พัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด ด้วยการรับคำแนะนำจาก mentor!

[บทความแปลจากต้นฉบับอาจารย์ Eric Tachibana] “mentor ไม่ใช่ coach”
mentor คืออะไร?
แล้วทำไมเราควรต้องมี mentor?

ผู้ให้คำปรึกษา (mentor) ทำหน้าที่อะไร ?

  • ให้คำแนะนำโดยอาศัยประสบการณ์ของตน ชี้ให้เห็นหลุมพลาง ทางตัน ที่คนที่ไม่มีประสบการณ์มากก่อนยากจะคาดถึง
  • เค้ามักจะเคยผ่านทางที่คุณเดินมาแล้ว และรู้ว่าอะไร work ไม่ work
  • แนะนำว่าให้ “ทำอะไร ทำทำไม ทำเมื่อไร” โดยอาจจะไม่บอกว่า “ทำอย่างไร”
  • ช่วยสร้าง professional network ให้เรา
  • หากอยู่องกรณ์เดียวกัน เค้าจะช่วยผลักดันให้เราเติบโตได้ เพราะใกล้ชิดกับเรามาตลอด

แล้วโค้ช (coach) หละ ?

โค้ช คือ ผู้ที่ช่วยคุณพัฒนาทักษะ (skill)

1. ปัจจัยในการเลือก mentor

สิ่งที่ต้องพิจารณา ได้แก่
1.1 คุณเคารพเขาหรือไม่ ?
1.2 เขามีเวลาสำหรับการให้คำแนะนำหรือไม่ ?
1.3 เขาให้คำแนะนำเราแล้วมีประโยชน์อันใดต่อเขา ?
1.4 หากได้เขามาเป็น mentor แล้วจะมีโอกาสอื่นๆ ใดอีก ?
1.5 บุคคลิกเป็นอย่างไร ประสบการณ์เกี่ยวข้องไหม ทักษะการท้าทายเราเป็นอย่างไร ?

2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัววัดผล

คนที่จะมาเป็น mentor ได้ มักจะมีเวลาจำกัดอยู่แล้ว ควรใช้เวลาของทั้งคู่อย่างมีประสิทธิภาพ และได้งาน ดังนั้นควรเตรียมการเป็นอย่างดี และตรงประเด็น ส่ิงที่ควรพูดคุยกัน คือ ภาพของความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร และจุดที่เรียกว่าสำเร็จคืออะไร
2.1 กำหนดเป้าหมายว่า หลัง mentor คุณจะเป็นอย่างไร?
2.2 กำหนดเป้าหมายว่า คุณจะเสร็จสิ้นการ mentor เมื่อไร?
2.3 สร้างตัววัดที่จับต้องได้ (tangible matric) เพื่อวัดความก้าวหน้า และความสำเร็จ

3. ควบคุมการนัดพบให้ได้งาน

เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ให้เริ่มและจบด้วยเอกสารที่มีคุณภาพ
3.1 มี meeting agenda
3.2 make sure ว่า agenda แต่ละรายการจะสร้างให้เกิดผลตามเป้าใหญ่ที่วางไว้
3.3 ให้เวลา mentor รีวิว agenda และให้ feedback
3.4 เรียงลำดับความสำคัญของ agenda โดยเอาเรื่องสำคัญขึ้นมาก่อน
3.5 ควบคุมเวลา ประเมินเวลาสำหรับแต่ละรายการ และยึดกรอบเวลาอย่างเหนียวแน่น
3.6 สรุป meeting ระบุเรื่องที่ได้เรียนรู้ (key take away) และรายการที่ต้องทำ (actions items)

4. เลือกสถานที่นัดให้เหมาะ

  • การให้คำแนะนำต้องการสมาธิ โปรดอย่างเลือกร้านกาแฟ
  • เลือกจองสถานที่ๆ mentor สามารถโฟกัสที่คุณ และพูดได้อย่างเต็มที่
  • เลือกสถานที่ ที่สะดวกทั้งต่อ mentor และตัวคุณเอง

5. เปิดใจ, ซื่อสัตย์ และ รับฟังให้ได้ผล

การรับคำแนะนำจะเกิดผล ต่อเมื่อคุณเปิดใจ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และพร้อมที่จะท้าทายตัวเอง ท้ายทายสิ่งที่คุณคิด และสร้างการเปลี่ยนแปลงในที่สุด สิ่งเหล่านี้จะเกิดผลได้จริงเมื่อจิตใจคุณพร้อม
การ “ฟัง” ให้ได้ผล มีหลายรูปแบบ แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน คุณอาจจะจดบันทึกไปด้วย หรืออัดเสียงไว้สำหรับการมาฟังอีกรอบก็ได้ เอาที่เหมาะกับตัวเอง
สิ่งที่ควรทำหลังรับการแนะนำ คือ อธิบายด้วยภาษาของเราเองอีกรอบ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังมา รวมถึงเป็นการให้ feedback ตัวเองอีกทีด้วย

6. mentor ก็อาจจะมีผิดพลาดได้

mentor ก็เป็นคน และก็ยังต้องเรียนรู้อยู่ทุกๆ วัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ของเรากับ mentor ดังนั้น ถ้ามั่นใจว่า mentor พาไปผิดทาง ให้หาจังหวะอธิบาย โดยที่เรายังไม่เสียความเชื่อมั่นในตัว mentor

7. จบ เมื่อรู้ว่าควรจบ

ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ดังนั้น สิ่งที่ควรเป็นคือต้องทำให้ ช่วงเวลาของการให้คำแนะนำ สั้นกว่าช่วงเวลาของความสัมพันธ์ แปลว่าเมื่อคุณรู้ว่าการให้คำแนะนำไม่ได้เกิดคุณค่าแล้ว ให้รีบจบการแนะนำ และหา mentor คนใหม่ (mentor คนเดิมของคุณจะได้ไปทำอย่างอื่นด้วย!)

8. ขอบคุณ และรับ feedback

  • แสดง commitment ของคุณอย่างสม่ำเสมอ และขอบคุณ mentor ทุกครั้งที่มีโอกาส
  • เล่าให้ mentor ฟังว่า คุณได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนในชีวิตและหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง เพื่อให้ mentor รู้สึกดี มีแรงกระตุ้นให้ทำงานกับคุณต่อ รวมถึงทำให้เค้ารู้ว่าอะไรที่ work และไม่ work ด้วย

[บทความแปลจากต้นฉบับอาจารย์ Eric Tachibana] >> Making the most of mentorship