จางเสวียเหลียง- รักนิรันดร์

Lao Zhuang
Nov 2 · 2 min read

บรรดาตัวละครที่โลดแล่น และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองจีนยุคใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในนั้นคือ จางเสวียเหลียง จอมพลหนุ่ม แห่งตงเป่ย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เขาได้รับการยกย่องเป็น วีรบุรุษแห่งชาติ จนถึงขั้นเทิดทูนดุจเทพเจ้า จากคนจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มหนึ่งก็รุมประณามและเรียกเขาว่า คนทรยศ จนยากจะหาข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์

แต่สำหรับเรื่องของผู้หญิงแล้ว ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า จางเสวียเหลียง ไม่เป็นสองรองใคร หรือ เรียกได้ว่าหนึ่งในตองอูเลยทีเดียว

“ ตั้งแต่โบราณ จวบจนปัจจุบัน วีรบุรุษทุกรูปนามย่อมพึงใจในอิสตรี

มันผู้ลุ่มหลงในหญิงงามอาจไม่ใช่วีรบุรุษ

ตัวข้านั้นไซร้ย่อมไม่นับเป็นวีรบุรุษแน่นอน

แต่ข้าชื่นชมนงคราญเฉกเช่นเหล่าวีรบุรุษทั้งมวล “

บทกวี โดย จางเสวียเหลียง

จางเสวียเหลียงในวัยไม้ใกล้ฝั่ง เคยให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า “ หากอายุข้าพเจ้าอ่อนกว่านี้สักหน่อย อาจจะเปิดหลักสูตรสอนเคล็ดวิชาการจีบสาว ให้เป็นเรื่องเป็นราว เลยทีเดียว ” แต่มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ส่วนมากแล้ว บรรดาผู้หญิงเสียอีก ที่เป็นฝ่ายพึงใจเข้าหาจางเสวียเหลียงก่อน

จีนในยุคสาธารณรัฐ ( 1912–1949 ) ถือเป็นช่วงเวลาที่สังคมมีความหลากหลาย ทันสมัยและเปิดกว้างมาก หนังสือพิมพ์ยุคนั้น มีการจัดอันดับ สี่ชายงาม แห่งยุค ( 民国四大美男) ประกอบด้วย

วังจิงเว่ย หนึ่งในผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ภายหลังเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ตั้งรัฐบาลแข่งกับเจียงไคเช็ค ในตอนท้ายถูกประณามจากคนจีนทั้งประเทศว่าเป็น คนขายชาติ

โจวเอินไหล มือขวาของเหมาเจ๋อตง ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจตลอดกาลของคนจีน

เหมยหลานฟาง ศิลปินงิ้ว ระดับโลก

และ จางเสวียเหลียง จอมพลหนุ่ม ( Young Marshal ) พร้อมพ่วงตำแหน่งบุรุษเจ้าสำราญแห่งยุค

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ จางเสวียเหลียง เป็นหนุ่มสุดฮอตในเวลานั้น เพราะมีพร้อมทั้งทรัพย์สินเงินทอง และอำนาจบรรดาศักดิ์ ทั้งที่หน้าตา ว่าไปแล้วก็ไม่ได้หล่อเหลาปานเทพบุตร

อย่างน้อยก็เทียบไม่ได้กับโจวเอินไหล ที่มีใบหน้าคมเข้ม พร้อมคิ้วหนาอันดกดำ

แต่เป็นที่รู้กันว่า จอมพลหนุ่มชอบเต้นรำและเต้นได้ดีมาก ชอบออกงานสังคม พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี มีอารมณ์ขัน จิตใจกว้างขวาง โอบอ้อมอารี คล้ายกับ จางจั้วหลิน-ผู้พ่อ ( มีภรรยาทั้งหมด 6 คน) ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเสน่ห์ เป็นแรงดึงดูดให้อิสตรีเป็นฝ่ายเข้าหาจางเสวียเหลียง

แม้ว่าในชีวิตของจางเสวียเหลียงช่วง 30 ปีแรกจะมีสัมพันธ์กับผู้หญิงมากมายนับไม่ถ้วน จนมีคนแอบนินทาว่า ถ้าเขาไม่ถูกจำคุกกักขังบริเวณ นานถึงเกือบ 60 ปี คงมีมากกว่านี้อีกมาก แต่ Love of my life ของจางนั้น มีเพียงสองคน เป็นผู้หญิงสองคนที่เปรียบเหมือนลมใต้ปีก เป็นหลักค้ำยันในทุกสถานการณ์ คอยช่วยเหลือ ดูแลเขาตลอดชีวิต

หยูเฟิ่งจื้อ ( Yu Fengzhi ) ภรรยาคนแรก ที่จางเสวียเหลียง รักด้วยใจภักดิ์

จ้าวอี้ตี๋ ( Zhao Yidi ) หรือ จ้าวซื่อ (Zhao Si) ภรรยาคนที่สอง ที่จางเสวียเหลียง รักด้วยใจเสน่หา

หยูเฟิ่งจื้อ

สาวที่จางเสวียเหลียงถูกบังคับให้ชอบ เนื่องจากพ่อของเธอได้ช่วยชีวิต จางจั้วหลินสมัยที่ยังลำบาก กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว พล็อตเรื่องก็ดูเหมือนนิยายจีนที่คุ้นเคยหลายเรื่อง ลูกๆทั้งสองฝั่งถูกหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก ทำให้จางเสวียเหลียงไม่ชอบหน้าตั้งแต่พบกันครั้งแรก ทั้งๆที่ หยูเฟิ่งจื้อ ก็นับว่าเป็นผู้หญิงหน้าตาดีทีเดียว เพียบพร้อมด้วยฐานะทางบ้าน และการศึกษา (ในสมัยนั้น ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาสูง หาได้ยากมาก)

เพียงแต่อายุมากกว่าเขา 3 ปี นั่นทำให้จางเสวียเหลียงเรียกเธอ “พี่สาว” ( ต้าเจี่ย 大姐 ) จนติดปาก

ทั้งสองแต่งงานกันตอนที่ จางเสวียเหลียงอายุเพียง 16 ปี และ หยูเฟิ่งจื้อ 19 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเหมือน พี่สาว-น้องชาย เสียมากกว่า และเป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับหยูเฟิ่งจื้อ ที่ต้องมาจัดการดูแลเรื่องทุกอย่างของตระกูลจางในฐานะ สะใภ้คนโต ทั้งบริหารเรื่องการเงิน การบัญชี และเรื่องจิปาถะภายในคฤหาสน์ พร้อมๆกับเลี้ยงดูอบรมลูกทั้งสี่คน ( ผู้ชายสามคน ซึ่งภายหลังเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุทั้งหมด ผู้หญิงหนึ่งคน) รวมทั้ง เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กับความเจ้าชู้ของสามี

ต่อมา เธอต้องยอมรับกลายๆกับการเข้ามาอยู่ร่วมชายคาของ จ้าวอีตี้ หรือ จ้าวซื่อ ภรรยาคนที่สองของสามี เนื่องจากจ้าวซื่อ ถูกทางบ้านประกาศตัดขาดจากการเป็น พ่อ-ลูก เพราะหนีตามผู้ชาย ซึ่งก็คือ จางเสวียเหลียงนั่นเอง

หลังเหตุการณ์ “ กบฎซีอาน 1936 “ ทั้ง หยูเฟิ่งจื้อ และ จ้าวซื่อ สลับกันทำหน้าที่ดูแล จางเสวียเหลียงที่ถูกกักบริเวณ จนกระทั่งปี 1940 หยูเฟิ่งจื้อพบว่าเป็นมะเร็ง ต้องเดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับดูแลลูกๆที่นั่น และพระเจ้าก็มอบโจทย์ยากของชีวิตให้อย่างต่อเนื่อง เธอต้องดิ้นรนทำงาน หาเลี้ยงลูกทั้งสี่คน เพราะไม่สามารถเดินทางกลับจีนได้ ก่อนที่มัจจุราชจะค่อยๆเอื้อมมือมารับลูกของเธอทีละคน จนเหลือแต่เพียงลูกสาวคนเดียว

ปี 1965 หยูเฟิ่งจื้อในวัยเกือบเจ็ดสิบ ส่งลูกสาวไปเยี่ยมจางเสวียเหลียงที่ไต้หวัน เพียงเพื่อจะได้รับเอกสารขอหย่าจากสามี เนื่องจากขณะนั้น จางเสวียเหลียงและจ้าวซื่อปวารณาตัวเป็นคริตศาสนิกชน ทำให้การอยู่ร่วมกันจะเป็นที่ยอมรับได้ต้องเป็นสามี-ภรรยาที่ถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น หยูเฟิ่งจื้อได้เซ็นเอกสารยินยอมทั้งน้ำตา และยังได้เขียนจดหมายอวยพรทั้งคู่ กล่าวชื่นชมจ้าวซื่อที่ยอมลำบาก ติดตามทุ่มเทชีวิตให้สามีของตน

ก่อนเสียชีวิตไม่นาน หยูเฟิ่งจื้อได้ซื้อที่ในสุสาน เมืองลอสแองเจลลิส สำหรับจางเสวียเหลียง อดีตสามีที่ไม่พบหน้ากันมา 50 ปี ตั้งแต่เธอเดินทางออกมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อหวังว่า อย่างน้อยจะได้กลับมาอยู่ร่วมกันตอนตาย และเธอเสียชีวิตเมื่อปี 1990 (ก่อนจางเสวียเหลียง 11 ปี)

แต่ความฝันสุดท้ายของเธอก็ไม่เป็นจริง เมื่อจางเสวียเหลียงเสียชีวิต ได้ถูกฝังเคียงคู่จ้าวซื่อ (ซึ่งเสียชีวิตก่อนหน้าหนึ่งปี) ที่ ฮอนนาลูลู ฮาวาย

ดูเหมือน พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมต่อเธอเอาเสียเลย

จ้าวอี้ตี๋ หรือ จ้าวซื่อ (ลูกคนที่สี่)

เธอรู้จัก จางเสวียเหลียงที่เมืองเทียนจิน เมื่ออายุได้เพียง 16 ปี (ปี 1927) และตกหลุมรักจอมพลหนุ่มตั้งแต่นั้น ถัดมาอีกหนึ่งปี จางเสวียเหลียงโทรศัพท์ชวนจ้าวซื่อมาเที่ยวเสิ่นหยาง (ขณะนั้น ใช้ชื่อเมือง เฟิ่งเทียน) พร้อมส่งคนไปรับ เมื่อเดินทางมาถึงเสิ่นหยางไม่นาน ปรากฏว่า บิดาของจ้าวซื่อลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ตัดขาด พ่อ-ลูก ทำให้จ้าวซื่อไม่สามารถกลับบ้านได้ มีกระแสข่าวภายหลังว่าทั้งหมดเป็นแผนของตระกูลจ้าว เพื่อให้จางเสวียเหลียงจำต้องรับจ้าวซื่อเป็นภรรยา เพราะสถานภาพของจางเสวียเหลียง ณ ขณะนั้น เปรียบเสมือนท่านอ๋องของตงเป่ยทั้งภูมิภาค ไม่แปลกที่ พ่อของจ้าวซื่อ อยากให้ลูกสาวมีอนาคตที่ดี

แน่นอนว่า จางเสวียเหลียงทั้งรักและหลงจ้าวซื่อ เพราะเป็นผู้หญิงที่ตนเองเลือก ต่างจากภรรยา คือ หยูเฟิ่งจื้อ ที่พ่อเป็นคนเลือกให้ อย่างไรก็ตาม จางเสวียเหลียงก็ให้ความเคารพและเกรงใจภรรยาหลวงอย่างสูง เรียกได้ว่า เมียเป็นผู้จัดการใหญ่ในบ้าน อีกทั้งหยูเฟิ่งจื้อมีใจกว้างดั่งมหาสมุทร ยอมรับจ้าวซื่อเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน และเอ็นดูเหมือนน้องสาว

จ้าวซื่อมีลูกชายกับจางเสวียเหลียงหนึ่งคน ช่วงเวลาที่ หยูเฟิ่งจื้อต้องบินไปรักษาตัวที่อเมริกา ทำให้จางเสวียเหลียงถูกกักบริเวณอยู่คนเดียว จ้าวซื่อจึงมอบลูกชายให้คนรู้จักช่วยรับเลี้ยงดู และตัวเองรีบบินจากฮ่องกงกลับมาดูแลจางเสวียเหลียงที่กุ้ยโจว นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยาวนานอีกหกสิบปี ทั้งคู่ไม่เคยแยกจากกันอีกเลย

จ้าวซื่อติดตามจางเสวียเหลียงที่ถูกโยกย้ายไปกักขังตามเมืองต่างๆในจีน จนถูกส่งตัวไปไต้หวันตั้งแต่ปี 1945

ในปี 1965 ทั้งสองจึงได้จัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการ และจ้าวซื่อได้รับการยอมรับในฐานะภรรยาโดยชอบธรรม หลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาเกือบสี่สิบปี

ช่วงปีท้ายๆของชีวิต ทั้งคู่ย้ายมาพำนักอยู่ที่เมืองฮอนโนลูลู ฮาวาย จ้าวซื่อ ได้เขียนรายละเอียดการใช้ชีวิตประจำวันของจางเสวียเหลียงบนกระดานแผ่นใหญ่ เมื่อรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ด้วยเกรงว่า คนที่มาดูแลจะจัดการได้ไม่ดีพอ

วาระสุดท้าย จ้าวซื่อ นอนอยู่บนเตียง ไม่สามารถจะพูดได้ จางเสวียเหลียงนั่งบนรถเข็น กุมมือเธอไว้ตลอดเวลา พูดถึงความดีของเธอไม่ขาดปาก จนพยาบาลได้มาทำการปลดเครื่องช่วยหายใจทั้งหมด และจ้าวซื่อได้ขึ้นไปพบกับพระเจ้าของเธอในที่สุด หากแต่จางเสวียเหลียงยังคงไม่ปล่อยมือจากเธอ นั่งนิ่งอยู่กว่าชั่วโมง ก่อนที่คนรอบข้างต้องช่วยกันพาตัวเขาออกไปจากห้อง นี่เป็นการจากกันของทั้งคู่อย่างถาวร หลังการใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่าเจ็ดสิบปี

เพียงอีกแค่หนึ่งปีหลังจากนั้น จางเสวียเหลียง ก็จบบทบาทของตัวเองบนโลก ติดตามคู่ชีวิตของเขาไปในที่สุด

เหลือแต่ตำนานชีวิตคู่ ที่ยาวนาน และเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก ราวกับเป็นคำตอบของคำถามยอดนิยมของหลายคู่รักว่า

“ รักนิรันดร์นั้น มีอยู่จริงด้วยหรือ “

1/11/19

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade