Is Smart City for everyone?

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ผู้อำนวยการของเรา ดร. พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ ที่ต่อไปนี้เราจะเรียกว่าพี่ปั้นเพื่อความเป็นกันเอง ได้มีโอกาสไปร่วมบรรยายในหัวข้อ S, M, L, XL: Participatory Research for Smart Cities of All Sizes ที่งาน Digital Thailand Big Bang 2019 ซึ่งเราได้เล่าถึงบทบาทของ USL ต่อเมืองอัจฉริยะ (Smart City) สามารถหาอ่านความเดิมตอนที่แล้วได้จากโพสต์ก่อนหน้านี้ คลิ้ก
จากการไปฟังบรรยายเมื่อวันนั้นทำให้เราได้เห็นนิยามของ Smart City ที่แตกต่างกันไปตามบทบาทและความสนใจของผู้บรรยายว่าจะทำให้เมืองอัจฉริยะมากขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน การทดลองสร้าง Hyperloop เพื่อปฏิวัติรูปแบบในการเดินทาง การใช้กราฟฟิกเพื่อเป็นสื่อกลางในการพัฒนาเมือง ไปจนถึงการใช้ AI เพื่อปรับไฟจราจรในเมืองลิเวอร์พูลเพื่อให้รถพยาบาลเดินทางไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม Andrew Briene ผู้บรรยายอีกท่านในงาน Digital Thailand Big Bang ได้กล่าวไว้ว่า เขาเชื่อว่าอนาคตที่เทคโนโลยีจะนำพาเราไปสู่เมืองอัจฉริยะตามที่ทุกคนตั้งเป้าไว้นั้นอาจใช้เวลากว่าทศวรรษ Briene มองว่าการที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ไม่ใช่แค่คนกลุ่มหนึ่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดทุกวัน แต่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านั้นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่องว่างระหว่างกลุ่มคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ กับกลุ่มคนที่เข้าถึงไม่ได้มันห่างเกินกว่าที่เมืองอัจฉริยะในอุดมคติจะเกิดขึ้นในเร็ววัน
เราได้มีโอกาสมานั่งคุยกับพี่ปั้นหลังจากกลับมาจากงาน Digital Thailand Big Bang 2019 ที่เต็มไปด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย เราได้ตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีที่นำไปสู่ Smart City นั้น ทำให้เมืองมีความยืดหยุ่น (Resilience) มากพอที่จะรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ได้หรือไม่ เช่น ไฟดับ น้ำท่วม พายุเข้า มนุษย์จะอาศัยอยู่ในเมืองอัจฉริยะได้อย่างไร หากเราพึ่งพาทุกอย่างจากเทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค ทุกวันนี้แค่ไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปแล้วมือถือแบตหมดก็หลงทางเพราะเปิด Google Map ไม่ได้แล้ว
พี่ปั้นเล่าว่า Smart City ในนิยามของเขาขึ้นอยู่กับตัวมนุษย์มากกว่า
นวัตกรรมในอนาคตจะทำให้มนุษย์มีศักยภาพเพิ่มขึ้นและเมืองจะฉลาดขึ้นได้ด้วยศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่ควรจะลืมทักษะพื้นฐานเช่นกัน เขายกตัวอย่างในกรณีที่ประเทศญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นทุกคนมีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ราวกับถูกฝังชิปไว้ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ เด็กญี่ปุ่นทุกคนจะได้รับการสอนให้รับมือภัยพิบัติรูปแบบต่าง ๆ ที่โรงเรียนซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่คนญี่ปุ่นทุกคนจะได้รับ เรียกได้ว่าชิปดังกล่าวคือทักษะที่คนญี่ปุ่นเรียนรู้และสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีใดใด
เราจึงถามต่อว่า แล้วคนไทยมีทักษะพื้นฐานมากพอที่จะรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้หรือไม่? แล้วคนไทยเรียนรู้ทักษะเหล่านี้ได้อย่างไร บางคนอาจจะรู้เพราะเป็นความรู้ที่สอนต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษ เช่น ชาวเลที่รู้ว่าถ้าคลื่นไหลย้อนกลับไปไกลจากฝั่ง จะมีคลื่นยักษ์ซัดเข้าฝั่งเพราะเรียนรู้มาจากเพลงประจำหมู่บ้าน คนเมืองบางคนอาจจะเติบโตมากับสารคดีของ Sir David Attenborough ทำให้มีความสนใจเรื่องธรรมชาติมากกว่าคนอื่น ๆ เลยศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเอง แต่คนจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสพิเศษที่จะเข้าถึงความรู้เหล่านี้ล่ะ? ในเมื่อสิ่งพื้นฐานที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนนั้นส่งเสริมให้เด็กนักเรียนท่องจำปีพุทธศักราชของเหตุการณ์บางอย่างมากกว่า ถ้าว่ากันตาม Smart City ในนิยามของพี่ปั้น นวัตกรรมที่เรามีอยู่ในมือตอนนี้ก็ไม่ได้ทำให้คนไทยมีทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียมกันเลย

หากจะกลับมาพูดถึง Smart City ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อโลกอนาคตในงาน Digital Thailand Big Bang 2019 ประเทศไทย ในตอนนี้ก็เหมือนกับการวางแผนที่จะให้คนกลุ่มหนึ่งนั่งรถโดยสารไร้คนขับ แต่ผู้กำหนดนโยบายนี้อาจมองเห็นแค่รถบนถนนจนลืมไปว่าถนนในประเทศไทยนั้นประกอบขึ้นจากหลายสิ่งมากมาย ถนนของเรามีทั้งหลุมบ่อที่ทำให้รถสะเทือนง่อนแง่น ทางม้าลายที่คนขับไม่ให้ความสำคัญ สะพานลอยที่ไม่ใช่ทุกคนจะข้ามได้ มอเตอร์ไซค์ที่ขับย้อนศร ฟุตบาทที่ไม่น่าเดิน เราจะมองไปที่อนาคตอันไกลแบบหนังไซไฟก็ได้ แต่ Smart City ที่หลายคนฝันถึงอาจจะเป็นแค่พล็อตหนังไซไฟมากกว่าเมืองที่น่าอยู่หากปัญหาตรงหน้าที่เราเห็นมาทั้งชีวิตยังไม่ได้รับการแก้ไข