ก้าวเข้าสู่โลกใต้น้ำ ภาค เรียนในสระ
อยากมาเขียนบันทึกอะไรไว้สักหน่อย เกี่ยวกับแต่ละก้าวในการเริ่มดำน้ำของเรา ไม่ได้เขียน blog มานานมาก ตื่นเต้น
จริงๆ ความอยากเริ่มดำน้ำมีมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ราวๆ 5 ปีก่อน มีเพื่อนเริ่มเรียนดำน้ำ ตอนนั้นก็สนใจ แต่ด้วยอาการภูมิแพ้ที่เป็น และคิดว่ายังไม่มีกำลังเงินมากพอที่จะทำ เลยหยุดๆ ตัวเองไว้ ระหว่างทาง 5 ปีนี้ ชีวิตเกิดเรื่องมากมาย ที่ทำให้เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ค้นพบโรคประจำตัว (ที่นอกเหนือจากภูมิแพ้) แถมยังไม่ทราบสาเหตุอีก เป็นเหตุให้เราเริ่มกินอาหารดีๆ ออกกำลังกาย จนไปติดวิ่งอยู่พักใหญ่ วิ่งจริงจังจนสุดท้ายก็ผ่านมาได้ 2 มาราธอน โดยที่ระหว่างทางอาการภูมิแพ้ค่อยๆ หายไปทีละนิดๆ จนแทบไม่เหลืออาการอีกเลย
จนมาช่วงต้นปีนี้ เริ่มมีเพื่อนๆ รอบตัวพูดเรื่องดำน้ำมากขึ้น เลยเริ่มกลับมาสนใจ แต่ตารางชีวิตเราก็ค่อนข้างแน่น เพราะเที่ยวทุกเดือน มีช่วงว่างแค่เดือน มิ.ย. และ ก.ค. ที่พอจะลงเรียนอะไรได้บ้าง พอดีมีงาน Thailand Dive Expo (TDEX) พอดี และก็มีน้องลงคอร์สเรียน Open Water Diver ไปในงาน เลยคิดว่า อาจจะถึงเวลานั้นแล้วก็ได้ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่พร้อม เลยไปเดินงาน TDEX เล่นๆ ดู

ตอนแรกก็ว่าจะลงตามน้อง Parima ตอนนั้นติดแค่ว่า สระที่จะไปเรียนกับน้องมันไกล ถ้าลงด้วยกัน ก็ควรเรียนด้วยกันมั้ย (ไม่จำเป็นซะหน่อย) แล้วถ้าไหนๆ จะไม่ได้เรียนพร้อมกันแล้วก็เลือกเองดีกว่า แล้วก็นึกได้ว่า เฮ้ย เรามีเพื่อนดำน้ำอยู่นี่นา เลยไปถามเพื่อนตื้อที่เคยคุยกันเรื่องดำน้ำเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นคิดว่า อยากเรียนกับที่ที่เรามั่นใจว่า ดี เพื่อนตื้อเป็น Dive Master อยู่ที่ร้าน Diveinfo และบอกว่า ร้านนี้ดี ไว้ใจได้ เราเป็นสายใจง่ายอยู่แล้ว เลยตัดสินใจลงเรียนที่ Diveinfo นี่แหละ โดย Cert ที่ได้จะเป็นของ PADI เราไม่ซีเรียสเรื่องเรียนคนเดียวอยู่แล้ว เรียนจบแล้วค่อยไปดำด้วยกันก็ยังได้ เราลงเรียนเป็นช่วงต้น ก.ค. ไว้ กะว่าเดือนมิถุนาได้พักจากเที่ยวติดๆ กันมาทุกเดือนตั้งแต่ต้นปี นอนให้เต็มที่แล้วไปลุยดำน้ำอีกทีเดือนถัดไป

Day 1 : ครั้งแรกกับทุกอย่างเกี่ยวกับการดำน้ำ
เรานัดกับครูบีบีไว้ 10 โมงเช้า ที่สระ Nemo แถวนาคนิวาส เราเรียนแบบตัวต่อตัวกับครู การเรียนจะแบ่งส่วนทฤษฎีเป็น 5 บท ซึ่งวันแรกเราจัดไป 3 บทก่อน โดยดู 1 บท ก็ลงสระ 1 ที แล้วลองทำตามสกิลที่เค้าพูดถึงในวีดีโอ สไตล์การสอนของที่นี่จะสบายๆ ไม่เร่งรัดอะไรเรา อะไรที่เราทำไม่ผ่าน ก็ทำใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าครูจะบอกว่าโอเค

หลังจากดูวีดีโอบทแรกเสร็จ ก็เปลี่ยนชุด ใส่ wet suite เรียบร้อย ครูอธิบายเกี่ยวกับอุปกรณ์ดำน้ำให้ฟัง ให้เราลองประกอบเองตามที่ครูบอก แล้วก็มาลงสระกัน เราใส่ฟินเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต ก่อนหน้านี้ตอนเด็กๆ เคยลองใส่ตอนไป snorkel ที่ทะเล จำได้ว่า ตียากมาก เลยไม่คิดใส่อีกเลย แต่ที่ใส่รอบนี้ ก็ตีขาได้สบายๆ หรือเพราะเริ่มตีขาเป็นก็ไม่รู้ จากนั้นก็ใส่ชุดในน้ำ ลองหายใจดู ความรู้สึกที่ได้สูดลมหายใจผ่าน Regulator ครั้งแรก คือ โหหห อากาศในถังทั้งแห้ง ทั้งเย็น เราลองหายใจที่ผิวน้ำ และใต้น้ำ ไม่ชินเลยจริง สิ่งที่สำคัญมากๆ ของการดำน้ำคือ ต้องไม่กลั้นหายใจ ให้หายใจตลอดเวลา
ครูบอกว่า พอเราหายใจกับ Regulator ไปสักพัก จะหิวน้ำ เพราะอากาศมันแห้ง ให้เราดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยได้ อีกทางคือ ตอนที่คาบ reg หายใจ ให้กระดกลิ้นมาบังทางลมไว้ ก็ช่วยให้คอแห้งช้าลงได้เหมือนกัน
จากนั้นครูก็เริ่มสอนสกิลพื้นฐานต่างๆ ทุกสกิลครูจะอธิบาย นัดแนะสัญญาณมือใต้น้ำ แล้วก็จะทำให้ดูก่อน พอให้สัญญาณเราก็จะทำตาม
- เคลียร์หน้ากาก ทั้งแบบครึ่งหน้ากาก เต็มหน้ากาก และถอดใส่หน้ากากใต้น้ำ จริงๆ แล้วเรารู้จักวิธีการเคลียร์หน้ากากมาก่อน จากการอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับดำน้ำ ( เรื่อง Amanchu! ของอาจารย์ Kosue Amano ) เราเคยลองทำตอน snorkel แต่ไม่รอดสักครั้ง น่าแปลกมากที่พอลองทำใต้น้ำ เฮ้ยยยย รอบเดียวผ่านหมด ทั้งแบบครึ่งหน้ากาก เต็มหน้ากาก ถอดหน้ากากใต้น้ำ สบายๆ เลย ไม่มีสำลักน้ำ ซึ่งสกิลเคลียร์หน้ากากเป็นสกิลที่สำคัญ เพราะจะได้ใช้บ่อยมากกกกกก จริงๆ
- หา Regulator ด้วยความที่มนุษย์ขาดอากาศหายใจไม่ได้ สกิลนี้ก็สำคัญอีกเช่นกัน แม้จะไม่ได้ใช้บ่อยแต่ถ้า reg หลุดจากปาก แล้วหาไม่เจอ มีปัญหาแน่ๆ วิธีก็ไม่ยากอะไร กวาดแขนขวาจากล่าง ผ่านขา ผ่านแทงก์ วาดกว้างๆ ขึ้นมา สาย reg ก็จะติดแขนเรามาเอง อีกวิธีคือ เอื้อมมือไปจับคอแทงก์ด้านหลัง ก็จะเจอต้นสาย ไม่ยากเลย
- Free flow คือบางที reg ก็มีปัญหา กลไกมันมีโอกาสค้างได้ มันจะปล่อยลมฟู่ๆๆๆ ออกมาตลอดเวลา สกิลนี้คือ ให้เรารู้วิธีหายใจกับการ Free Flow ของมัน โดยการคาบ reg แค่ครึ่งปาก เอียงคอนิดหน่อย ให้พอหายใจได้ ตอนแรกคิดว่าจะยากมาก แต่พอได้ลองทำ ก็เข้าใจในหลักการ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะหายใจจากอากาศที่ลอยอยู่ในน้ำเยอะๆ ได้
- Alternate Air Source คือการแชร์อากาศให้เพื่อนใต้น้ำ กรณีเพื่อนอากาศจะหมด แล้วขอความช่วยเหลือ เราก็ยื่น Octopus ให้ (หน้าตาเหมือน reg ที่เราหายใจ แต่จะคนละสีกัน สายยาวกว่า) แล้วขึ้นสู่ผิวน้ำพร้อมกัน
- ถอดใส่ BCD ในน้ำ (BCD หรือ Buoyancy Control Device คือชุดที่เราใส่ สามารถเติมลมเข้าออกได้ ถ้ามองง่ายๆ ก็คือชูชีพที่เติมลมปล่อยลมได้) เราลองถอดและใส่ทั้งบนผิวน้ำ และใต้น้ำ ไม่มีปัญหาอะไร ตัวล็อคมันเยอะนิดนึง ท่องไว้ begin with reviews and friend (BCD, weight, releases, air, final check with buddy) ใส่บนบกใส่ weight ก่อน ใส่ในน้ำ weight ทีหลัง พอครูให้ลองทำบ่อยๆ เข้า ก็เริ่มไม่ต้องท่องแล้ว ครูให้ลองถอดใส่ใต้น้ำด้วย ตื่นเต้นดี แต่ทำตามสเต็บก็ไม่มีปัญหา
- เคลียร์หู เวลาที่เราลงไปใต้น้ำ แรงดันจะเพิ่มขึ้น จำง่ายๆว่า ปกติ เราเจอแรงดันที่ 1 bar ที่ผิวน้ำ ลงใต้น้ำทุก 10m แรงดันที่เราจะจะเพิ่มอีกทีละ 1 bar ซึ่งแรงดัน ทำให้ปริมาตรของอากาศเปลี่ยนไป ตามสูตร p1v1 =p2v2 (ก็จะฟิสิกส์นิดนึง) ดังนั้น ความดันเพิ่ม ปริมาตรก๊าสจะลงลด ทำให้อากาศที่อยู่ในหูของเราหดตัวลง ทำให้เราเจ็บหูได้ วิธีการแก้คือ การเติมอากาศเข้าไปเพิ่มในหู โดยการกลืนน้ำลาย ขยับกราม หรือ บีบจมูกในขณะที่พยายามพ่นลมออกจากจมูก ครูบอกว่า ให้ทำบ่อยๆ ทุก 1 m อย่ารอให้เจ็บหูแล้วค่อยทำจะเคลียร์ไม่ออก
พอลองทำสกิลพื้นฐานหมด ก่อนจะพักกินข้าวเราก็ถอดชุด BCD ที่ผิวน้ำ ฝึกนั่งบนชุดแล้วทิ้งชุดไว้ในน้ำ ส่วนตัวเราก็ไปกินข้าวกล่องที่สั่งมาไว้ พร้อมกับดูวีดีโอบทที่ 2

พอบ่ายสอง เราก็เรียนกันต่อ ก่อนที่จะลงน้ำ ครูให้เราฝึกท่าตีขาบนบกก่อน การตีขากับฟินนั้น ต้องใช้แรงจากสะโพก ไม่ใช้เข่า การตีขา เน้นยกขาตีขึ้นให้เหนือตัว แล้วตีๆ ส่วนท่ากบนั้น ก็ตีเหมือนท่าว่ายกบปกติ แต่เวลาวาดขามาหากัน ให้พลิกฝ่าเท้ามาประกบกัน เพื่อตีแล้วส่งแรงให้เราไปข้างหน้าได้ง่ายๆ การตีขาใต้น้ำนั้น ตีแค่ 1 ที แล้วก็พัก พอหมดแรงเฉื่อยก็ตีใหม่ เพราะถ้าตีต่อๆ กันแบบว่ายน้ำปกติ เราจะเหนื่อยมากๆ ลองตีขาจับความรู้สึกเรียบร้อยแล้วก็ ลงน้ำต่อรอบนี้เราเริ่มขยับมายังสระฝั่งที่ลึกขึ้น
- Fin Pivot คือการปรับ Buoyancy (การลอยตัว) ของเราในน้ำ ทำท่านอนคว่ำ เอามือประสานกันไว้ด้านหน้า ให้ fin ของเราเป็นจุดหมุน แล้วปล่อยลมใน BCD ให้หมด ตัวเราจะตกลงไปที่พื้น ลองหายใจเข้า กลั้นไว้ 3 วิ ถ้าไม่ลอย ให้เติมลงเข้า BCD นิดนึง ทำซ้ำ ไปเรื่อยๆ จนกว่า กลั้นหายใจแล้วตัวเริ่มลอย จากนั้นปรับลมหายใจ เรียนรู้ จับความรู้สึก ความเร็ว ทุกครั้งที่ปล่อยลมออก (ตัวตก) และหายใจเข้า (ตัวลอย) ทำจนตัวไม่ชนพื้น และ ไม่ลอยสูงเกินไป ก็ผ่าน เป็นความยากนิดนึง กับการจับจังหวะและความรู้สึก เพราะการลอยจม มัน delay
- ว่ายตีขากับ fin ใต้น้ำ โดยว่ายตามครูวนๆ ในสระไป ครูบอกว่า เราตีขาได้ดีแล้ว แต่ให้ตีขากบบ้าง เราติดตีขาแบบฟรีสไตล์อย่างเดียว มีเผลอใช้เข่าตีบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยแล้ว แต่ Buoyancy เรายังขึ้นๆ ลงๆ อยู่
- Hovering เป็นขั้นกว่าของ Fin Pivot มันคือการปรับ Buoyancy เหมือนกัน ใช้หลักการเดียวกัน คือ ปล่อย ลม กลั้นหายใจ 3 วิ เติมลม วนไป จนกว่าจะลอย แต่เราจะทำในท่านั่งขุกเข่าก่อน พอตัวลอย(ลอยทั้งตัว) เราก็จะนั่งขัดสมาธิ เอามือจับฟิน แล้วเลี้ยงตัวเองด้วยลมหายใจ ให้นิ่งที่สุด แต่เราติดหายใจเข้าหมด ออกหมด เลยเหวี่ยงสุดๆ ไปเลย 5555 เราลองทำไป 3 รอบ ก็ยังไม่อยู่ในระดับที่เราคิดว่าโอเค T^T
- ลองว่ายน้ำแบบไม่มี mask (มีครูว่ายคู่ไปด้วย) จำลองกรณีที่เรา mask หลุดใต้น้ำ ให้มั่นใจว่า แม้ไม่มี mask เราก็ยังว่ายน้ำได้
- ลองถอด Weight ใต้น้ำด้วยมือเดียว อันนี้ฝึกไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินสุดๆ ที่ครูบอกว่า ไม่ควรต้องทำจะดีกว่า เพราะพอถอด weight ปุ๊ป เราจะตัวลอยขึ้นเร็วแน่นอน แต่ถ้าเราอากาศหมด ฉุกเฉินสุดๆ ก็ต้องทำ
- ท่าแก้ตะคริว ทั้งแบบทำให้คนอื่น และแบบทำเอง
- ท่าลากนักดำน้ำที่ผิวน้ำ กรณีที่เพื่อนเราหมดแรง หมดสติ บลาๆ มี 3 แบบคือ จับแขนแล้วว่ายลาก, จับขาเอามาพาดบ่าแล้วว่ายลาก, เข้าทางข้างหลัง จับคอแทงค์ แล้วว่ายลาก
- ก่อนขึ้นจากน้ำ ครูให้ว่ายผิวน้ำด้วยฟิน แบบไม่มี BCD ในสระให้ได้ 3 รอบ อันนี้สบายๆ เพราะมีฟิน ตี 2 ทีก็ถึงอีกฝั่งแระ 55
ตอนฝึก Hovering นี่เหนื่อยมาก เพราะเราพยายามหายใจ หายใจ หายใจ หายใจ ครูบอกว่า เท่าที่สอนมา Hovering ยากสุด ปกติก็จะให้ลองทำทั้ง 2 วัน เพราะทำวันเดียวแล้วไม่ค่อยผ่านกัน ครูบอกว่าพรุ่งนี้เอาใหม่ แล้วเราก็ยังติดตีขาเยอะไป เวลาดำน้ำจะตีขากันน้อยๆ เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการดำน้ำคือ มีสติ ไม่ Panic ถ้ามีปัญหาให้ Stop Think Actคือ หยุดก่อน อย่าดิ้นไปมา แล้วคิดหาทาง แล้วแก้ไข
พอขึ้นจากสระ ครูสอนถอดอุปกรณ์ และวิธีดูแลรักษามัน โดยการล้างอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยน้ำ แล้วเอาไปตาก ตอนเก็บ regulator อย่าลืมเป่าลมที่ฝาให้แห้งก่อนเสมอ อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องแช่น้ำ ล้างน้ำเปล่า ก่อนตากเสมอ สำคัญมาก ก่อนกลับเราดูวีดีโอบทที่ 3 ต่อ เกี่ยวกับการว่ายในน้ำมีกระแสกลับเรือ กับความปลอดภัยต่างๆ
ตอนขับรถกลับบ้านนี่เหนื่อยมาก วันนั้นกินข้าวเสร็จ ก็สลบตายตั้งแต่ 3 ทุ่ม ยันเช้า นอนยาวๆ ไปค่ะ พรุ่งนี้ลุยต่อ เวลาเดิม 10 โมง
Day 2 : ทำสกิลได้คล่องขึ้น
วันนี้เรามาต่อกัน วันนี้เหลือสกิลให้ฝึกไม่เยอะมากเท่าเมื่อวาน เพราะเมื่อวานเราทำไปเยอะมากแล้ว ครูบอกเราของเราเร็วมาก เพราะทำรอบเดียวผ่านไปหลายสกิล เลยมีเวลาทำอย่างอื่นเยอะ วันนี้เนื้อหาจะเป็นแนวการคำนวนเวลา เรื่องความปลอดภัยต่างๆ เรื่องโรคที่เกี่ยวกับการดำน้ำ การใช้ Divecom บลาๆ
เราเริ่มต้นด้วยการดูวีดีโอเหมือนเดิม เราดูบทที่ 4 ต่อ แล้วลงน้ำ แต่รอบนี้ไม่ได้ลงน้ำแบบที่เราเคยลงๆ กันแล้ว เพราะเราจะมาลงน้ำแบบนักดำน้ำกัน
- Giant Strike เป็นท่าพื้นฐานที่จะได้ใช้บ่อยมากกกกก โดยการเอามือขวาจับหน้ากาก และ reg มือซ้ายจับเข็มขัดไว้ เพื่อไม่ให้ตอนที่กระแทกน้ำแล้วอุปกรณ์หลุด ยืนตรงขอบของสระ มองไกลๆ จากนั้นก้าวขาข้างที่ถนัดออกไปข้างหน้าไกลๆ ปล่อยตัวตู้มลงน้ำ ไม่ต้องกระโดด แค่ก้าวออกไป ซึ่งเรานั้น ติดกระโดดอยู่หลายที 5555 ส่วนอีกท่าสำหรับลงจากเรือ คือนั่งชันเข่าแล้วกลิ้งม้วนหลังลงไป ท่านี้จะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่

- ประกอบอุปกรณ์ทุกอย่างเองอีกรอบ ใส่ BCD กับ Tank ให้คอ Tank อยู่ตรงคอของ BCD รัดให้แน่น แล้วใส่ Regulator เข้าไปกับ Tank จำไว้ว่าให้เอาด้าน regulator อยู่ด้านขวา inflator อยู่ด้านซ้ายมือ ประกอบสายกับชุดให้เรียบร้อย แล้วเปิด Tank บิดทุกอย่างไม่ต้องแน่นๆๆๆๆ ให้พอดีๆ ก็พอ ไม่งั้นมีปัญหาใต้น้ำ เราอาจจะบิดไม่ออก เวลาเปิดลมใน Tank ให้บิดจนสุด แล้วบิดกลับมาครึ่งรอบตอนเปิดให้เอาเกจลม แปะ Tank ไว้ เพราะตอนลมดันไปตามท่อ ถ้าเกจชำรุด หรือ Tank อัดอากาศไว้เยอะเกินไป หน้าปัดอาจจะกระเด็นเข้าเราได้ จากนั้นก็เช็คลมใน Tank ว่าเต็มที่ 200 bar มั้ย ลองเติมลม ปล่อยลงออกจาก BCD เป็นอันเรียบร้อย
- เราลองใส่ชุดบนบก แบบที่จะได้ใส่แบบนี้ในเรือ คือมีถังวางอยู่บนเก้าอี้ ให้เรานั่งหน้าชุดที่ประกอบหมดแล้ว ยกตัวนิดหน่อยให้พอดีชุด แล้วใส่ชุดแบบปกติ ลุกขึ้นแบก Tank แล้วลงสระด้วยท่า Giant Strike คือชุดหนักมากกกกก
- เราขอครูฝึก Hovering อีกหลายๆ รอบ ทุกครั้งที่ลองทำ เราทำได้ดีขึ้น เริ่มชินกับการหายใจใต้น้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
- ครูให้ทำ cesa หรือ การว่ายขึ้นผิวน้ำด้วยลมหายใจเดียว จำลองตอนที่เราอากาศหมด แล้วเหลือลมหายใจในปอดอยู่ จำเป็นต้องตีขาขึ้นผิวน้ำ ให้ค่อยๆ ตีขา ปล่อยลมออกทีละนิดๆ ส่งเสียง อ่าาาาาาาา~ ยาวๆ ไปจนถึงผิวน้ำ แต่สระลึกแค่ 3 เมตร ครูเลยให้ว่ายด้านกว้างแทน ที่จะว่ายจากล่างขึ้นบน อันนี้ไม่ยากอะไร แต่ห้ามลืมส่งเสียง อ่าาาาาาาาาาาา ~
- จากนั้นก็ว่ายๆ น้ำวนใจสระไปเรื่อยๆ ฝึกตีขาและ Buoyancy เราพยายามว่ายเลียดๆ พื้น โดยห้ามโดนพื้นสระ แต่ก็มีโดนบ้าง 555 รู้สึกว่า ปรับระดับใต้น้ำได้ดีขึ้นอีกนิดนึง
แล้วเราก็ขึ้นมาพักเที่ยงกัน กินข้าว ดูวีดีโอบทสุดท้าย แล้วครูก็สอนคำนวน Plan ของการดำน้ำ อธิบายเรื่องโรคต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากการดำน้ำได้ ทั้ง โรคเมาไนโตรเจน โรค Decompression Sickness แล้วก็ทำควิส ซึ่งเราก็จำเนื้อหาได้ไม่หมด มีความเหนื่อย และเพลีย ทำให้พลาดไปหลายข้อ 555 แล้วก็ลงสระใหม่ รอบสุดท้าย รอบนี้ครูให้ทวนสกิลที่เรียนมาทั้งหมดใหม่ เพราะมีเวลาเหลือๆ
เราเลยลองเคลียร์หน้ากาก ถอดชุด ใส่ชุดผิวน้ำ ทำ cesa, Hovering, etc. ทุกท่าเท่าที่จะนึกออกว่าควรทวนใหม่ แล้วก็ว่ายวนๆ ในสระ จนเราเริ่มชินกับการปรับ buoyancy ระหว่างว่ายน้ำ ก่อนขึ้นจากน้ำ เราถามครูเรื่อง weight ว่าวัดยังไง ซึ่งตอนนั้นเราดันเก็บชุด BCD ไปแล้ว ครูเลยให้เราลงสระโดยมีแค่ wetsuit แล้วบอกให้ลองหายใจออกให้หมด ครูบอกว่า ยังไงเราก็จะจม แต่ถ้าเราหายใจเข้าปอด เราก็จะลอย ซึ่งเป็นงั้นจริงๆ ด้วย
เราจบการเรียนวันนี้เร็วกว่าปกติ คือ บ่าย 3 ก็เรียบร้อยแล้ว ซึ่งครูบอกว่า ปกติไม่ค่อยเจอเลิกเร็วๆ พอดีกับที่มีอีกกลุ่มนึงเค้าเริ่มมาเรียนดำน้ำกันตั้งแต่ช่วงบ่าย ครูบอกว่า เราสอบผ่านสบายๆ เพราะทำได้ “เนียน” ทุกสกิลแล้ว เป็นลูกศิษย์ที่ครูภูมิใจ 5555 เขิลลลล~
ครูบีบีใจดีมาก ครูน่ารักมาก มีความอดทนในการสอนเรา บางทีครูก็ชมเยอะจนเราเขิน 5555
อีก 2 วีคหลังจากเรียน เราจะต้องไปสอบ ก็หวั่นๆ ใจว่าจะลืมมั้ย 5555
— — — — — — — —
ใครสนใจเรียนคอร์สเริ่มต้นสำหรับนักดำน้ำ Open Water Diver ลองอ่านรายละเอียดได้ตามนี้นะคะ http://www.diveinfo.net/open-water-course
ไว้มาต่อภาคไปสอบที่แสมสารค่ะ
