[Part.1] จดหมายรักจากแกะไฟฟ้า (From Blade Runner To Cyberpunk)

Natthagun Guin
Nov 1 · 4 min read

บทนำ

16 เมษายน 2020 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สำคัญของวัฒนธรรม “Cyberpunk” เลยก็ว่าได้ สืบเนื่องจากการมาของ “Cyberpunk 2077” เกมฟอร์มยักษ์ของค่ายเกมคุณภาพจากประเทศโปแลนด์อย่าง CD Projekt RED ได้ทำการเปิดให้เล่นและพร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ (หลังจากพัฒนาเกมมาแล้วกว่า 8 ปี) ซึ่งเป็นที่คาดการณ์ว่า Cyberpunk 2077 จะมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนวงการสื่อบันเทิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกม ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งนวนิยาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม “Cyberpunk”

ด้วยเหตุนี้ จุดมุ่งหมายสำคัญของบทความนี้จึงต้องการที่จะนำเสนอความเป็นมา การริเริ่มและพัฒนาวัฒนธรรมดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านการวิเคราะห์ซีรี่ย์งานสร้างสรรค์ชุดสำคัญอย่าง “Electric Sheep” อันประกอบไปด้วย นวนิยาย Do androids dream of electric sheep?, ภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner ในปี 1982 และภาคต่อ Blade Runner 2049 ในปี 2017 โดยนำทฤษฎีทางวัฒนธรรมต่าง ๆ มาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในด้าน กระบวนการผลิต และ กระบวนการบริโภค เพื่อให้เห็นภาพรวมงานสร้างสรรค์เหล่านี้และ “คาดการณ์” ความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

Do Androids Dream of Electric Sheep?
  1. From Philip K. Dick to Do Androids dream of Electric Sheep?

Philip K. Dick

Philip Kindred Dick (16 ธันวาคม 1928–2 มีนาคม 1982) เป็นนักเขียนชาวอเมริกาที่โดดเด่นในงานด้านนิยายวิทยาศาสตร์ สำรวจเรื่องราวทางปรัชญา การเมือง ความเป็นจริง ความลวงหลอก ธรรมชาติที่เปราะบางและ การสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งเขามักจะบอกเล่าเรื่องราวผ่านการสร้างโลกแห่งอนาคตที่ถูกครอบงำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดทางธุรกิจ รัฐบาลเผด็จการ หรือ จักรวาลคู่ขนานที่เต็มไปด้วยประสบการณ์เหนือธรรมชาติ เป็นต้น

Philip K. Dick

Philip K. Dick เป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลและวางรากฐานงานเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่ ช่วงทศวรรษที่ 60 และ 70 หรือที่เรียกกันว่า New Wave Science Fiction ซึ่งนักเขียนในกลุ่มนี้พยายามนำเสนอโลกที่สังคมต้องรับมือกับความวุ่นวายทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับปัญหาด้านศีลธรรมและจริยธรรม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม (Dystopian) ซึ่งในเวลานั้น งานเขียนในลักษณะนี้ ยังไม่ได้ถูกจัดขึ้นเป็นประเภทที่ชัดเจน และยังไม่ได้มีการบัญญัติศัพท์เรียกชื่อโดยเฉพาะแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้น งานเขียนของ Philip K. Dick ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ ด้วยสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ รวมไปถึงนำร่องสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาสู่นิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งผสมผสานกลิ่นอายของฟิล์มนัวร์เข้ามาในการเล่าเรื่อง ผ่านมุมมองนักสืบผู้ค้นหาความจริงในโลกอาชญากรรมใต้ดินแห่งสังคมเทคโนโลยีในอนาคต

กล่าวได้ว่า นักเขียนชาวอเมริกันคนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขามีชีวิต หรือแม้กระทั่ง 20 ปี หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ผลงานของ Philip K. Dick ยังคงโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมสื่อประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนวนิยายต้นฉบับที่อยู่เหนือกาลเวลา เช่น The Man in The High Castle, นวนิยายจากแฟนคลับที่ต้องการสืบทอดเจตนารมณ์ อย่าง Blade Runner 2: The Edge of Human โดย K. W. Jeter ผู้ที่ประทับงานเขียนของ Philip K. Dick มาก่อน หรือแม้แต่การดัดแปลงเรื่องราวเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายต่อหลายครั้ง เช่น Minority Report ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของ Philip K. Dick เป็นต้น

เกิดเป็น วัฒนธรรมประชานิยม หรือ Popular Culture ตามความหมายของ Raymond Williams ในมิติ ดังต่อไปนี้

- ความเป็นที่นิยมโดยคนจำนวนมาก ผลงานมีความแพร่หลายในสังคม

- เป็นตัวกำหนดความแตกต่างหรือแบ่งขอบเขตของชนชั้น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถย่อยสลายขอบเขตของชนชั้นเหล่านั้นได้ เช่น ผลงานของ Philip K. Dick เป็นที่นิยมในชนชั้นกลางเนื่องจากเนื้อหามีความใกล้เคียงกับสภาพสังคม แต่ในขณะเดียวกันผลงานเหล่านี้ก็มีคุณภาพเพียงพอในระดับที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนชนชั้นสูงได้ (วิทยาศาสตร์ชั้นสูง, เทคโนโลยีแห่งอนาคต)

- สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคม ทั้งในด้านความบันเทิง หรือแม้กระทั่งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง

- ผลิตโดยคนธรรมดา เพื่อคนธรรมดา อันเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางอุดมการณ์ของคนชนชั้นกลางกับผู้มีอำนาจในสังคม ถ่ายทอดมุมมองของชนชั้นถูกปกครอง ไปยังชนชั้นปกครอง

Popular Culture ที่เกิดขึ้นจากผลงานของ Philip K. Dick ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และสร้างการขับเคลื่อนของวัฒนธรรมย่อยในสังคมได้เป็นอย่างดี เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือบางอย่างในการนำเสนอชุดความคิดเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในสังคม

Do Androids Dream of Electric Sheep?

หนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมและการยอมรับมากที่สุดของ Philip K. Dick คือ Do Android Dream of Electric Sheep? งานเขียนที่ได้รับการเผยแพร่ในปี 1968 ซึ่งเป็นนวนิยายชิ้นสำคัญที่ทรงอิทธิพลต่อนักเขียนและศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานในยุคหลัง บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตที่เสื่อมโทรมของ ริค เดคคาร์ด นักล่าค่าหัวที่ได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจตามล่า มนุษย์หุ่นยนต์ทั้ง 6 ที่หลบหนีการเป็นทาสจากดาวอังคารมายังโลกมนุษย์ โดยตลอดทั้งเล่ม Philip K. Dick ได้ตั้งคำถามเชิงปรัชญากับผู้อ่านได้อย่างลึกซึ้งถึง “ความหมายของชีวิต” “อะไรคือความจริง? อะไรคือสิ่งลวงหลอก?” ซึ่งคำถามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการแฝงความหมายเชิงอุดมการณ์ของ Philip K. Dick ทั้งสิ้น

ภายในเนื้อหา ผู้อ่านจะได้พบกับวิธีการรับมือและเผชิญหน้าปัญหามากมายของตัวละครเอก ที่ทำให้เขาต้องตั้งคำถามกับชีวิตและสิ่งที่เขาทำอยู่ตลอดเวลา ภายใต้สังคมโลกหลังสงครามโลก บรรยากาศแห่งความทรุดโทรม ซากปรักหักซักต่าง ๆ สะท้อนไปถึงภาวะทางจิตใจอันไม่มั่นคงของ ริค เดคคาร์ด และเมื่อวิเคราะห์จากตัวบทเหล่านี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กับวิธีการตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ ของผู้เขียน คือ การแฝงไว้ซึ่งชุดความคิดบางอย่างที่ผู้อ่านสามารถสัมผัสได้ภายในเรื่อง

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง “กระทำ” ต่อมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่พวกของตนและปฏิบัติต่อเหตุการณ์นี้ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกและทำให้นักเขียนหลายคนสูญเสียความศรัทธาที่มีต่อมนุษยชาติไป สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้คือการถ่ายทอดเรื่องราวลงบนนวนิยายของเขาและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเหล่านี้ของมนุษย์ ซึ่ง Philip K. Dick ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนเหล่านั้นด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผลงานของเขาถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบของสงครามออกมาอยู่เสมอ รวมไปถึง Do Android Dream of Electric Sheep? ที่ถูกเขียนขึ้นในปี 1966–1968 อันเป็นช่วงเวลา 2 ปีที่วุ่นวายของอเมริกา บรรยากาศของสงครามเย็นจึงเป็นองค์ประกอบของการสร้างเรื่องราวนักสืบ การค้นหาความจริง ความสับสนและการหลอกหลวง รวมไปถึงการจลาจล, สงครามเวียดนาม, ยาเสพติด หรือแม้แต่ ฮิปปี้ ที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของนวนิยายเรื่องนี้ทั้งสิ้น

ดังนั้นใจความสำคัญของ Do Android Dream of Electric Sheep? จึงพูดถึง “สิ่งมีชีวิตอื่น” ที่แตกต่าง/ไม่นับเป็น “มนุษย์”อย่างเรา (แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง) การตั้งคำถามถึงการฆ่าพวกเขาเหล่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้น บรรยากาศของความสับสนวุ่นวายภายใต้โลกหลังสงคราม รวมไปถึงการใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ฯลฯ ผนวกกับภูมิหลังของ Philip K. Dick และสภาพแวดล้อม ณ เวลาที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการผลิตอุดมการณ์ของ Philip K. Dick ที่ต้องการจะถ่ายทอดไปยังกลุ่มผู้อ่านของเขา คือ อุดมการณ์ต่อต้านสงคราม/ความรุนแรง

เกิดเป็น อุดมการณ์ (Ideology) ตามความหมายของ Raymond Williams ในมิติ ดังต่อไปนี้

- เป็นชุดความคิดที่เชื่อมโยงกลุ่มผู้อ่านที่เห็นด้วยให้เข้ากับ Philip K. Dick ในการต่อต้านสงคราม

- ใช้ต่อรองเชิงอำนาจระหว่างคนสองกลุ่ม คือ Powerful (สนับสนุนสงคราม) และ Powerless (ต่อต้านสงคราม) ซึ่งได้รับการปลูกฝังแนวคิดเหล่านี้ผ่านนวนิยาย

- สร้างวิธีการมองโลกแบบใหม่ให้กับผู้อ่านและคนในสังคม ในช่วงเวลาที่ไอสงครามกำลังร้อนระอุ ประเด็นความแตกต่างทางเชื้อชาติ (หุ่นยนต์) จึงถูกหยิบมาพูดถึงและให้ความหมายใหม่ มองโลกในแบบใหม่ที่ปัญหาไม่จำเป็นต้องยุติด้วยความรุนแรงเสมอไป

- สร้างมายาคติ “แตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้”, “ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกเสมอไป”

- สร้างความหมายใหม่ให้กับบางสิ่ง เพื่อเชื่อมโยงผู้อ่านให้เห็นตรงกัน เช่น สงครามสร้างหายนะ

อุดมการณ์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ Philip K. Dick ต้องการที่จะสะท้อนไปยังผู้อ่านของเขา ผ่าน Do Android Dream of Electric Sheep? ในช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายของสงครามที่ความหวาดระแวงยังคงปกคลุมอเมริกาและสังคมโลก ณ เวลานั้น จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการผลิตทางวัฒนธรรมของ Philip K. Dick คือการใช้ประโยชน์จากความเป็นวัฒนธรรมประชานิยม (Popular Culture) สะท้อนอุดมการณ์ของตนเพื่อสร้างวิธีการมองโลกแบบใหม่ให้กับผู้อ่าน (ในแบบที่ผู้เขียนต้องการ) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้/ต่อรองเชิงอำนาจกับชนชั้นปกครองนั่นเอง


2. From Electric Sheep? To Blade Runner

ด้วยจินตนาการที่โดดเด่นล้ำสมัยใน Do Androids Dream of Electric Sheep? นี้เอง ทำให้ดึงดูดความสนใจของ Ridley Scott ผู้กำกับชาวอังกฤษที่โด่งดังจากภาพยนตร์วิทยาศาสตร์สยองขวัญเรื่อง Alien (1979) และนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ เรื่อง Blade Runner (1982) ในเวลาต่อมา โดยในฉบับภาพยนตร์ได้ทำการยกร่างเนื้อเรื่องใหม่เกือบทั้งหมด เช่น การใช้คำเรียกมนุษย์หุ่นยนต์ว่า Replicant แทนคำว่า Android หรือ คำว่า Blade Runner ที่ใช้เป็นรหัสประจำตัวของ ริค เดคคาร์ด ก็ไม่มีชื่อนี้เลยในฉบับนิยาย เป็นต้น โดย Ridley Scott ยังคงรักษาโครงเรื่องเดิมในส่วนที่เป็นการล่าค่าหัวมนุษย์หุ่นยนต์ทั้ง 6 ตัวเอาไว้ แต่รายละเอียดต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสมกับช่วงเวลา ณ ขณะนั้นมากยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับแนวคิด การเข้ารหัสและถอดรหัส ของ Stuart Hall (1973) ซึ่งสามารถนำมาอธิบายกระบวนการผลิตได้ดังนี้

Encoding-Decoding Model

จุดสังเกตที่สำคัญของกระบวนการเข้ารหัสและถอดรหัสสารในครั้งนี้คือ เรื่อง สังคมและวัฒนธรรม ที่ทั้ง Philip K. Dick และ Ridley Scott มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่อง สัญชาติอเมริกาของผู้เขียนนิยาย และ สัญชาติอังกฤษของผู้กำกับภาพยนตร์ ส่งผลให้ลักษณะการดัดแปลงผลงานมีความเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคมและวัฒนธรรมของบุคคลนั้น ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งจุดร่วมทางความคิดบางอย่าง เช่น Philip K. Dick สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดลงบนนวนิยายของเขา โดยมีพื้นฐานมาจากการเคลื่อนไหวทางสังคมอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 60 ที่เรียกว่า “Hippie” หรือ บุปผาชน เรียกร้องสันติภาพ ความสงบสุข ในช่วงเวลาของสงคราม

นั่นจึงทำให้งานเขียนของ Philip K. Dick มีการพูดถึง “ความแตกต่างจากคนในสังคม” อยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตฮิปปี้ของตัวเขาเองในช่วงเวลานั้น ความรักในสันติภาพ ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ต่อต้านระบบทุนนิยม แปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก รวมไปถึงการได้รับอิทธิพลจากยาเสพติดประเภทหลอนประสาท (ก่อให้เกิดงานศิลปะแบบไซเคเดลิก (Psychedelic) ในเวลาต่อมา) เป็นต้น ดังนั้นวิถีชีวิต เหล่านี้ของ Philip K. Dick จึงช่วยตอบคำถามถึงอุดมการณ์ของเขาที่สะท้อนลงบนงานเขียนได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน Ridley Scott ที่ใช้ชีวิตในอีกฝากฝั่งหนึ่ง ย่อมมีวิถีชีวิตแตกต่างออกไปในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมชาวอังกฤษช่วงทศวรรษที่ 70–80 “วัฒนธรรมพังก์” มีอิทธิพลต่อหนุ่มสาวอังกฤษในช่วงเวลานั้น โดยแพร่กระจายไปในรูปแบบของงานศิลปะประเภทต่าง ๆ ทั้ง เพลง, ภาพยนตร์, จิตรกรรม, แฟชั่น ฯลฯ พูดถึงแนวคิดต่อต้านสังคมกระแสหลัก, ความขบถ, ละทิ้งค่านิยมเดิม, เสรีภาพส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่ง ต่อต้านสงครามและความรุนแรง ซึ่งกลายเป็นจุดร่วมสำคัญของสองความคิดที่แตกต่างกันทางสัญชาติของ Philip K. Dick และ Ridley Scott นำมาซึ่งสถานะการเข้ารหัสแบบ ยอมรับและเข้าใจอุดมการณ์ (Dominant Position) ของ Ridley Scott และดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Blade Runner ในเวลาต่อมา

และนี่คือจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของกระบวนการผลิตที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม Punk และ วิทยาศาสตร์แห่งโลกอนาคต (Cybernetics) เข้าด้วยกัน…

(Part.2)


เอกสารอ้างอิง

ฟิลิป เค ดิค. (2526) หุ่นสังหาร. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เพื่อนหนังสือ

Why Does Sci-Fi Love Asian Culture But Not Asian Characters?.12 ตุลาคม 2560.SlashFilm.com[ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://www.slashfilm.com/blade-runner-2049-asian-culture/

Cyberpunk Cities Fetishize Asian Culture But Have No Asians.11 ตุลาคม 2560.Vice.com[ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://bit.ly/33WqU1k

Do Androids Dream of Electric Sheep? A metaphysical detective story. 2 มีนาคม 2561. Irishtime.com [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://bit.ly/2o7GUy1

Theme in Blade Runner. Wikipedia[ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://en.m.wikipedia.org/wiki/Themes_in_Blade_Runner

Blade Runner Box Office. Box Office Mojo[ออนไลน์] เข้าถึงจาก boxofficemojo.com/movies/?page=main&id=bladerunnersequel.html

Why ‘Blade Runner 2049’ Failed at the Box Office, According to Director Denis Villeneuve. 23 พฤศจิกายน 2560.SlashFilm.com [ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://bit.ly/2qBbTDD

Punk Ideologies. Wikipedia[ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Punk_ideologies

Punk Subculture. Wikipedia[ออนไลน์] เข้าถึงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Punk_subculture

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Cultural Theories Critical ปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade