Image for post
Image for post

ดูแบบวีดีโอ: https://youtu.be/5IH_IErMelc

หลายๆคนอยากไปเรียนต่อละ แต่เลือกไม่ถูกว่าจะไปเรียนที่ประเทศไหนดี จริงๆวิธีเลือกเรียนต่อมีหลายแบบมาก ถ้าเน้นคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก ก็ควรเลือกจากมหาลัยก่อน หรือบางคนอาจจะดูว่ามีโอกาส หรือมีทุนที่ไหนบ้าง และบางคนที่เน้นประสบการณ์ต่างประเทศ ก็สามารถเลือกตามประเทศก่อนก็ได้

สำหรับคนที่คิดว่าจะตัดสินใจเรื่องประเทศก่อน นิคิดว่ามี 4 ปัจจัยที่เราควรคิดก่อนจะตัดสินใจค่ะ

1) ภาษา ถามตัวเองว่า เราอยากไปอยู่ในบรรยากาศแบบไหน พูดภาษาอะไร ถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษก็ไปประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรืออยากได้ภาษาที่สามอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส และอื่นๆ ก็เลือกไปประเทศนั้นๆ ได้ ก็จะเป็นสกิลที่ได้ติดตัวมา

2) ค่าใช้จ่าย และเวลา ไปเรียนต่อเนี่ยก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ ค่ากิน ค่าที่พัก ค่าวีซ่า ค่าไปเที่ยว ค่าเทอม ค่ารถ (ดูคลิปค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อ: https://youtu.be/_QwP3EBEaVg) แต่ละประเทศก็มีค่าครองชีพต่างกันออกไป ก็ต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย และตัวโปรแกรมบางทีก็ 1 ปี บางที่ก็ 2 ปี ค่าใช้จ่ายก็คูณเข้าไปก็เยอะอยู่ อันนี้ก็ต้องคิดวางแผนให้ดีๆ จะได้เตรียมเงินไปเรียนต่อกันได้ถูกนะคะ

3) โอกาสทางการงาน บางคนไปเรียนก็อยากลองไปทำงานที่ประเทศนั้นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นควรหาข้อมูลเรื่องวีซ่าทำงาน หรือโอกาสทางการทำงานไว้ด้วย แนะนำให้หารุ่นพี่ที่เคยไปเรียนต่อมหาลัยที่เราจะไป เพื่อคุยและสอบถามว่าโอกาสทางการงานที่นั่นเป็นยังไงบ้าง (Join group เรียนต่อนอก by พี่ๆ Alumni: https://www.facebook.com/groups/studybroadbyalumni/)

4) ชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อันนี้สำคัญ และไม่ควรมองข้าม เพราะมันกำหนดชีวิตเราในต่างแดนมากๆ ก็คือวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของที่นั่น อาหารการกินก็สำคัญ และที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัย อย่าไปอยู่ในเมืองที่โจรเยอะๆ ก็จะอันตราย โดยเฉพาะเราเป็นคนต่างชาติไปอยู่ก็จะกลายเป็นเป้าหมายหลักของคนกลุ่มนี้ได้

ก็ลองเอาไปพิจารณากัน ก่อนที่จะตัดสินใจได้นะคะ

ติดตามนิในช่องทางอื่นๆได้ที่

Youtube Nicha Wong: https://www.youtube.com/c/nichawong

Facebook NichaWong: https://www.facebook.com/nichawongs

Instagram nicha.wongs: https://www.instagram.com/nicha.wongs


Image for post
Image for post

“People will forget what you said. People will forget what you did, but people will never forget how you made them feel.” — Maya Angelou
.
“คนจะลืมว่าคุณพูดอะไร คนจะลืมว่าคุณทำอะไร แต่คนจะไม่มีทางลืมว่าคุณทำให้เขารู้สึกอย่างไร”
.
วันแรกที่นิเข้าไปเรียนที่ Harvard Business School อาจารย์นำ Quote นี้มาเล่าให้ฟัง เพราะการที่เราเอาคน 90 คนมานั่งอยู่ในห้องเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต้องมีครั้งที่ความคิดเห็นเหล่านั้นมากระทบจิตใจของพวกเราแน่นอน
.
ได้ยิน Quote นี้เข้าไป ก็รู้สึกว่า จริงนะ บางทีเราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนนี้พูดอะไร แต่เค้าทำให้เราอารมณ์ดี หรือทำให้เรารู้สึกแย่ ฟังแล้วทำให้เราฉุกคิดเรื่องคำพูดของเราอยู่เหมือนกัน เราควรระวังคำพูดของเราให้มากๆ ก่อนจะพูดอะไรควรที่จะคิดถึงจิตใจคนฟัง
.
ในมุมของคนฟังเราก็ต้องมีสติเหมือนกัน ควรใช้สติมากกว่าใช้อารมณ์ บางครั้งเพื่อนในห้องแสดงความคิดเห็นมา เหมือนจะต่อต้านความคิดเห็นของเรา หรือเหยียดกัน เราอาจจะรู้สึกไม่ดี อาจจะโกรธ แต่จริงๆแล้วหลายๆครั้ง เราโกรธโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนพูดเขาไม่ได้เจตนาจะทำร้ายเราเลย เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
.
เจอแบบนี้บ่อยๆ ก็คิดว่าเราคนฟังก็ควรใช้สติเหมือนกันว่าคนพูดมีเจตนาอะไร ถ้าเขาแค่แสดงความคิดเห็นแต่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เรารู้สึกไม่ดีก็ไม่ควรไปแค้นฝังใจ โกรธได้ รู้สึกได้ แต่ไม่ได้ต้องจำฝังลึก และถ้าเป็นไปได้เราก็ควรจะให้ Feedback เขา เตือนเขาว่าสิ่งที่เขาพูดมันกระทบจิตใจคนอื่นยังไง เขาควรพูดยังไงให้ดีขึ้นในอนาคต ช่วยกันพัฒนาดีกว่าเนอะ
.

:)
.
#LessonFromHBS #NichaWong

ติดตามนิในช่องทางอื่นๆได้ที่

Youtube Nicha Wong: https://www.youtube.com/c/nichawong

Facebook NichaWong: https://www.facebook.com/nichawongs

Instagram nicha.wongs: https://www.instagram.com/nicha.wongs


Image for post
Image for post

.
ครั้งที่แล้วเล่าเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในมหาลัยไปแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่นิรู้สึกสนุก และชอบมากๆทุกครั้งที่ได้ทำ ก็คือการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้กับเพื่อนๆที่นู่น
.
ที่ฮาร์วาร์ดจะสนับสนุนให้นักเรียนจัดกิจกรรมอะไรขึ้นมาเองก็ได้ โดยเขาก็จะมีสถานที่ หรือมีปฏิทินกิจกรรมนักเรียนรองรับ เพื่อช่วยให้เราจัดกิจกรรมได้ราบรื่นยิ่งขึ้น

Image for post
Image for post

นิมีโอกาสหลายครั้งในการจัด Thai Night สั่งอาหารไทยมาให้เพื่อนๆใน Section ได้ลองชิมอาหารรสเลิศของประเทศเรา ซึ่งทุกๆครั้ง เขาก็จะชอบ และบอกว่าสั่งอาหารมาจากที่ไหนหรอ อยากทานเพิ่มอีก

Image for post
Image for post
Image for post
Image for post

.
หรือบางครั้ง นิก็ทำอาหารให้เพื่อนๆทานเองซะเลย เพื่อความเป็นกันเอง และนิก็ได้มีโอกาสจัดพาเพื่อนๆมาเที่ยวที่ไทยด้วย ซึ่งเขาก็สนุกกันมากๆ นอกจากนี้ นิก็ได้เล่าเรื่องประเทศไทยของเราให้เพื่อนๆที่นู่นฟัง ในงาน Flag Ceremony

Image for post
Image for post

ที่จริงประเทศไทยเป็นประเทศที่ Popular มากๆในสายตาของคนต่างชาติ เพื่อนๆหลายคนเคยไปเมืองไทยมาแล้ว ก็มักจะมาบอกกับนิว่า I love Thailand หรือ I love Thai food ซึ่งนิก็จะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้รับฟัง หรือหลายคนที่ไม่เคยไป พอได้มาลองชิมอาหาร หรือเห็นรูปของประเทศเรา ก็จะร้องว้าวกันหลายคน นิก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้คนต่างชาติเห็นความสวยงามของบ้านเรา ความอร่อย(มากๆ)ของอาหารบ้านเรา และความน่ารักของคนไทย รู้สึกภูมิใจมากๆที่ได้เกิดเป็นคนไทย เนอะ

Image for post
Image for post

:)
.
#HBSExperience #HBS #FlagCeremony #Diversity #nichembajourney #NichaWong #ProudToBeThai


Image for post
Image for post

อยากไปเรียนต่อละ แต่เลือกไม่ถูก?? ไปเรียนด้านไหนดี?

.

ดูแบบวีดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=YntKsP2ojlA&feature=youtu.be

.

จริงๆการตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือต้อง เข้าใจตัวเองก่อน ทำ Self-reflection คุยกับตัวเองเยอะ ให้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ชอบทำงานแบบไหน ชอบทำคนเดียว หรือทำงานกลุ่ม ชอบบริหารจัดการคน หรือชอบคลุกอยู่กับตัวเลข ซึ่งอันนี้ก็ต้องอาศัยการย้อนคิดถึงกิจกรรมที่เราทำมาในชีวิต อะไรที่ชอบอะไรที่ไม่ชอบ ลองนั่งนึกๆดู

ทีนี้หลังจากที่เข้าใจตัวเองแล้ว ก็มาเข้าใจกันต่อว่า MBA ต่างจาก ป โท อื่นๆ ยังไง

.

MBA หรือ Master in business administration ถูกออกแบบมาสำหรับคนอย่างรู้กว้างในเรื่องบริหารธุรกิจ รู้ครบในสิ่งที่ควรรู้ แต่ไม่ได้รู้ลึก นักเรียนจะเข้าใจว่าบัญชีทำงานยังไง แต่ทำเองอาจจะยังไม่ได้ต้องไปศึกษาเพิ่มเติม และโปรแกรมจะเน้นพัฒนาความเป็นผู้นำ และ soft skill ต่างๆ เหมาะให้คนเรียนจบไปเป็นผู้บริหาร หรือทำธุรกิจส่วนตัว การเรียนการสอนจะเน้นมาแชร์ประสบการณ์ของแต่ละคน มากกว่าเน้นทฤษฏี นักเรียนจะได้เอาไปใช้ได้จริง เค้าเลยต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงาน ส่วนมากมหาลัยจะมีขั้นต่ำปสก 2 ปี เพราะไม่งั้นมาคุยกันเรื่องบริหาร คนที่ไม่มี ปสก ก็จะงงมากว่าเออ มันคุยไรกันวะ แล้วก็จะไม่เกท ในขณะเดียวกันก็จะไม่สามารถแชร์ ปสก…


Image for post
Image for post

Happiness = Reality / expectation

.

ความสุข = สิ่งที่เกิดขึ้น / ความคาดหวัง

.

เคยไหม? รอดูหนังเรื่องนึงมานาน อ่านรีวิวมาแล้วบอกว่าดีมากๆ พอไปดูเอง หนังกลับออกมาไม่สนุกอย่างที่หวัง ก็เซ็งไปเป็นแถบ

.

เคยไหม? เดินเล่นอยู่แล้วหิว เจอร้านอาหารร้านนึง ไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไง แต่เดินเข้าไปลองหาอะไรกิน ไม่ได้คาดหวังอะไร ปรากฏว่าอาหารอร่อย ยิ้มออกเลย

.

ความรู้สึกเซ็ง หรือความรู้สึกมีความสุขนั้น จริงๆแล้วมีพื้นฐานมาจากความคาดหวัง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของเราซะเป็นส่วนใหญ่ มีนักจิตวิทยาหลายท่านได้อธิบายสมการของความสุขนี้ไว้ ถ้าเราคาดหวังมาก แต่ผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด เราก็จะไม่มีความสุข หรือถ้าผลออกมาดีกว่าที่เราคาดไว้ เราก็จะมีความสุข เพราะฉะนั้นเราสามารถจัดการอารมณ์ และความสุขของเราได้ ด้วยการคอยปรับความคาดหวัง ให้ตรงกับสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง

.

นิได้ยิน Concept นี้ครั้งแรกในวิชา Leadership (พัฒนาความเป็นผู้นำ) ซึ่งสอนโดยอาจารย์ที่นิชอบมากๆ ชื่อ Larry Culp ซึ่งตอนนี้ไปเป็น CEO ของบริษัท General Electric

.

โอเค.. แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับ Leadership นะ?

.

หลายๆคนน่าจะมีเพื่อนที่เป็นคนตลก เป็นคนอารมณ์ดีอยู่บ้าง แล้วเราก็จะสังเกตุว่าคนที่บุคลิกแบบนี้ จะดึงดูดให้คนเข้าหา ให้คนชอบ…


Image for post
Image for post

อีกคำถามยอดฮิตที่คนมักจะสงสัยว่า MBA ไปเรียนทำไม ได้พัฒนาเรื่องอะไรบ้าง วันนี้มาสรุปให้ฟังแล้ว
.
1 เพื่อพัฒนาความรู้ทางธุรกิจ — หลักสูตร MBA ไม่ว่าจะเป็นของมหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะสอนวิชาพื้นฐานทางธุรกิจต่างๆ เช่น บัญชี (Accounting) เศรษฐศาสตร์ (Economics) การตลาด (Marketing) กลยุทธ์ทางธุรกิจ (Strategy) การเงิน (Finance) การเป็นผู้ประกอบการ (Entreprenuership) เพราะฉะนั้นจะมั่นใจได้ว่านักเรียนที่จบไปจะเข้าใจว่าธุรกิจ หรือบริษัทต่างๆทำงานยังไงมากขึ้นแน่นอน พอเป็นแบบนี้ หลังจากที่เรียนจบไปแล้วไปทำงาน นักเรียนที่เรียนจบก็จะสามารถเข้าใจภาพใหญ่ขององค์กรได้ง่ายมากขึ้น แก้ปัญหาได้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะเข้าใจกลไกธุรกิจนั่นเอง
.
2 พัฒนาความเป็นผู้นำ — อีกสิ่งหนึ่งที่โปรแกรม MBA เน้นมากๆคือเรื่องของความเป็นผู้นำ แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป บางโรงเรียนจะเน้นการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ได้เห็นรูปแบบการทำงานของคนที่หลากหลาย ก็จะช่วยทำให้พอต้องไปนำใคร จะเข้าใจกันได้มากขึ้น และก็เป็นการฝึกทักษะด้านการสื่อสาร ทั้งการพูดและการฟังซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากๆของผู้นำด้วย บางโรงเรียนก็จะเน้นเรื่องสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจด้วยการเรียนเป็น Case Method โดยเมื่อนักเรียนได้ลองอ่านกรณีศึกษาของบริษัทแล้วลองตัดสินใจ มาถกประเด็นกันในห้อง จะทำให้ได้ฝึกกระบวนความคิดแบบผู้นำ และหลายๆโรงเรียนก็จะเน้นมากๆในเรื่องของ Self-Reflection และ Self-evaluation คือให้นักเรียนทุกคนสะท้อนตัวตนของตัวเองออกมา รู้ข้อดี รู้ข้อเสียของตัวเอง และหาสไตล์การเป็นผู้นำของตัวเองให้เจอนั่นเอง
.
3 Network — นักเรียน MBA ทั้งหลาย คือคนที่มีความสนใจที่จะรู้กว้างในเรื่องธุรกิจ และออกไปเป็นผู้บริหารในบริษัทต่างๆ เพราะฉะนั้นข้อดีหลักๆของ MBA อีกอย่างก็คือการได้รู้จักคนมากมายทั้งเพื่อนที่นั่งเรียนด้วยกัน และต่อยอดไปถึงศิษย์เก่าของแต่ละโรงเรียน แต่ละมหาลัยมักจะมีสมาคมศิษย์เก่าที่แข็งแรงมากๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อนักเรียนทั้งในเรื่องการหางาน เรื่องความช่วยเหลือกันทางธุรกิจ หรือเรื่องส่วนตัวอื่นๆ นั่นเอง
.
4 ได้ประสบการณ์ชีวิต และโอกาสในการลองผิด ลองถูก — การมาเรียน MBA โดยเฉพาะในต่างประเทศ คือการเปิดโลก เจอกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง เจอกับคนที่แปลกใหม่ ได้แรงบันดาลใจ และได้เก็บประสบการณ์ชีวิต ที่จะช่วยให้เราเติบโตขึ้นในหลายๆด้าน และ MBA ก็เป็นช่วงเวลาที่สามารถสร้างโอกาสในการลองผิดลองถูกได้ บางคนก็ใช้เวลาช่วงนี้ในการตั้งบริษัทของตัวเอง ทดสอบไอเดียธุรกิจ หรือทดสอบความสนใจการเป็นผู้ประกอบการ หรือใช้เวลาช่วงนี้ในการลองไปฝึกงานเพื่อค้นหาตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้าทำธุรกิจแล้วไม่ชอบ หรือฝึกงานแล้วไม่ชอบ ก็ยังมีโอกาสในการหางานประจำหลังจบ 2 ปีได้อีก นอกจากนี้ส่วนมากมหาวิทยาลัยก็ยังจะมี ที่ปรึกษาในเรื่องการทำธุรกิจ หรือที่ปรึกษาเพื่อช่วยในการหางาน ให้บริการได้ฟรีกับนักเรียนอีกด้วย
.
สำหรับคนที่อ่านแล้วอยากรู้เพิ่มว่า เรียนจบ MBA ทำอะไรได้บ้าง อันนี้เคยเขียนไว้แล้วก็ไปอ่านกันได้ที่ Link นี้เลยค่ะ: https://bit.ly/3dXz91y
.
#เรียนต่อ #เรียนต่อนอก #nichawong #Q&AFriday


“Not being poor is far more important than being rich” — Rick & Royce

.

ความไม่จนนั้นสำคัญมากกว่าความรวยเป็นไหนๆ

.

ในคาบสุดท้ายของแต่ละวิชา อาจารย์มักจะมีข้อคิดดีๆมาให้เสมอ และนี่คืออีกหนึ่ง Quote ที่ประทับใจจากห้องเรียนที่ Harvard Business School

.

ในโลก Capitalism หรือระบบทุนนิยมทุกวันนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “เงิน” นั้นสำคัญแค่ไหน คนเราส่วนมากจึงตั้งหน้าตั้งตา ทำงาน หาเงินงุดๆๆ จนบางคนลืมไปว่า เราทำงานหาเงินจำนวนมากไปเพื่ออะไร

.

บางคนทำงานจนลืมวัน ลืมคืน เพื่อให้ก้าวหน้าทางการงาน จนลืมใช้เวลาที่มีกับครอบครัว กับเพื่อน กับคนรัก

.

บางคนอยากก้าวหน้าทางการงาน อยากประสบความสำเร็จมากโดยไม่เกี่ยงวิธี และอาจลืมคำว่า “คุณธรรม และจริยธรรม” ไปหมดสิ้น

.

อาจารย์ได้กล่าวว่า เขาได้เห็นมาบ่อยครั้ง ที่นักเรียนที่เรียนจบไปแล้วตั้งเป้าหมายชีวิตว่า “อยากรวย” และต่อมาในสิบ ยี่สิบ สามสิบปีให้หลัง เขาทุกคนก็มักจะเสียใจที่เอาเวลาไปลงกับงาน กับความสำเร็จ โดยไม่ได้มอง หรือใช้เวลาร่วมกับคนรอบข้างมากพอ ทำให้พลาดโอกาสดีๆมากมายในชีวิต ที่เอากลับคืนมาไม่ได้

.

สุดท้ายคนที่รวยที่สุด กลับไม่ได้มีความสุขที่สุด

.

อาจารย์อยากเตือนสติหลายๆคน ให้กลับมาคิด และทบทวนถึงเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ให้มีความหมายมากกว่า “แค่รวย” เรื่องเงินนี้ แค่เราไม่จน กินอยู่ได้ ก็ควรจะพอแล้วรึเปล่า?

.

อาจารย์สนับสนุนให้เราเลือกทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตที่เราต้องการ งานที่ตรงกับความสนใจ ทำแล้วมีความสุข และให้ความมั่นคงทางการเงินได้ และที่สำคัญก็คืออย่าลืมเผื่อให้เวลากับครอบครัว และเผื่อเวลาสำหรับโอกาสอื่นๆ ที่อาจมีเข้ามาในชีวิตด้วย
.

รูปนี้เป็นรูปที่ถ่ายจากห้องเรียนในวันสุดท้ายของวิชานี้ นิประทับใจมากๆ และคิดว่าอยากนำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน

Image for post
Image for post

นิเองฟังแล้วก็รู้สึกว่าต้องตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดขึ้น ให้มากกว่าแค่ทำงานหาเงินไปวันๆ ยังคอยคิดอยู่เสมอว่าจริงๆแล้วชีวิตนี้อยากทำอะไรกันแน่? อยากสร้าง impact ในเรื่องไหนที่สุด? อยากใช้เวลายังไง? นี่ก็ยังเป็นคำถามที่นิถามตัวเองบ่อยๆ และคำตอบจะค่อยๆ ชัดขึ้นตามลำดับ เวลา และประสบการณ์ที่ค่อยๆสั่งสมไป

.

แล้วเป้าหมายของชีวิตของทุกคนละคะ คืออะไรบ้าง? มาแชร์กันได้นะ :)

.

#Capitalism #LessonFromHBS #NichaWong


Image for post
Image for post

ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า สำหรับเราแล้วอะไรสำคัญ ความเด่นด้านการศึกษา วิธีการสอน Culture ของมหาลัย หรือตัวเมือง มีหลายปัจจัยมากที่ควรทำมาคิดในการเลือกมหาลัยค่ะ

1) ชื่อเสียงของมหาลัยในด้านที่เราสนใจ มหาลัยที่ชื่อเสียงโด่งดัง อาจจะไม่ได้ดังที่สุดในด้านที่เราสนใจ วิธีเช็คคือ Google ranking ในด้านนั้นๆเลยค่ะ เช่น Marketing ก็ Search “Best marketing MBA schools” ก็จะได้ List มา หรือถ้าเราเป็นคนชอบอ่าน Article หรือ Research Paperต่างๆ บางทีคนเขียน Article เหล่านี้ อาจจะเป็นอาจารย์ของมหาลัย ซึ่งเราอาจจะเลือกไปเรียน เพราะอยากไปเรียนกับอาจารย์คนนี้ก็ได้เหมือนกัน

2) รูปแบบการเรียนการสอน และกิจกรรมต่างๆ แต่ละที่จะมีวิธีการสอนแตกต่างกันออกไป ให้ดูว่าแบบไหนเข้ากับตัวเราที่สุด เช่น การเรียนแบบ Case method การเรียนแบบเน้นทำงานกลุ่ม หรือสนใจกิจกรรมพิเศษของมหาลัย เช่น บาง Exchange program ให้ไปเรียนแลกเปลี่ยนอีกมหาลัยได้ 1 เทอม หรือมีกิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ

3) อาชีพการงาน ถ้าการมาเรียนต่อ คือการเปลี่ยนสายงาน หรือหางาน แนะนำให้เช็คเลยว่าแต่ละมหาลัย มีผู้จ้างงานหลังเรียนจบเป็นใครบ้าง Search หา Career Report ของแต่ละโรงเรียน เพื่อดูว่าคนจบจากโรงเรียนนั้นไปทำบริษัท หรือ Industry ที่เราสนใจเยอะรึเปล่า แต่ละมหาลัยจะไม่เหมือนกันนะ
.
4) เพื่อนร่วมชั้น Connection จากแต่ละมหาลัยจะแตกต่างกันตามความหลากหลายของคนในคลาส แนะนำให้ดูเรื่อง %international Student บางมหาลัยคือ แทบจะ100% แต่บางมหาลัยแค่ 40% อีกมุมหนึ่งคือเรื่องของ Class size ถ้าคนเยอะมากก็จะได้ Network กว้างแต่ไม่สนิทมาก แต่ถ้าคนน้อยก็สนิทมากแต่ไม่กว้าง และในเรื่องของ Culture แต่ละโรงเรียนจะมีคนสไตล์ต่างกัน วิธีหาข้อมูลที่ดีที่สุดคือไปร่วม Info. session ของมหาลัยต่างๆ คุยกับศิษย์เก่าเยอะๆ หรือบินไปดูที่มหาลัยเลยก็ได้ จะได้เห็นภาพที่ชัดขึ้นถ้ามีเวลา
.
5) ตัวเมือง การไปเรียนครั้งนึงคือลงทุนเวลาไปอย่างน้อย 1 ปี เพราะฉะนั้นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ก็สำคัญมาก บางมหาลัยอยู่ในเมืองใหญ่ก็จะสะดวกหน่อย แต่บางมหาลัยอาจจะอยู่ในเมืองที่ไม่เจริญมาก ซึ่งก็ต้องถามตัวเองว่าเราจะโอเคมั้ยกับรูปแบบเมืองที่เราต้องไปใช้ชีวิตอยู่นานเป็นปี

ติดตามนิในช่องทางอื่นๆได้ที่

Youtube Nicha Wong: https://www.youtube.com/nichawong

Facebook NichaWong: https://www.facebook.com/nichawongs

Instagram nicha.wongs: https://www.instagram.com/nicha.wongs

#เรียนต่อ #เรียนต่อนอก #nichawong


เล่าไปเรื่อย: Section Experience
.

Image for post
Image for post

จุดเด่นอีกอย่างของ Harvard Business School คือสิ่งที่เรียกว่า Section Experience
.
ปี 1 ทุกคนเข้ามา 930 คน จะถูกแบ่งเป็น 10 Section(A-J) ห้องละ 93 คน (เหมือน ม.1/1 — ม.1/10 ที่ไทย) และเราจะนั่งเรียนกับเพื่อน 93 คนนี้ไปตลอด 1 ปี แต่ละห้องจะถูกจัดมาให้มีความหลากหลายทางสายอาชีพ วัฒนธรรม และเพศ เพื่อให้เวลามาแชร์ประสบการณ์ในห้องจะได้มีหลายมุมมอง
.
มหาลัยจะจัดที่นั่งมาให้เรานั่งที่เดิมไปตลอดเทอม พอเทอม 2 ก็จะเปลี่ยนที่นั่งให้ ประสบการณ์เรียนจะคล้ายๆเรียนม.ปลายที่ไทยเลย คือเพื่อนที่นั่งข้างๆ คนเดิมคนเดียวไม่เปลี่ยนแปลง เหตุผลที่ต้องนั่งที่เดิมนี้ เพราะ ที่นี่เน้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น อาจารย์ต้องเรียกชื่อให้นักเรียนตอบคำถาม การนั่งที่เดิมจะทำให้อาจารย์จำนักเรียนได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

Image for post
Image for post
นิกับเพื่อนที่นั่งแถวบนสุดของคลาส (Skydeck) ที่นั่งประจำในช่วงเทอมแรก

แต่ละ Section จะมี Culture ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นในห้อง ทุกๆคาบ จะต้องมีการถกประเด็น Case กันตลอด ก็จะมีคนที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเถียงกันรุนแรงพอสมควร แต่ Section มีการ Set Norm มาก่อน ทำให้มีการไปขอโทษกันทีหลังเสมอ บางคนเถียงกันบ่อยๆ กลายเป็นสนิทกันมากๆไปเลยก็มี
.
นอกจากนี้ ตลอดทั้งปีก็มีกิจกรรมมากมาย เช่น Section Retreat (ทริปห้อง), Holidazzle (งานเลี้ยงฉลองจบเทอม), Section Mytake (งานที่ให้เพื่อนมาพูดเล่าเรื่องราวชีวิต) และอื่นๆ

Image for post
Image for post
งานเลี้ยงฉลองจบเทอมแรก Holidazzle

เวลาที่พูดถึง Section เราจะไม่ได้พูดถึงแค่นักเรียน แต่รวมไปถึงครอบครัวของเพื่อนๆด้วย หลายๆคนแต่งงานแล้ว มีลูก ก็ย้ายทั้งครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เวลาไปงานปาร์ตี้ของ Section ก็จะเอาครอบครัวมาด้วย ทำให้เราสนิทกับครอบครัวเขาไปด้วย เป็นอะไรที่น่ารักมากๆ
.
สุดท้ายแล้วจบปีไป การที่ได้อยู่กับคน 93 คนนี้ก็ทำได้เราได้ความทรงจำมาเยอะมากๆ ผ่านการถกประเด็นหลายๆอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้คุยกับใครที่ไหน หลายๆคนแสดงจุดยืนของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนในเรื่อง Sensitive ทั้งหลาย เช่น การเมือง หรือเรื่องเพศ เป็นการเปิดเผยตัวตนของแต่ละคนที่ชัดมาก ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้สนิทกับทั้ง 93 คน แต่ทุกครั้งที่ได้พูดถึง Section J มันก็จะเกิดความผูกพันธ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และเราก็รู้สึกเชื่อใจกันมากๆ เพราะประสบการณ์ที่เราได้ทำร่วมกันมาทั้งปีนั่นเอง
.
#HBSExperience #HBS #SectionExperience #HarvardBusinessSchool


เล่าไปเรื่อย: MyTake

.

Image for post
Image for post

.
กิจกรรมนึงที่นิชอบมากๆ ที่นี่คือสิ่งที่เรียกว่า MyTake
.
MyTake เป็นการให้นักเรียนมาเล่าเรื่องของตัวเองเป็นเวลาประมาณ 10–15 นาที ในมุมไหนก็ได้ บางคนก็เล่าเรื่องการย้ายถิ่นฐานของครอบครัว หรือเหตุการณ์พิเศษที่ตัวเองได้เจอในชีวิต หรือบางคนก็เล่าความสนใจ เช่น ดนตรีเปลี่ยนชีวิตเขายังไง
.
แต่ละคนก็จะมีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป ไปฟังทีไรก็ต้องร้อง โห เพราะบางคนที่เราเห็นเขายิ้มแย้มแจ่มใสทุกวันนี้ เราไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆเขาผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง การที่ได้ไปฟังเรื่องราวของเขา ทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้น เห็นภาพในมุมใหม่ๆมากขึ้น ถ้าถามว่าอยากกลับไปทำอะไรใน MBA มากที่สุด ก็คือไปฟัง MyTake ให้เยอะกว่านี้นี่แหละ
.
MyTake ที่นี่จะมี 2 แบบ คือแบบที่เรียกว่า Community Mytake จะเปิดให้ใครฟังก็ได้ เล่าในห้องประชุมใหญ่ อีกแบบคือ SectionMytake จะเล่าให้กับเพื่อนใน Section และคนที่เชิญมาฟังเท่านั้น ที่ต้องมี 2 แบบก็เพราะเรื่องที่เอามาเล่าเป็นเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ บางคนที่อยากจะเล่าให้แค่กับคนที่เชื่อใจ ก็จะเลือกเล่าใน SectionMytake แต่กับคนที่พร้อมที่จะเปิดก็ไปเล่าที่ Community Mytake ได้ ตัวนิก็มีโอกาสได้ไปเล่าใน SectionMytake

Image for post
Image for post
ภาพตอนที่นิเล่าเรื่อง MyTake ของตัวเองใช้เวลานานอยู่เหมือนกันกว่าจะกล้า เอาเรื่องตัวเองมาเล่าให้คนอื่นฟัง กลัวทั้งไม่มีคนฟัง กลัวทั้งไม่มีอะไรไปเล่า กลัวทำคนฟังเสียเวลา กลัวไปหมด แต่สุดท้ายก็คิดว่าถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ กลัวแบบนี้มาทั้งชีวิตแล้ว ต้องค่อยๆสู้กับความกลัวบ้าง สร้างความมั่นใจ แล้วลุยๆซักตั้ง 👍🏻
.
ผลออกมาก็ไม่แย่เลยนะ และช่วยให้เรา Unlock ความกลัวบางอย่างในจิตใจออกไปด้วย 🙂

ที่ชอบกิจกรรมนี้ เพราะการได้ฟังเรื่องคนอื่นทำให้เรารู้เลยว่า แต่ละคนเขามีการทำ Self-Reflection กันมาเยอะมากๆ ทุกๆสิ่ง ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จนพ่อแม่พี่น้อง หรือเรื่องของตัวเขาเอง เขาเอามาวิเคราะห์ หาข้อคิดตลอดว่า ทุกอย่างไปไงมาไง แล้วอะไรส่งผลให้เขาเป็นเขาทุกวันนี้ เขามีข้อดี ข้อเสียยังไง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีๆ มากๆ และเป็นคุณสมบัติที่ดีของคนที่จะเป็นผู้นำ เพราะก่อนที่จะนำคนอื่นได้ เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อน
.
การทำ Process Self-Reflection จนสามารถร้อยเรียงมาเล่าให้คนอื่นฟังได้สั้นๆ ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว และก็ไม่สามารถเป็นอะไรที่ทำวันเดียวแล้วจะครบถ้วน แต่อาศัยทำทุกวัน วันละนิด วันละหน่อย นิก็อยากสนับสนุนให้ทุกคนเริ่มหาเวลามาทำ Self-Reflection ดูบ้าง ก่อนนอนเผื่อเวลาไว้คิดทบทวน ว่าวันนี้เจออะไรมา วันนี้ทำอะไรดี ไม่ดียังไง ได้ข้อคิดอะไร พรุ่งนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น เพียงแค่นี้เราก็จะเข้าใจตัวเองมากขึ้น ทุกๆวันแล้วค่ะ 🙂
.
#HBSExperience #HBS #MyTake #NichaWong #NicheMBAJourney

About

Nicha Wongsuphasawat

เล่าประสบการณ์และคำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศ สายอาชีพต่างๆ และการพัฒนาตัวเอง

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store