เปลี่ยน

หลังจากเรียนจบ ผมเป็นคนไม่มีแรงบัลดาลใจและเคยคิดว่า “เราเรียนจบแล้ว ประสบความสำเร็จให้ พ่อแม่เห็นแล้ว เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร” ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตาย แต่ไม่รู้จริง ๆ ว่าตอนนั้นอยากเป็นอะไร ผมอาจจะเป็นตัวอย่างของคนมีความอยากแต่ไม่มีความพยายาม ผมเคยอยากเป็น นักดนตรี, อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์, อยากเป็นศิลปิน หรือแม้กระทั่ง บาริสต้า แต่ผมไม่เคยพยายามค้นหาว่าการเป็นอาชีพเหล่านั้น ต้องทำอะไร เรียนอะไร หรือแม้กระทั่งเริ่มต้นทำมันแบบจริง ๆ จัง ๆ ช่วงม.ปลาย ผมจึงได้เรียนเกี่ยวกับ ธุรกิจ ตามที่ ที่บ้านต้องการ และ ช่วงมหาลัยก็เข้าคณะตามเพื่อน ที่คนอื่นบอกว่ามันดี นี่คือข้อเสียของการมีฝัน แต่ไม่ลงมือทำ
จากที่เล่าให้ฟังมาในช่วงแรก ผมก็ได้เริ่มชีวิตการทำงานแบบ ห่วย ๆ ทำไปวัน ๆ ใช้เงินไป วัน ๆ ไม่ได้ อยากมีบ้าน หรือรถ เพราะ คิดกับตัวเองว่าชีวิตที่แม่งไม่มีหนี้ มีความสุขที่สุดแล้ว ประกอบกับ บ้าน รถ เราก็มีพร้อมอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เลิศหรู แต่มันก็เพียงกับกับ ปัจจัย 4 ที่มนุษย์ต้องการ ผมทำงานแบบนั้น มาประมาณ 2–3 ปี เปลี่ยนงานไปเรื่อย ไม่ถูกจริต “ออก” ไม่ชอบหัวหน้า “ออก” ได้เงินเยอะกว่าที่เดิม “ออก” ผมไม่เคยมีเหตุผลในการลาออก เหตุผลที่พอจะอธิบายเป็นเหตุผลได้คือ “เบื่อ” ไม่ชอบ ไม่อยากทำในสิ่งที่ทำ และ ไม่อยากเป็นในสิ่งที่เป็น

แต่แล้วชีวิตมันก็เหมือนมีจุดพลิกผัน ผมเริ่มตามฝันตัวเองตอนอายุเกิน 25 ปีแล้ว แต่สังขารไม่อำนวยจึงต้องแบกตัวเองกลับมาพร้อมน้ำตาและความผิดหวัง มันไม่ใช่จุดเปลี่ยน ที่จะเปลี่ยนให้ผมเป็นคนละคน หรือ ประสบความสำเร็จในชีวิตอะไร การที่จะมาเขียนอะไรแบบนี้ได้ คงต้อง เปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังตีน หรือ รวยร้อยล้านแล้ว ผมคงใช้คำว่าผมเปลี่ยนทัศนคติ ความเป็น “มนุษย์” เสียมากกว่า หลังจากที่ผมล้มเหลวไม่เป็นท่าจาก Melbourne ผมเริ่มสนใจศึกษา ศิลปะ อย่างจริง ๆ จัง ๆ เริ่มเสพงานศิลป์ของ ศิลปินไทย ที่ผมเคยเกลียด ศิลปินดัง ๆ แม่ง อีโก้ แม่ง คิดว่าตัวเองเจ๋ง ๆ ผมเคยมีทัศนคติที่ว่าทุกคนเหี้ยหมด ผมดีคนเดียว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้เก่งทางด้านอะไร เป็นอันดับหนึ่งของโลกในโลกของตัวเอง นี่คือคนที่ผมเคยเป็น

ความคิดเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนไปหลังจากที่ผมนั่งดู YouTube แรก ๆ ผมก็ฟังเพลงไปเรื่อย จนไปเจอ TED talk ผมได้เริ่มฟังจากใครก็ไม่รู้ ฟังเรื่อย ๆ จนมาถึงเรื่องการเปลี่ยนความคิดของ ศิลปินหลาย ๆ คน ผมเริ่มฟังจริง ๆ จัง ๆ จาก คลิป “พลังแห่งความคิด(ไร้) สาระ” ของคุณวินัย ฉัยรักษ์พงศ์ และต่อด้วย พลิกมุมคิด… ชีวิต Take Off ของ ดร.เอกก์ ภทรธนกุลหลังจากนั้นผมศึกษาความสำเร็จของแต่ละคน มาเรื่อย ๆ จนผมได้ไปเจอคลิปของคนผมคิดว่าผมไม่เคยคิดว่าชอบพวกเค้าเหล่านี้ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.ถวัลย์ ดัชนี, คุณธนญชัย ศรศรีวิชัย (ต่อ ฟีโนมีน่า) และ คุณเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา (น้าเน็ก)
ผมเป็นคนโง่ที่เคยปิดตา ผมเป็นคนบ้าที่ไม่เคยเปิดใจ แต่ผมเปลี่ยนตัวเองได้ด้วยการ เรียนรู้แนวคิดเพื่อความสำเร็จของคนอื่น พวกเค้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่สายงานเดียวกัน แต่สิ่งที่เค้ามีเหมือนกันคือ “เข้าใจมนุษย์” และ “ไม่ยึดติด”
