Tokyo Marathon 2017 ในที่สุดเราก็ทำได้สำเร็จ

ก่อนไป

เล่าถึงพื้นฐานเสียก่อน
Tokyo Marathon เป็น 1 ใน 6 World Major Marathon ซึ่งประกอบไปด้วย
1. Boston Marathon : รายการนี้ต้องวิ่งให้ได้ต่ำกว่า 3:20 ชั่วโมงถึงจะมีสิทธิ์สมัครแถมคัดเอาเวลาที่ดีที่สุดเรียงลำดับลงไปเรื่อยๆ
2. Berlin : Lottery & Qualified time
3. London : Lottery & Qualified time
4. New York : Lottery & Qualified time
5. Chicago : Lottery & Qualified time
6. Tokyo : Lottery & Qualified time

ซึ่ง Tokyo เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ที่ใกล้ที่สุด แต่อัตราการเสี่ยงดวงคือ 10:1 ปีนี้ คนสมัคร สามแสนกว่า รับ สามหมื่นคน เคยพยายาม สมัคร lotto Tokyo marathon มา 2 ปี แล้วแห้วตลอด ปีนี้สมหวังเสียที พอได้รับเมล์ว่าได้รับสิทธินี่ถึงกับ กรี๊ดแต๋วแตกทีเดียว 555

ปีนี้ Tokyo Marathon จัดการแข่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 26/02/2017 ครับ

หลังจากนั้นก็เตรียมความพร้อมแบบไม่พร้อมมาเรื่อย เนื่องจากภาระงานรุมเร้าอย่างหนัก แต่ก็กัดฟันคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ร่างกายรับภาระเรื่องน้ำหนักน้อยลง ก่อนหน้านี้ผ่านมาแค่ 2 มาราธอนที่จอมบึง 2016,2017 และวิ่ง Half ประปรายตามงานของ Unique Running โดยตัวเองเป็นมนุษย์ Cut off เสียด้วย เค้าให้เวลา Cutoff ที่เท่าไหร่ ก็เข้าเท่านั้นเลย ล่าสุด จอมบึง 2017 เค้าให้ 8 ชั่วโมงก็เข้า 8 ชั่วโมงจริงๆ 555 ตากแดด หน้าไหม้กันไป เลยมีความหวาดๆ เมื่อได้รู้ว่า Tokyo Marathon 2017 เวลา cutoff ที่ 7 ชั่วโมง ในใจก็คิดว่าจะไหวหรือนี่ พอจบจอมบึงได้ หนึ่งอาทิตย์เลยต้องตื่นเช้า มาวิ่งเรียกความฟิตวันละ ห้ากิโลบ้าง เจ็ดกิโลบ้าง (น้อยโคตรๆ) ไม่งั้นเสร็จแน่ๆ 
 
 วางแผนไปญี่ปุ่นล่วงหน้าถึงสามวัน เพื่อที่จะได้ซ้อมวิ่งในอากาศหนาวไปด้วย เพราะสำรวจอากาศจากเวบแล้วช่วงที่แข่งอุณหภูมิ ต่ำกว่า 10 องศาแน่ๆ c]ต้องหาชุดในการวิ่งให้เหมาะสมไปด้วยเลยได้กางเกงคอมเพรสมาหนึ่งตัว(ในใจคิดว่ากางเกงมันขายาวคงช่วยได้แต่จริงๆแล้ววันจริงคิดผิด 555) และได้มีโอกาส ไปฟัง guide จากพี่ป๊อกและหมอเมย์และพี่อีกคน(ขออภัยจำชื่อไม่ได้) เรื่องการวิ่งรายการนี้ในอากาศหนาวๆว่าต้องมีอะไรบ้าง ที่สำคัญจำได้แม่นเลยคือ อากาศหนาวหูจะแข็งจะวิ่งไม่ออกต้องหาอะไรปิดหูไว้ดีๆ และเสื้อแจ๊คเก็ตกันลม (ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้ได้จากงาน expo ของ Tokyo Marathon ซึ่งจะเล่าต่อ) และ สอยเสื้อ northface แบบชั้นในที่อุ่นพอประมาณ ทีนี้ก็คิดว่าตัวเองน่าจะพร้อมละ สำหรับการผจญความหนาว ก่อนไปตัดสินใจซื้อ ultra boots uncage multi color เพื่อเอาไปวิ่งงานนี้ เพราะส่วนตัวเป็นสาวก ultra boots อยู่แล้ว มีอยู่หนึ่งคู่ ใช้ทุกการแข่งที่วิ่งระยะ half ขึ้นไป เพราะ support ดีมากๆ วิ่งแล้วไม่เกิดอาการเจ็บเลย เลยติดใจรองเท้า Adidas series นี้จริงๆ
 
 และแล้ว วันที่ 22 ก็บินไปนาริตะถึงค่ำๆ เข้าที่พัก พักนอนที่นาริตะ สองคืน แล้วค่อย ย้ายไป พักที่ชินจูกุ ติดกับจุด start เลย จองผ่าน AirBNB ซึ่งตอนจอง คิดว่า สบายละ เพราะปกติ จุด start กับ finish เป็นจุดเดียวกัน แต่เหตุการณ์ กลับพลิกผัน ปีนี้ผู้จัดดันใจดี เปลี่ยนจุด finish ไปหน้าพระราชวังแทน ช๊อคสิครับ

ในใจก็คิดว่า แล้วขากลับตูจะรอดไหมถ้าต้องเดินลงบันไดรถไฟฟ้า

เช้าวันที่ 23 ตื่นมาซ้อมวิ่ง ตอน เจ็ดโมงเช้า ฟ้ามืด อุณหภูมิประมาณ 7 องศา หนาวมากๆ เกิดมาเพิ่งเคยวิ่งในอากาศแบบนี้วิ่งไปกลับซัก 5 กิโล ขากลับเกือบหลง วิ่งเลยแยกเข้าโรงแรม ดีที่สมัยนี้มี google map เรายังดูแผนที่กลับมาได้ (เกือบคุ๊กกี้ ซะแล้ว) สายๆก็เข้าเมืองไปงาน expo Tokyo Marathon ที่ ตึก Tokyo Big Sight (อยู่ Odaiba) เพื่อรับ bib และอุปรณ์อื่นๆ

Expo

ในงาน ประทับใจเรื่องความรวดเร็ว ในการรับ bib มาก ยื่นหลักฐานแล้วใช้เวลาไม่ถึงนาที ก็ได้รับ bib , เสื้อ , ถุงใส่เสื้อเพื่อฝากของ , Tag ติดรองเท้า และ บัตรโดยสารรถไฟไต้ดินฟรี 24 ชั่วโมง (ถ้าแข่งเสร็จแล้วเดินลงบันไดไหว 555) และสายรัดข้อมือ ( ยังงงๆว่าเอ๊ะเราต้องเก็บไว้หรือเปล่าหว่า โชคดีที่เก็บไว้ เพราะในวันแข่ง เจ้าหน้าที่ยิงข้อมูลจากสายข้อมือเพื่อเข้าสู่พื้นที่งานแข่ง)

ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อตาม bib

แล้วพอหลุดออกมาใน Zone จัดงาน มีผนังที่มีชื่อเราอยู่ด้วย และมีผนังสวยๆให้ถ่ายรูป

มีชื่อเราด้วยยยยยย
ซุ้มกิจกรรมถ่ายภาพ
ภรรยา ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

แต่หลังจากนั้นเท่านั้นแหละ พอเข้า zone ขายของ มหกรรมละลายทรัพย์เกิดขึ้นทันที มีหมื่นก็หมดหมื่นมีแสนก็หมดแสนเลยทีเดียวสำหรับนักวิ่ง ส่วนตัวก็ซื้อสิ่งจำเป็นก่อนคือ power gel เพื่อกินระหว่างทางทุกๆชั่วโมง ต่อมา ก็กลายเป็นการละลายทรัพย์ซื้อถุงเท้า tobio tokyo marathon 2017 (ใช้ได้ดีมากๆตอนวิ่งจริง ไม่เกิดแผลพองเลย) Booth Asics ได้ตังไปเยอะสุด โดนทั้งเสื้อแจ๊คเก็ตกันลมลาย Tokyo Marathon (ใส่วิ่งในงานใช้ได้ดีจริงๆ) หมวกสวมหัวปิดหู (แจ่มสุดๆใส่วิ่งกันลมได้ชะงัดเลย) เสื้อที่ระลึก เม็ดติด bib กับเสื้อแบบเป็นกระดุม (ไม่ต้องใช้เข็มกลัดให้เสื้อเป็นรู) แถมเทปติดกล้ามเนื้อช่วงข้อเท้า ซึ่งใช้งานได้ดีจริงๆ นี่ถ้าภรรยาไม่ลากออกมาเสียก่อนไม่รู้จะโดนอะไรอีก กลับออกมาจากงานก็ไปห้างแถวๆนั้นเพื่อซื้อกางเกงวอร์มขายาวมาอีกหน่อยเพราะพกไปจากเมืองไทยตัวเดียว ผ่านหน้าห้าง DiverCity เจ้า Gundam RX-78 ยังอยู่ แต่คงไม่พ้นเดือนนี้ (ล่าสุดได้ข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวเป็น Gundam Unicorn แทน) สุดท้ายกลับถึงที่พักที่นาริตะ นอนสลบพักผ่อน

วันถัดมา ตื่นเช้าอีกเช่นเคย ดูอากาศแล้ว 6 องศา ลองใส่อุปกรณ์ที่ซื้อมาเมื่อวานวิ่งดู ปรากฏว่าใช้ได้ หมวกปิดหูทำให้ ไม่หนาวมากเวลาวิ่ง

เลยวิ่งได้ speed ดีขึ้นนิดหน่อย แต่วันนี้ท้องฟ้าครึ้มมาก เหมือนฝนจะตก ขากลับ เลยมีละอองหิมะปลิวมาให้เห็นนิดหน่อย ตื่นเต้นมากๆว่าชีวิตนี้ได้วิ่งแล้วเห็นละอองหิมะเสียด้วย กลับมาถึงสายๆก็ Check out จากโรงแรม เพื่อเข้าสู่โตเกียวไปที่พักที่จองไว้ ไปถึงสถานีร JR ชินจูกุก็ฝากของไว้ที่สถานีแล้วออกเดินเที่ยวย่านฮาราจูกุ ภรรยาได้ รองเท้ามาคู่นึง (Ultra Boost Stella Mccartney) ส่วนตัวเองสติขาดซื้อ New MacBook Pro มาเครื่องนึงเลยหลังจากคำนวนราคาแล้วถูกกว่าเมืองไทยสองหมื่นบาท (แต่ไม่มี Keyboard ภาษาไทยนะจ๊ะ) ที่ Apple Store ฮาราจูกุ ซึ่งจะมีฝรั่งคอยบริการลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะเลย กลับมาตัวเบาเลยทีเดียว พอถึงที่พัก Host น่ารักมากมี Kitkat welcome กับจดหมายน้อย

ที่พักกว้างใช้ได้และมีอุปกรณ์พร้อม นอนพักผ่อนอีกหนึ่งวัน

เช้าวันที่ 25 ใกล้วันเข้าไปทุกขณะนับถอยหลังกันละ ตื่นเช้ามาอากาศไม่หนาวมากก็ออกไปวิ่งซ้อมจนถึงบริเวณที่จัดงานวิ่งแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในใจก็นึกว่า เอ๊ะ จะจัดจริงรึเปล่าหว่าไม่เห็นเตรียมอะไรเลย วันนี้เลยออกไปเที่ยวชิบูย่า เพราะอยากถ่ายรูปห้าแยกวุ่นวายอันโด่งดัง ปรากฏว่า พอขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน เจอรูปปั้นฮาจิโกะพร้อมกับแมวน่ารักอ้วนๆตัวนึงนอนหลับปุ๋ยเลยทีเดียวคนมุงถ่ายรูปกันใหญ่เลย

แล้วก็เลยไปดูห้าแยกวุ่นวายสมใจ

แถมยังมี กองทัพรถโกคาร์ทแต่งตัวเป็นมาริโอ้ วิ่งผ่านไปน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ

เที่ยงๆ ก็ไปกินซูชิจานหมุน(ต้องเรียกซูชิรางสินะ) ไฮเทค น่าสนุกจริงๆ มีจอให้ เราจิ้มเรียก แล้วจานก็วิ่งพุ่งมาตามรางเลย กินไปสนุกไป

แล้วก็แวะ ไปซื้อตุ๊กตุ่นตุ๊กตา (โปเกม่อน) ฝากหลานนิดหน่อย เย็นๆกลับมาบริเวณที่พัก เริ่มเห็นผู้จัดมาจัดเตรียมสถานที่แล้ว (เตรียมเร็วมากๆ เช้ามาพร้อมทุกอย่างเลย)

เลยเดินไปดูบล๊อกที่เราจะต้องไปเพื่อปล่อยตัว(Block L)ในใจก็นึก ว่าไกลน่าดู

นึกถึงคำเตือนพี่ป๊อกขึ้นมาได้เลยว่า เค้านับ Cutoff จาก Gun Time ให้นักวิ่งแนวหลังระวังดีๆ เพราะจะเหลือเวลาน้อยลงอีก ใจก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ระดับหนึ่ง ภรรยาก็ปลอบใจและให้กำลังใจดีมาก ว่า “ ตัวเองไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน 555” น่ารักจริงๆ เข้าที่พักก็กินขนมปังไส้กรอก ตุนไว้เป็นพลังงานวันพรุ่งนี้ต้องสู้อย่างเดียวแล้ว ก่อนนอน เตรียมชุดไว้ให้พร้อมพรุ่งนี้จะได้ไม่ฉุกละหุก

ซื้อเสื้อเชียร์ทีมชาติไทยพร้อมเลย กะว่าต้องมีอะไรแสดงให้ดูว่าเป็นคนไทยเสียหน่อย

Tag ติดรองเท้า (แปลกใจที่ญี่ปุ่นยังใช้เป็นแบบนี้อยู่ เมืองไทยเป็น Ship ติดหลัง bib ไปหมดแล้ว)

วันแข่ง
 ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ การแข่งเริ่ม ที่เก้าโมงเช้า จบสี่โมงเย็น เราตื่นหกโมงอย่างไรก็ทัน (เพราะเมืองไทย มาราธอนเริ่มตอนตีสี่ แต่ก็นะอากาศบ้านเราร้อนขืนเริ่มเก้าโมง นี่คงตายเที่ยงๆ) ก็แต่งตัวเตรียมใจ เพื่อออกไปแข่ง พอเดินออกมาจากตึก ดูอุณหภูมิ 4 องศาเย็นวูบขึ้นมาเลย ในใจก็ปลอบใจตัวเองว่า หนาวๆดีแล้วจะได้เหนื่อยยากหน่อย พอถึงหน้างานเจ้าหน้าที่ก็ ยิงสายรัดที่ข้อมือยืนยันว่าเป็นนักแข่ง และตรวจสอบว่าเราไม่ได้เอาของ ที่ต้องห้ามเข้าไป (ขวดน้ำ)

แล้วก็เดินไปตามล๊อกเพื่อฝากของ เพราะวิ่งเสร็จแล้วต้องเปลี่ยนชุด เลยเตรียมชุดใส่ถุงที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ แต่พอฝากของเสร็จนึกขึ้นได้ว่าเราลืมผูกริบบิ้นธงชาติเพื่อแสดง สัญชาติเราเลย เลยโทรบอกภรรยาให้เอามาให้หน่อยเพราะเราเตรียมไปจากเมืองไทยแล้ว ภรรยาก็แซวว่าลืมได้ยังไง

ผูกแล้วนะ ให้กองเชียร์เค้าเห็นบ้าง

พอถึงเวลาแปดโมงเช้าก็เข้าไปที่ Block L ดูๆรอบข้างแล้วก็เห็น Block อื่นๆ คนก็เข้าพร้อมเลย รอจนถึงเก้าโมง ผู้จัดก็เริ่มประกาศพิธี พอถึงเวลา เก้าโมงสิบนาทีก็มีเสียงปืนเริ่มการแข่ง และเสียงพลุ เราก็รอไปเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มปล่อยทีละ Block กว่า Block L จะได้เขยื้อนก็ร่วมๆ สิบนาที แล้วฝูกคนก็เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ระยะหนึ่ง ก็เริ่มได้ออก step วิ่งกันแล้ว จนถึง Check Point จุด Start ก็กดนาฬิกาเริ่มทันที การแข่งเริ่มขึ้นแล้ว (ดูเวลาแล้วใช้เวลาก่อนถึงจุด Start ร่วม 19 นาที)

ระยะ 10 km แรก วิ่งเร็วอย่างไม่เคยวิ่งมาก่อน วิ่งด้วย pace 6 กว่าๆ โดย mark เป้าตามเจ๊คนนึงที่จังหวะการวิ่งพอดีกัน วิ่งไปเรื่อยๆ กองเชียร์ข้างทางแน่นขนัดสมกับเป็นงานวิ่งระดับโลกเชียร์ “กัมบัตเตะ” กันตลอดเส้นทางจริงๆ ช่วงต้นการวิ่ง Check ระยะกับนาฬิกาตลอด เพราะตั้งนาฬิกา Garmin Fenix 3 คู่ใจให้เตือน ทุกๆ 1 กิโล , เตือนหากหัวใจเต้นเกิน 180 , เตือนถ้า pace เร็วเกิน 6 และ pace ช้ากว่า 9 แต่แล้วพอ นาฬิกาเตือน ถึงกิโลที 2 แต่ไม่เห็นป้ายกิโลเริ่มนึกในใจ เอาแล้วญี่ปุ่นแถมให้แน่ๆ แล้วก็จริงดังคาด พี่แกแถมให้ 2 กิโลจริงๆ เลยต้องก้มหน้ารับไป

ดูป้ายบอกกิโลเป็นหลัก นอกจากจะเสียเวลาถูกตัดจากการวิ่งบล๊อกท้ายแล้ว ยังโดนแถมอีก 2 กิโล เราจะวิ่งไหวไหมเนี่ย แต่ก็กัดฟัน แต่พอระหว่างทางมีคนไทยเชียร์ชูป้ายสู้ๆภาษาไทย ก็มีกำลังใจขึ้นมาทีเดียว (โบกไม้โบกมือตอบเค้าด้วยนะ) แต่ดีที่มีน้ำและเกลือแร่ทุกระยะที่บอก กินเพื่อดับกระหายไปได้เรื่อยๆ

ระย 11–20 km คราวนี้เปลี่ยน mark มาเป็นคุณลุง (เจ๊วิ่งเข้าห้องน้ำ ซึ่งการวิ่งครั้งนี้ห้องน้ำเยอะมากๆตามข้างทางซึ่งเป็นข้อดีจริงๆ) ในช่วงแรกๆ แล้ว แกก็หายไป (หมดแรงไป) ช่วงกลาง เลยกลายเป็นว่าต้องใช้กำลังใจตัวเองล้วนๆ ช่วงนี้ความเร็วลดลงมาเล็กน้อย pace 7 กว่าๆ ยังนึกว่าตัวเองวิ่งมาได้ยังไงขนาดนี้ แต่พอเจอเนินก็ลดความเร็วลงบ้าง พอถึงเวลากิโลที่ 19 ใจชื้น ว่าเราไม่เคยวิ่งต่อเนื่องใน pace ขนาดนี้มาก่อนเลย ดูนาฬิกา เที่ยงนิดๆ ก็คิดว่าน่าจะรอดแล้วแน่ๆมาได้ครึ่งทางแล้ว เหลือเวลาพอสมควรเลยผ่อนความเร็วลง แต่พอถึงกิโลที่ 21 เจอป้ายบอก cut off time กิโลที่ 25 ในเวลา 13:20 รอข้างหน้า

เวลาตัดทิ้ง

คราวนี้แหละ รีบสับเท่าที่มีแรงเลย (เจอคนไทยระหว่างทางใส่ชุดไทยดีสุดๆถ่ายรูปด้วย และให้กำลังใจสู้ๆกันไป )

ระยะ 21–30 km ถึงครึ่งทางน้ำตาจะไหล ช่วงนี้ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว จน ภรรยาโทรมาว่าขึ้นรถไฟมาเชียร์แต่สุดท้ายหากันไม่เจอคลาดกันไป เพราะจุดเชียร์บริเวณนั้นอยู่ไกลและเราเองต้องตั้งหน้าตั้งตาวิ่งด้วย พอเจอเนินก็ใช้วิธีเดินขึ้น ด้วย pace ที่ช้าลง แต่พยายามดูนาฬิกากับป้ายบอก cutoff ตลอด แล้วก็เห็นเจ้าหน้าที่พยาบาลสะพายกระเป๋า AED ใส่ชุดสีแดงปั่นจักรยานมาป้วนเปี้ยนๆ วิ่งไปซักระยะก็เห็นฝั่งตรงข้ามมีคนผูกโป่งทองที่เหมือนโป่งเก็บ ใครช้ากว่าโป่งนี้โดน แน่ๆ และมีรถทัวร์ตามหลังมาหลายสิบคันเพื่อเก็บนักวิ่งที่ โดน cutoff ยิ่งเห็นยิ่งทำให้ฮึกเหิมขึ้นมาอีก ว่าต้องวิ่งหนีให้ทัน แต่ที่ประทับใจคือ หลังขบวน cutoff รถทำความสะอาดตามมาแทบจะทันที ทำให้หลังงานเสร็จปุ๊บ เปิดถนนใช้งานได้ทันทีเลย (เจอคนไทยอีก สองคน ระหว่างทาง ก็ให้กำลังใจสู้ๆกันไปเหมือนกัน)

31–42(จบ) km วิ่งหนี cutoff ซักพักดันได้ form การวิ่งอันประหลาดที่ทำให้วิ่งแล้วมีสมาธิ ทำให้วิ่งมาได้เรื่อยๆ กองเชียร์ก็แจก ขนม ลูกอม ช๊อคโกแล๊ต ให้กินมีแรงวิ่งได้เรื่อยๆ จนถึงกิโลเมตรที่ 34 เริ่มดูเวลาว่า เราน่าจะรอดแน่ๆ เลยเริ่มผ่อนแต่ยังไม่หยุดวิ่ง จนถึงกิโลที่ 38 จำได้ว่าตอนนั้นประมาณบ่ายสามโมง ยังไงๆก็รอดแล้ว เลยเปลี่ยนโหมดเป็นจ๊อกสลับเดินเร็วแทน

คราวนี้ มีเวลาเล่นกับกองเชียร์เต็มที่เลย วิ่งอยู่ซ้ายสุด เจอกองเชียร์ยื่นมือ แตะมือตลอด พร้อมกับบอก ขอบคุณคร้าบ จนเสียงแหบเสียงแห้ง แต่รู้สึกดีจริงๆ จนประมาณกิโลเมตรที่ 40 เจอพี่แก๊งค์ทาก เดินอยู่ข้างหน้าเลยเข้าไปเดินคู่คุยสัพเพเหระ กันเลยกะเดินจนเข้าเส้นชัย

แต่พอเห็นป้าย 42 กิโล ปรากฏว่า คุณที่ใส่ชุดไทยวิ่งมาจากด้านหลังเลยเกิดแรงฮึดวิ่งตามไปเพื่อเข้าเส้นชัย

จนกระทั่งถึงจุดหมาย อารมณ์ตอนนั้นบรรยายไม่ถูกเลย แต่ดีใจมากๆ ที่ในที่สุดก็วิ่งได้จนจบรายการไม่โดน cutoff แถมเวลายังดีที่สุดในชีวิตที่ทำได้อีก (อากาศหนาว น้ำท่าบริบูรณ์ กองเชียร์ มีผลต่อจิตใจมากจริงๆ)

ไม่คิดฝันว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยจนได้

หลังเข้าเส้นชัย
 พอเข้าเส้นชัยเท่านั้นแหละ ถึงกับตะโกนดังๆ ว่า “ทำได้แล้วเว้ยยยย” คนข้างๆคงมีสะดุ้งกันบ้าง คราวนี้ก็เริ่มเดินกระย่องกระแย่งแล้วสิ ฝูงซอมบี้กว่าพันตัวเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามทางที่เจ้าหน้าที่คอยบอก

จุดแรกได้ ผ้าขนหนู Finisher จุดต่อมาได้ ผ้าห่มฟลอยด์ กันหนาว ถัดมาได้เหรียญซะที แล้วก็เกินกระย่องกระแย่ง รับ น้ำ , pocariswet ขนมปัง ที่ peak สุดคือ กว่าจะถึงที่รับของน่าจะร่วมๆ กิโลนึงได้ 555 นึกว่าวิ่งจบจะหมดกรรม

ผู้ร่วมชะตากรรม

ก็ เดินไปเรื่อยๆ ภรรยาก็โทรเชคอยู่เรื่อยๆ ว่าถึงไหนแล้วได้แต่บอกว่าไม่รู้จ้าาาา เดินตามคำบอกอย่างเดียว เดินตามทางไปเรื่อยๆ จนถึงทางออก พอรับของหมด ถึงเต๊นท์เปลี่ยนเสื้อผ้าก็มี รางน้ำอุ่นให้แช่เท้า แต่รีบจัดไม่ได้แช่เพราะอยากจะออกมาเจอภรรยาเร็วๆ ปลายทางท้ายสุดก็ถูกดักด้วย ร้านขายของที่ระลึก สอยตุ๊กตาหมีหนึ่งตัวฝากภรรยา

จนในที่สุดแทบร้องไห้เจอหน้าภรรยาที่ประตูทางออก รีบกระย่องกระแย่งไปกอดเลย หวานสุดๆ และแล้วก็ต้องตัดสินใจโบกแท๊กซี่กลับที่พัก เพราะทะเลาะกับบันไดไม่ไหวแล้ว ในที่สุดก็จบงานเสียทีกับโตเกียวมาราธอน

ผลงาน

*เข้าโหล่มากๆ 555

*ประทับใจกับงานวิ่งระดับโลกนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ กองเชียร์ น้ำท่า อาหาร ยังอยากจะไปอีกแน่ๆ 555
** อากาศหนาวส่งผลทั้งดีและแย่ไปในตัว ทำให้เหนื่อยช้า แต่ถ้าหยุดวิ่งนี่ก็แทบวิ่งไม่ออกเลย

Like what you read? Give Panupong Chantaklang a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.