การออกแบบชีวิตใหม่ ด้วย Design Thinking

Nicha Kuadkaew
Sep 8, 2018 · 3 min read

เพราะคนเราเชื่อว่าชีวิตเป็นเส้นตรง มีแบบเดียว พอเราทำไม่ได้ตามเส้นทางชีวิตที่วางไว้ เราก็รู้สึกผิดหวัง

ประโยคข้างบนคือสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้จากการมานั่งฟังสัมมนา เปิดตัวหนังสือ “Design your life” เขียนโดย Bill Burnett & Dave Evans ผู้สอนคอร์ส Design Thinking ของ Stanford d. School แปลโดยคุณเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล

ได้ยินชื่อหนังสือจาก Podcast ของคุณแท๊ป CEO ผู้นำของแบรนด์ ศรีจันทร์ และเจ้าของเพจ Mission to the moon ว่ามีหนังสือเล่มนี้ที่ใช้หลักคิดในการออกแบบ หรือ Desogn thinking มาประยุกต์ใช้กับการวางแผน และ ออกแบบชีวิต พอได้ยินปั๊บ เราก็รีบสั่งซื้อหนังสือจากนายอินทร์วันพฤหัสบดี ไปรับหนังสือที่สาขานายอินทร์เมื่อวันศุกร์ และ วันเสาร์ ก็ไปฟังเสวนาหนังสือเล่มนี้เลยทันที

สำหรับผู้เข้าร่วมเสวนาวันนี้มี 3 ท่านคือ

  1. คุณเมษ์ ผู้แปลหนังสือ เป็น CEO ของบริษัท ลูกคิด
  2. คุณ แท๊ป รวิศ หาญอุตสาหะ เจ้าของบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และ เจ้าของช่อง Podcast และ Fanpage Mission to the moon
  3. คุณนริศ จาก กิจการเพื่อสังคมด้านการศึกษา A-cheive ที่ช่วยให้เด็กไทยหาตัวเองเจอ (ส่วนตัวเราตามค่ายของโครงการนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ชื่อค่ายว่าโตแล้วไปไหน จะพาเด็กนร.ม.ปลาย ไปเจอพี่ๆ ที่ทำแต่ละอาชีพในฝันของน้องๆจริงๆ และ จัดค่ายในการค้นหาตัวเอง จำได้แม่น เพราะเราอินเรื่องการแนะแนว การศึกษาอะไรแบบนี้มากก 555)

มาเริ่มเข้าเนื้อหางานเสวนากันดีกว่า ใครอยากดูฉบับเต็มๆไป ดูจากคลิป Liveในหน้าเพจของ TK Park ได้เลยนะ ที่ลิ้งก์นี้ค่ะ

Design Thinking คืออะไร

ส่วนตัวเราได้มีโอกาสรู้จักกับ Design Thinking ตั้งแต่ตอนไปค่าย One young world และมาเรียนในClass Object Oriented อีกรอบ เป็น Workshop การออกแบบกระเป๋าสตางค์ให้เพื่อ และ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ Design Thinking มาบ้าง พอเจอหนังสือเรื่องนี้มาผนวกกับแนวพัฒนาตัวเอง เลยตัดสินใจซื้อทันที

หลักการของ Design thinking คืออการฟัง และ ทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง (emphatize) ในภาคธุรกิจมักใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือ บริการใหม่ๆ เพื่อออกสู่ตลาด พอมาอยู่ในมุมของการวางแผน และ ออกแบบชีวิตคือการทำความเข้าใจตนเอง อย่างลึกซึ้งนั่นเอง

กระบวนการประยุกต์ใช้ Design Thinking กับการพัฒนาตัวเอง

ขั้นตอนของกระบวนการ Design Thinking แบ่งออกเป็น 3 ขั้นใหญ่ๆ ดังนี้

  • การเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง (สำหรับนักการตลาดคือ understand customer insight)
  • ระดมสมองเพื่อหาทางเลือก
  • สร้างต้นแบบ หรือ Prototype ขึ้นมาเพื่อทดสอบ และ เก็บ Feedback

พอมาอยู่ในมุมของการออกแบบชีวิต ก็จะประยุกต์ได้ประมาณนี้

  • การเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง
  • ออกแบบทางเลือกของชีวิต (อันนี้คุณเมษ์ ผู้แปลได้มีแนะนำเครื่องมือเอาไว้ด้วยเดี๋ยวเล่าต่อในตอนท้ายอีกที)
  • ลองทดสอบแผนชีวิตที่วางไว้ หรือการสร้างประสบการณ์ไปตามแผนชีวิตที่วางไว้

ประวัติของผู้เข้าร่วมเสวนา

หลังจากนั้นพิธีกรก็เริ่มสัมภาษณ์ประวัติชีวิต ของผู้เสวนาทั้ง 3 ไล่เรียงไปที่ละคน

เริ่มจาก คุณแท๊ป รวิศ ที่รู้ว่าตัวเองชอบ และ อยากทำอะไรตอนช่วงอายุ 30ปี ใช้การอ่านหนังสือ มาประยุกต์ใช้กับการทำงาน และ ชีวิต เราประหลาดใจมากที่คุณแท๊ปบอกว่า เขาอ่านหนังสือ และมาสรุปให้ลูกน้องฟังในตอนเช้าของวันทำงาน!!! เราว่าบรรยากาศของบริษัท ศรีจันทร์นี่ต้องสนุก และ เต็มไปด้วยการเรียนรู้แน่ๆ

คุณนริศจาก A-chieve ก็มาเล่าเกี่ยวกับ A-cheive ว่าทำอะไรบ้าง เราว่าSEนี้เป็นเหมือนครูแนะแนวภาคเอกชน ที่ทำงานแบบเชิงรุก เป็นที่ปรึกษาให้น้องๆนักเรียนได้ค้นหาตัวเอง และได้เรียนในคณะที่อยากเข้าจริงๆ

คุณเมษ์ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เส้นทางชีวิตก็เข้มข้นดี เริ่มจากความฝันอยากเป็นหมอ เลยไปเรียน Pre-med จากนั้นเริ่มสนใจในวิชาด้าน Finance เลยลองไปฝึกงาน ที่ธนาคาร และ ไปต่อ MBA ที่ Stanford จากนั้นจึงไปทำงานอยู่ที่ Investment Banking หลังเรียนจบ และมาเป็นกระบวนกรที่ ALA จากนั้นจึงมาเปิดบริษัทลูกคิด

เครื่องมือของกระบวนการ Design Thinking ในการทำความรู้จักกับตัวเอง

จากนั้นคุณเมษ์เริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลักของหนังสือ ตัวหนังสือเล่มนี้จะพูดเรื่องความเชื่อแบบผิดๆที่พวกเราเคยเชื่อและทำให้เราติดอยู่กับที่ ไปต่อไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะต้องข้ามหน้าผาฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่ง ความคิดเดิมเราคือ เราต้องสร้างสะพานเพื่อข้ามมันไปสิ สะพานเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงชีวิตในแบบที่เราคิดว่าเรามีความสุข แต่จริงๆ การข้ามไปยังอีกฝั่ง ไม่จำเป็นต้องใช้สะพานก็ได้ อาจใช้เรื่องบิน ติดปีกบินไป หรือวิธีการอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ข้ามสะพานไปได้ ก็เหมือนกับชีวิตที่มีหลายวิธีที่เราจะบรรลุเป้าหมาย แต่คนเรามักคิดว่า “ชีวิตเรามีแค่ Version เดียว” แต่จริงๆแล้ว “ชีวิตคนเรามีหลาย Version และแต่ละ Version ก็สามารถสร้างความสุขได้” ประโยคนี้เป็นประโยคที่เราชอบ และ เปลี่ยนแนวความคิดไปพอสมควร

คำพูดนี้ทำให้นึกถึงประวัติของ Steve Job ที่เขาเคยพูดเอาไว้ว่า ชีวิตเค้าก็เหมือนการ Connect the dot เชื่อมจุดไปเรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้ว Job เรียน มาด้านการออกแบบตัวอักษร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคอมพิวเตอร์เลย แต่เค้าก็ใช้ความสามารถด้านการออกแบบนี้มาสร้างให้เกิด ผลิตภัณฑ์ในตระกูล Apple ที่มี Design เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย

มาต่อกันด้วยเรื่องของเครื่องมือที่คุณเมษ์ยกมา มีชื่อว่า “ODYSSEY Plan”

ดาวน์โหลดไปทำกันได้เลย คลิก

องค์ประกอบของ “ODYSSEY Plan”

  • เส้นแบ่งจำนวน ปี มี 5ปี ให้เราลองวางแผนชีวิตในอีก 5 ปี
  • หนัาปัด 4 อันเอาไว้ประเมินแผนของเราได้ด้านต่างๆ ได้แก่
    - ด้านทรัพยากร :: เรามีทรัพยากรเพียงพอ เช่น เงิน แรง เวลา ความสามารถ ในการทำตามแผนนี้มากไหม
    - I Like it ประเมินว่าเรา “ใจเต้นแรง” หรือรู้สึกตื่นเต้นกับแผนชีวิตนี้มากน้อยแค่ไหน
    - ความมั่นใจ ว่าเราจะทำตามแผนนี้ได้สำเร็จ
    - Coherence สิ่งที่ทำตามแผนนี้ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราให้คุณค่าในชีวิตหรือไม่
  • 6 words title :: ตั้งชื่อแผนด้วยคำสั้นๆ 6 คำ
  • Question this plan address :: คำถามที่เกิดขึ้นถ้าเราทำตามแผนนี้
ตัวอย่างของ “ODYSSEY Plan” ที่มา Designingyourlife

คุณเมษ์แนะนำว่าให้เราลองออกแบบ Version ของชีวิต โดยเริ่มจาก 3 แผนได้แก่

  • Plan A :: เราจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายังทำเหมือนทุกๆวันนี้ไปในอีก 5 ปีข้างหน้า
  • Plan B :: อีก 5 ปี เราจะทำอย่างไร ถ้า Plan A มันเป็นไปไม่ได้ เช่น หุ่นยนต์มาทำงานแทนเรา
  • Plan C :: อีก 5 ปีจะทำอะไร ถ้าเราไม่ต้องกังวลถึง เงิน ความสามารถ และ เสียงของคนรอบข้าง (แผนนี้จะทำให้เราเห็นว่าสุดท้ายแล้วเราแคร์อะไรจริงๆ)

เมื่อวางแผนเสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตามไปที่ละแผน แต่ให้ลองหา จุดที่เราพอจะเริ่มทำได้ และ ลองเริ่มก้าวเล็กๆ เพื่อทดลองไอเดียดู ว่าเราชอบไหม โดยเริ่มจากจุดที่เรารู้สึกตื่นเต้นที่สุดก็ได้

สรุป Key Learning ที่ได้จากการเสวนา

  • ลองคิดออกมาเยอะๆ เพื่อหาทางเลือก ของชีวิตตัวเอง ที่คนเรารู้สึกผิดหวังกับชีวิตเพราะคิดว่าชีวิตคนเราต้องมีแบบเดียวเท่านั้น
  • การสร้างวินัยเป็นสิ่งสำคัญ ทำอะไรทำให้สุด และ สม่ำเสมอ หมั่นทบทวนตัวเอง
  • เริ่มต้นทำจากก้าวเล็กๆก่อนเพื่อลดแรงต้านในการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ
  • การลองไปมีประสบการณ์ในแผนชีวิตใหม่ๆที่วางไว้ก็เหมือนการได้สร้าง Prototype ออกไปทดสอบกับลูกค้าในโลกธุรกิจ

ตอนแรกว่าจะเขียนภายในวันที่ฟังเสวนาเสร็จเลย แต่ก็ล่วงเลยมาตั้ง 1 อาทิตย์ แต่ก็ทำให้เสร็จตามที่ตั้งใจไว้จนได้ ^-^ ใช้เวลาเขียนประมาณ 1 ชม.กว่าๆ แต่ตอนนี้ยังอ่านหนังสือไม่จบ คิดว่าถ้าอ่านจบจะมาสรุปเป็นอีกตอนหนึ่งให้ฟังนะคะ พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ :)

Nicha Kuadkaew

Written by

เด็กการตลาดผู้หลงใหลในเทคโนโลยี ตอนนี้กำลังเรียน ป.โทด้าน MIS สนใจด้าน E-commerce , Social Media และการศึกษาออนไลน์ ชอบวาดรูป และเป็นหนอนหนังสือ

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade