็นที่พักเดียวที่มีเว็บไซต์ภาษาอังกฤษและสามารถจองทางอีเมลและจ่ายมัดจำทาง paypal ได้) แถมยังเป็นที่พักที่สูงที่สุดที่จะพักได้ก่อนขึ้น summit อีกด้วย (จริง ๆ กลัวใจตัวเองว่าวันที่สองจะเดี้ยงแล้วเดิน summit ไม่ไหวต่างหาก ฮ่า~)

จอง mountain hut ได้แล้ว จองตั๋วแล้ว ลางานแล้ว วางแผนทริปคร่าว ๆ. ได้แล้ว (me, myself and tokyo คงมีแต่กินกับกิน 😝) แล้วการผจญภัยก็เริ่มขึ้น


ตัดภาพมาในช่วงสายของวันหนึ่ง ในเดือนสิงหาคมที่อากาศแสนจะอบอ้าวเราสะพายเป้ความจุ 53 ลิตรเดินตรงเข้าไปร้าน Verve วางกระเป๋าชิดกำแพงด้านหนึ่งในร้านแล้วเดินไปสั่ง iced latte ด้วยเหงื่อท่วมหน้า เวลาผ่านไปพักใหญ่ นานพอที่จะทำให้เหงื่อท่วมร่างนั้นหายไป จิตใจเย็นลงจนมีกะจิตกะใจเดินแบกกระเป๋าต่อไปยังสถานีรสบัส ขึ้นบัสรอบสิบโมง ก่อนที่จะนั่ง (หลับ) ยาวไปถึงสถานีคาวากูชิโกะช่วงเที่ยง ๆ

ด้วยความที่ไม่มีโทรศัพท์ติดตัว เราขอให้ information ของสถานีรถไฟช่วยโทรหาโรงแรมให้ หลังจากนั้นไม่นานรถของโรงแรมก็มารับเรา

เราจองโรงแรมแบบนอน futon ห้องรวม (เหมือนโฮสเทล) แต่คงเพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว เราเลยได้ยึดทั้งห้องเป็นของเราคนเดียว

เราพักที่คาวากูชิโกะนี่ 2 คืน แต่แพลนว่าจะไปฟูจิคิววันนึง วันนี้เลยเดินสำรวจเมืองทะเลสาบนี่สักหน่อย


Summit ของฟูจิมี altitude อยู่ที่ 3,776m เราเลยต้องกิน diamox เผื่อไว้ก่อน 1 วัน คืนนั้นเราเจอ side effect ของมันไปเต็ม ๆ ทั้งหน้าชา มือชา เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ท้องเสีย และมีลุกขึ้นมาอ้วกกลางดึก (ถึงขั้นนอนคิดว่าหรือพรุ่งนี้จะไม่เดินขึ้นแล้วดีนะ แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่าไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ไม่ขึ้นรอบนี้ มาใหม่คราวหน้าก็เจอฤทธิ์ diamox อย่างงี้อีกอยู่ดี ไปให้มันจบๆ !!)


พอถึงเช้า นอกจากอาการง่วงเหงาหาวนอน (และเบื่ออาหารเล็กน้อย) เราก็ไม่มีอาการอะไรเหลืออีก อา~ ช่างเป็นนิมิตหมายอันดี ฟูจิเอ๋ย~ พี่มาแล้ว


9.00น. หลังอาหารเช้า คนขับรถของโรงแรมมาส่งเราที่สถานี Kawaguchiko เพื่อขึ้นบัสที่จะไป Fuji 5th Station เราโชคดีที่ซื้อตั๋วบัสรอบแรกทัน แต่โชคร้ายที่เราไม่ได้ที่นั่งต้องยืนไปตลอดทาง 1 ชั่วโมง (ยังดีหน่อยที่อยู่ด้านหน้า เลยได้ชมวิว)

10.00น. เรามาถึง Fuji 5th station บริเวณนี้มีทุกอย่างทั้ง information ศาลเจ้า ร้านอาหาร ไปจนขายของที่ระลึก เราเดินวนหาที่ฝากกระเป๋าใบใหญ่ กินข้าวเที่ยง จัดการเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนที่จะเริ่มเดิน

เราเดินขึ้นทาง Yoshida trail เพราะเป็นทางที่คนเดินเยอะสุดและทางเดินดีสุด ด้านหน้าทางเข้า trail มีโต๊ะที่ต้องไปจ่ายค่าทำนุบำรุงอุทยาน (1,000เยน) พอจ่ายแล้วจะได้รับแจกแผนที่และข้อปฏิบัติตัวในการเดินเทรลของฟูจิ รวมถึงแผ่นไม้เล็ก ๆ คล้ายเครื่องรางอีก 1 อัน

อากาศระหว่างทางแปรปรวนมาก ช่วงแรก ๆ ที่เดินมีฝนตกปรอย ๆ บวกกับอากาศเย็น ๆ ก็ทำให้ขนลุกได้เหมือนกัน (ไม่ได้ปวดอึนะ เมื่อกี้จัดการแล้ว 😝) หมดฝนก็มีหมอก สลับกับท้องฟ้าแจ่มใสให้เราได้ชมวิวเบื้องล่างภูเขาเป็นพัก ๆ

ขนาดว่าเราเลือกมาเดินวันพุธ ในช่วงที่ไม่ใช่วันหยุด เราก็ยังเจอเทรลที่คึกคัก ทั้งคนญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยว บางช่วงที่ทางเดินไม่กว้างมาก เลยต้องรอเพราะทางจะเดินได้ทีละคน โดนเฉพาะช่วงที่ขึ้นเขาชัน ๆ หน่อย ระหว่างรอเราเลยได้มีโอกาสผูกมิตรกับหนุ่มญี่ปุ่นวัยมหาลัยที่มาคนเดียว ชินทาโร่บอกว่าเขาเดินเขาเป็นครั้งแรก ปกติเรียนเขียนโปรแกรมเวลาว่างก็อยู่หน้าคอมไม่ค่อยได้ไปไหน ไม่ได้ออกกำลังกาย แต่แค่อยากรู้ว่าเขาจะทำได้ไหมก็เลยมาคนเดียว

พูดถึง elevation gain ของฟูจิ ถือว่าชันแบบเรื่อย ๆ นะ altitude gain 2,300m ต่อ distance 7.5km ในเว็บบอกว่าจะใช้เวลาเดินจาก trailhead ถึง summit ประมาณ 6 ชั่วโมง …

.. ส่วนเราเดินด้วยความเร็วหอยทากลืมปลดเบรกมือ เลยเดินไป 7 ชั่วโมง แล้วก็ยังถึงแค่ที่พัก Goraikoukan ที่อยู่ชั้น 8.5 อีกด้วยนะ (แฮ่~)

12.45น. จุดแรกที่เจอ mountain hut ได้คือที่ความสูง 2,700m หรือที่ Fuji 7th station (ประมาณ 2 ชั่วโมงจากจุดเริ่ม) ตรงนี้ก็มีห้องน้ำและร้านขายของ แต่เราก็ไม่ได้แวะ และเดินต่อไปเพราะหนทางยังอีกยาวไกล

ห้องน้ำบนฟูจิจะมีเป็นจุด ๆ ตามรายทาง บางจุดเป็นแค่ที่พักชั่วคราวมีร้านขนมและห้องน้ำเท่านั้น แต่บางจุดก็อยู่ร่วมกับ mountain hut ด้วย ค่าเข้าห้องน้ำครั้งละ 200เยน (ต้องเตรียมเหรียญมาเองไม่มีเงินทอน บางทีก็ต้องซื้อของเพื่อจะเอาเหรียญ; แต่ด้วยความที่รีวิวมาดี ผมนี่เตรียมเหรียญมาหลายสิบเหรียญกะว่าถ้าขี้แตกผมก็มีเงินจ่ายทุกรอบครับ วะฮะฮ่า ~ /โปรยเงิน) ห้องน้ำทุกจุดเป็นโถชักโครก มีผนังและประตูมิดชิด ไม่มีสายชำระ แต่มีทิชชู่ให้บริการทุกห้อง น้ำที่กดจากชักโครกจะเป็นน้ำ recycle วน ๆ ใช้ เพราะฉะนั้นถ้ากดแล้วยังเหลือง ๆ ก็จงทำใจ เค้าพยายามที่สุดแล้วได้เท่านี้แหละ (ด้วยความที่รีวิวมาว่าน้ำบนฟูจิเป็นน้ำ recycle เราก็หลอนด้วยการล้างมือด้วยน้ำดื่มแล้วเช็ดด้วยทิชชู่เปียกแทน)

แม้ว่าค่าเข้าห้องน้ำจะถูกคิดเป็น flat rate แต่อาหารและเครื่องดื่มนั้นราคาจะสูงขึ้นตาม altitude นะจ๊ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ซื้อเมื่อจำเป็นเถอะ ดีกว่าแบกขึ้นไปหนักเล่นเปล่า ๆ

14.40น. พอถึง Fuji 8th station, Taishikan (3,100m) เราก็ต้องโบกมือลาชินทาโร่ เพราะน้องจองที่พักที่นี่ไว้ เราร่ำลากัน อวยพรกันให้โชคดีในวันพรุ่งนี้และหวังว่าจะเจอกันใหม่เมื่อมีโอกาส

เราเริ่มเดินต่อคนเดียว รู้สึกว่าเพื่อนร่วมทางเริ่มน้อยลง ๆ อาจเพราะคนเริ่มเข้าที่พักชั้นล่าง ๆ กันไปบ้างแล้ว เราเหนื่อยมากขึ้น พักบ่อยขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะทางมันชันมากขึ้น อากาศมันน้อยลง ไม่มีเพื่อนชวนคุย หรือเพราะเราเดินมานานและเหนื่อยแล้วจริง ๆ

18.00น. ในที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึง Fuji 8.5th station (alt 3,450m) ที่ Goraikoukan ที่พักของเรา !!! ทันก่อนพระอาทิตย์จะตกด้วย ~ เราเช็คอินที่พัก กินอาหารเย็นที่จองไว้ในแพ็กเกจ (ที่เป็นเบนโตะเซ็ทชืด ๆ) เดินถ่ายรูปเล่นแถวที่พัก ก่อนจะเข้าห้องน้ำ (ถึงจะพักที่นี่ก็ต้องจ่าย 200เยนนะ) แล้วก็นอนแต่หัวค่ำมาก ~ ประมาณสองทุ่ม

ที่พักบน mountain hut นี่ห่างไกลกับคำว่าสะดวกสบายไปมาก ถ้าให้เราจำกัดความที่นอนน่าจะเรียกเป็นหน่วย ‘1 คนนอนท่ามัมมี่’ ที่มีพื้นที่เล็กมากขนาดที่ไม่เพียงพอจะให้แมวดิ้นตาย (ทำได้แค่ยุกยิกแล้วตายไปเอง) ห้องนอนใน Goraikoukan เป็นโถงกว้าง ๆ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชั้นด้วยพื้นไม้ยาว มีบันไดทางขึ้นเหมือน bunk bed เป็นช่วง ๆ ซึ่งทั้งชั้นบนและล่างสูงประมาณไม่เกิน เมตรครึ่ง ทำให้ไม่ว่าคุณจะได้นอนชั้นบนหรือล่างก็ไม่สามารถยืนตัวตรงได้ (รู้สึกนอบน้อมตลอดเวลา .. ฮา~) ที่นอนจะเป็นที่ฟูกขนาดใหญ่ มีหมอนวางเรียงติดกัน และมีคานด้านบนที่มีตะขอประจำถุงนอนอยู่ สำหรับแขวนทุกสิ่งทุกอย่างของคุณบนตะขอนี้ (ใช่ค่ะ มีถุงให้ยืมเพื่อใส่รองเท้าและแขวนไว้รวมกับกระเป๋าด้วย) ทั้งหมดนี้บวกกับเซ็ทอาหารเย็นและข้าวกล่องที่คุณจะได้ติดตัวไปตอนเช้านั้น สนนราคา 8,500 เยน!! แต่ช้าก่อน เพียงแค่คุณโทรมา 100 สายแรก รับสิทธิพิเศษในการนอนหมอนติดหมอนแนบชิดกับคนแปลกหน้าอีกด้วย

วันนี้ความเวียนหัว ท้องเสีย มือเท้าชาเราหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ความไม่อยากอาหารและนอนไม่หลับ เราพยายามข่มตานอนตั้งแต่สองทุ่มแต่ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ side effect ของ diamox, อาการแพ้ความสูง หรือเป็นเพราะความยุกยิกบวกเสียงคุยของป้าไต้หวันข้าง ๆ ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีนาฬิกาที่ข้อมือก็สั่นปลุก บอกเวลาตีสอง ถึงเวลาต้องไปต่อแล้วสินะ

มีคนบอกว่าถ้าพัก Goraikoukan การเดินถึง summit น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชม.เท่านั้น) แต่ตอนออกมาจากที่พักเพื่อเข้าห้องน้ำเตรียมตัว เราเห็นขบวน headlamp เดินตามกันมาเป็นขบวนยาวอยู่ด้านล่าง บ้างก็เดินผ่านที่พักเราไปแล้ว แต่ดูท่าแล้วรีบออกดีกว่า เพราะเดี๋ยวต้องเจอขบวนคนติดอีก เราเลยออกจาก goraikoukan ประมาณ 2.15น. เพราะนอกจาก traffic jam แล้วยังเผื่อเวลาสำหรับการเดินสปีดเต่าของตัวเองอีก แฮ่ ~

เช้านี้เรารู้สึกว่าเดินไม่เหนื่อยมากเท่าเมื่อวาน อาจเป็นเพราะทางส่วนมากค่อนข้างแคบคนเลยเดินเรียงเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง ค่อย ๆ เดินตาม ๆ กันไปช้า ๆ ใครเหนื่อยก็หยุดพักตามทางโค้ง ช่วงนี้ภูเขาค่อนข้างชัน ทางเดินจึงถูกเซ็ทเป็นรูปซิกแซกขึ้นมาตามแนวเขาไม่ให้ทางเดินชันจนเกินไป

3.30น. เราเดินมาถึงเสาโทโรอิเร็วกว่าที่คิดไว้มาก ฟ้าก็ยังมืดอยู่และยังไม่เห็นวี่แววของพระอาทิตย์ แต่ก็พบว่าคนจำนวนมากมาถึงแล้วและต่างจับจองพื้นที่เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว เจอได้ตั้งแต่คนซื้อบะหมี่กึ่งฯมานั่งกิน เดินถ่ายรูปเล่นนอนขดในถุงนอน นั่งคุยกันเฮฮา

แสงไฟจาก headlamp ของนักปีนเขา กับแสงไฟจากเมืองที่อยู่ไกล ๆ

เราเดินออกมาจากคนกลุ่มใหญ่ เพื่อหาที่สร้างแลนด์มาร์ค เดินออกมาทางปากปล่องภูเขาไฟที่จะไป Kengamine peak ถึงจุดที่พอมีคนบ้าง เราไปขอนั่งกับคุณลุงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังขาตั้งกล้องอยู่ เราจัดแจงวางกระเป๋า หามุมวางกล้องบนก้อนหินด้านหน้า แล้วก็นั่งคุยกับคุณลุงในความเงียบเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น

อากาศบนยอดฟูจิหนาวมาก หนาวจนให้เราสับสนว่าตอนที่เราเดินเหงื่อตกซิกแบกกระเป๋าในสถานีชินจูกุนั่นมันคือไม่กี่วันก่อนหน้านี้จริง ๆ เหรอ หนาวจนเราขุดอุปกรณ์ที่จะสามารถกันหนาวทุกอย่างที่เราขนมาเอามาถมตัว หนาวจนนั่งขด ก้มหน้าก้มตากอดอก เพื่อรักษาความอุ่นและพลังงาน หนาวจนคิดว่าอีพระอาทิตย์มึงขึ้นมาได้แล้ว (โว้ยยยยย)

เหมือนนางจะรับรู้ได้ว่ามีคนเรียกร้องเยอะ ประมาณตีสี่ครึ่ง เราเห็นขอบฟ้าเริ่มถูกฉาบด้วยสีส้มในขณะเดียวกันก็มีเสียงฮือฮาจากคนรอบข้าง แต่ช่วงเวลานั้นมันเนิ่นนานเหลือเกิน เหมือนเราเห็นสัญญานบางอย่างแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เรารอคอยจริง ๆ

เรานั่งสั่นอีกประมาณชั่วโมงหนึ่ง ทิชชู่สามแผ่นสุดท้ายที่เตรียมมาด้วยถูก recycle ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปกับน้ำมูกใสที่ไหลมาเป็นสายอย่างไม่หยุดหย่อนแม้จะกินยาแก้แพ้ไปแล้ว สุดท้ายแล้วไม่มีการรอคอยไหนที่สูญเปล่า พระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบภูเขาขึ้นมา เสียงเฮดังมาจากรอบบริเวณ ความปิติตื้นตันลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผู้คนหันไปแสดงความยินดีแก่กันและกัน (ไม่รู้ว่าที่ยินดีนี่เพราะได้เห็นหน้ากันสักทีหลังจากที่นั่งคุยกันในที่มืดมาตั้งนานหรือเปล่า, ฮา~)

เรานั่งถ่ายรูปพระอาทิตย์ ปล่อยให้น้ำมูกไหล ทบทวนถึงความบ้าบอของตัวเองที่มาทนลำบากอยู่คนเดียว น่าเสียดายที่ไม่มีใครมาร่วมแชร์ประสบการณ์นี้กับเรา แต่ก็ดีใจกับการที่เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น การที่เราได้เจอเพื่อนใหม่ การที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่างที่ยากลำบาก ต้องอาศัยความอดทนแต่เราก็ทำสำเร็จจนได้ และการที่เราเพิ่งนึกได้ว่า…

… กูต้องเดินลงอีก 5 ชั่วโมงนี่หว่า

เราถ่ายรูปเล่นพอแล้วก็เดินลงทาง Yoshida trail เหมือนเดิม (แต่ทางลงกับทางขึ้นจะถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน) ขาลงนี่ไม่เหนื่อยเหมือนขาขึ้น แต่ลำบากตรงที่พื้นเป็นดินภูเขาไฟที่เป็นกรวดเล็ก ๆ ที่ให้ลื่นได้ง่าย แม้จะมี trekking pole ก็ฉีกขาไปหลายรอบอยู่เหมือนกัน บวกกับเทรลทางลงนี้เป็นด้านตะวันออกรับแดดตรง ๆ แถมวันนี้ฟ้ายังสดใสไร้เมฆอีก ร้อนสิคะงานนี้ เราทำได้แต่ถอดอุปกรณ์กันหนาวออกทุกสิ่ง รีบจ้ำอ้าวเดินออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

เราเดินลงมาถึง Fuji 5th station ประมาณ 10.30น เดินเข้าร้านอาหารอย่างหิวโหยเพื่อสั่งอาหารมากินและเครื่องดื่มอะไรก็ได้ที่เย็น ๆ !!! (ก็ได้กาแฟเย็นไง)

เรานั่งบัสกลับสถานี Kawaguchigo เพราะขามาดันทะลึ่งซื้อตั๋วแบบไป-กลับ เลยต้องไปตั้งต้นที่โน่น (จริง ๆ ถ้าจะให้ดีนั่งบัสกลับโตเกียวจากที่นี่เลยก็ได้ เร็วและสะดวกกว่าเยอะ) เราเลยต้องยืนบนบัส 1 ชั่วโมงเพื่อไปหลับในรถไฟอีกประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงชินจูกู 😪

เราให้คะแนน Fuji Yoshida trail 4.5/5 ขอหักคะแนนความหนาแน่นของที่พักกับอาหารบน mountain hut หน่อยละกัน 555+ ถามว่าถ้ามาอีกมั้ยนี่มาอีกได้นะ แล้วแต่คนชวน (อรั๊ง ~)

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.