39 ข้อที่ผมได้จากงาน FinTech Challenge

วันนี้ผมได้มางาน FinTech Challenge ที่จัดโดย กลต.

ผมได้ความรู้สำคัญที่คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์พอแบ่งเป็นข้อๆ หรือคำสำคัญ หรือประโยคเด็ดที่อาจจะเป็นประโยชน์ เป็นข้อๆดังนี้นะครับ เครดิตขอมอบให้กับผู้จัดงาน ผู้ร่วมสัมมนา ผู้ให้ความรู้ คุณกระทิง คุณท็อป(ที่ผมมารู้จักภายหลัง) กลต และทุกๆท่านครับ

  1. จากวันที่เรามี Internet ที่ทำให้เราเชื่อมข้อมูลเข้าสู่กัน มาถึงวันที่เรามีเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยน physical asset ให้สามารถเป็น digital asset ได้และสามารถนำมาแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้ โดยใช้ blockchain technology เพื่อสร้างการทำ Tokenization of Assets กับทรัพย์สินทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้ ที่จับต้องไม่ได้เช่น จำนวนดาบที่อยู่ในเกม สามารถนำมาแลกเบอร์เกอร์ได้จริงๆ และสามารถให้สิทธิ์ของ asset นั้นที่อยู่บนระบบ digital สามารถถือครอง แบ่งปันได้มากกว่าการมีเพียงเจ้าของเพียงคนเดียว เช่นห้องพักหรูราคา 100 ล้านบาทและสามารถถือครองสิทธิ์นั้นได้จากหลายๆคน เราสามารถแบ่ง หรือ Divisible ให้คนทีมีทรัพย์สินน้อยเข้าถึงการสร้างโอกาสได้มากขึ้น คนที่เข้าไม่ถึงโอกาสการลงทุนจะมีโอกาสน้ันมากขึ้น
  2. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วโอกาสของ physical asset ก็จะเปิดกว้าง การซื้อขาย การเข้าถึง การถือครอง ก็จะสามารถทำผ่าน Internet ในโลก Digital ได้ง่าย
  3. โอกาสที่ผู้ซื้อและผู้ขายจะทำธุรกรรมต่อกันโดยไม่ผ่านคนกลางก็จะมีสูงมากขึ้น Blockchain technology นี้ จะทำให้เกิดธุรกรรม ใหม่ Business Model ใหม่ Generation ใหม่ขึ้น
  4. ข้อนี้เป็นการนำเสนอที่น่าสนใจ คุณท็อปได้อธิบายในเชิงเปรียบเทียบว่า ตอนนี้เราอยู่ที่เกาะ Physical และเกาะที่เราเห็นและจะเป็นอนาคตคือ เกาะ Digital เราจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้จากเกาะโน้นย้ายมาเกาะนี้ได้ “Cryptocurrency” และ BlockChain Technology คือสะพานที่จะเชื่อมทั้งสองเกาะเข้าด้วยกัน และนอกจากการมีสะพานแล้วก็ต้องมีสะพานที่แข็งแกร่ง, เราต้องทำให้ผู้ใช้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่จะย้ายมาเกาะนี้แล้วมันดีกว่ายังไง พร้อมทั้งมีแผนที่ สร้างระบบ KYC นำเสนอวิธีการ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ การปรับตัว compliance + regulator ต้องมี ซึ่งท้ายที่สุดก็คือการเตรียมความพร้อม การให้ความรู้ กับผู้คนในประเทศและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดับบริหารที่จะพร้อมที่สามารถเดินทางไปยังอีกเกาะได้อย่างไร ด้วยแนวคิดแบบ tokenization นี้จะทำให้เราสามารถทำธุรกรรมที่เคยเป็น physical asset ด้วยวิธี digital ทำให้สามารถทำได้แบบ realtime, 24x7, decentralize, p2p และจะสามารถทำให้ GDP โตแบบก้าวกระโดดได้
  5. ลูกค้าจะมีตัวเลือกมากขึ้นมาก การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก การที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า บริษัท ฝ่ายบริหาร ทีมงาน และตัวโปรดักเองจะต้องสามารถมอบ value ให้ลูกค้าได้ลึกขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ตอบแทนผลการลงทุนที่ดีขึ้น ในขณะที่ต้องทำให้ ราคาถูกลง
  6. การเรียนรู้ของ AI ต้องการข้อมูล ในไม่ช้านอกจาการใช้ข้อมูลในอดีตเป็นตัวสร้างโมเดลคาดการณ์แล้ว ในไม่ช้าหรืออาจจะเกิดขึ้นแล้วจะเป็นการนำข้อมูลที่เกิดจากการคาดการณ์ของหลายๆสำนักที่ประมวลผลอนาคต มาประมวลผลเพื่อสร้างข้อมูลอนาคตในหลายๆรูปแบบ และทำให้ AI ปรับโลจิกได้เองจนสามารถเรียนรู้อนาคตของอนาคตได้เก่งมากขึ้น
  7. การที่เราไม่เปลี่ยนแปลง คือการสะสมความอ่อนแอ
  8. การทำ digital transformation แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของโจทย์การทำ การมี และคิดของความมีอยู่ของ Leadership ภาวะผู้นำของทุกๆคนในองค์กร
  9. ความเข้าของ ผู้บริหาร การมองเห็น การตัดสินใจ และการลงมือทำ เพื่อน้อมรับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ technology และบุคคลากร ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับองค์กร ต้องหา position ของตัวเองให้เจอ และใช้คนเก่งและเทคโนโลยีเป็น ตัว enabler
  10. ที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลง เพื่อผลลัพธ์คือการทำให้ลูกค้าพึงพอใจ deligh customer
  11. การลงทุน 5 ขั้น ดูและเข้าใจความเสี่ยง จัดพอร์ตให้เหมาะสม เลือกโปรดักที่ใช่ ติดตามผล ใส่ใจตรวจสอบผลงานบ่อยๆ
  12. การที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต ต้องทำให้โปรดัก และสื่อ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและมาก และทุกช่องทาง FB Line Content
  13. ต้องออมก่อนใช้ 15% ในออสเตรเลียเป็น 20%
  14. คุณกรณ์แชร์ mission ที่เคยสร้างไว้ในอดีต ที่ผมคิดว่าเป็นโครงสร้างที่ดีนะครับ หนึ่งคือส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี สองคือพยายามลดต้นทุน สามคือการสร้างโครงการเพื่อบ่มเพาะคน เพื่อสร้างนวัตกรรมและการกระตุ้นคนให้อยากสร้าง และสุดท้ายคือการส่งเสริมให้โตจากในประเทศ ไประดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ สั้นๆคือ เข้าถึง-ลดต้นทุน-บ่มเพาะ-ขยายให้ไกล
  15. คุณกระทิงมาแชร์ความรู้และประสบการณ์หลายเรื่องที่น่าสนใจ ท้าทาย กระตุกให้คิดในหลายประเด็น เริ่มจากประโยคที่ว่า Fab Agri Bio หรือ FAB จะเป็น the next digital โดยพูดถึง Nicholas Negroponte คือ MIT media lab founders ครับ ท่านบอกไว้ว่า FAB business จะโตกว่า digital 4x ธุรกิจ PropTech น่าสนใจ ลองไปคิดกันดูนะครับ
  16. มีการหยิบยก go-jek ซึ่งวันที่คุณกระทิงหาข้อมูลมาอยู่ใน slide valuation อยู่ที่ 3b USD วันนี้เป็น 10b ไปแล้ว เริ่มจากแค่หามอเตอไซค์ จ่ายตังค์ วันนี้มีฟีเจอร์มากมาย
  17. มีแตะๆเรื่อง unbank ตรงนี้ตลาดยังโตอีกมากและน่าจะโตกว่า ธุรกิจ traditional bank ในปัจจุบันมากกว่ามาก
  18. Refinn และ ClaimDi เป็น 2 ใน 6 startup ใน SE เอเชียที่นักลงทุนในสิงค์โปร์มอง
  19. ถ้าคิดจะเริ่มทำ startup ขอให้คิดที่จะเริ่ม start A crusade โดยนำธุรกิจอย่าง Zappos, Apple, Google, Tesla, SpaceX มา และชี้ให้เห็นถึง vision/mission ขององค์กร
  20. จงค้นหา Raison — Reason for being เหตุผลของการมีอยู่ ให้เจอ และมีความสุขกับมัน ทำมันให้สุดกำลัง หาสิ่งที่รัก ชัดเจน ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น
  21. ประโยคนี้ผมชอบมากครับ Weapon do not win battles. Your mind, powerful it is. Master Yoda :) สุดครับ
  22. เริ่มจากเล็กๆ ทำให้ลูกค้ารัก เป็นสาวก อยากส่งเสริม แล้วค่อยๆขยาย ยึดหัวหาดแรกให้ได้ก่อน สร้าง effect แบบพินโบว์ลิ่ง ถ้าลูกค้ารักซะอย่างอะไรๆก็ง่าย
  23. หาให้เจอ อะไรที่ฉันมี แต่คู่แข่งไม่มี
  24. อย่ามองตลาดเล็กเกินไป ทำให้ตลาดของเราโต ผ่าน distributed channel ให้โปรดักมี virality
  25. ทุกๆเฟส จงออกแบบ technology stack ที่จะมารองรับเสมอๆ มันคือ core business process technology
  26. ถ้าเลือกได้อย่าทำ b2c เพราะในไทยมันโหด ค่า customer acquisition มันมหาศาล
  27. ระดับซีรี่ส์ A/B เขาจะสามารถแปลงตัวเองให้เป็น startup ที่ตัวเองทำขึ้นเป็น standard ของธุรกิจนั้น ที่ทำให้ product อื่นต้องทำตาม
  28. สำคัญสุดๆคือ delighting your customer — — WTF experience :)
  29. ออกแบบทีมในแต่ละ phase (acquisition, activation, retention, revenue, referral) ให้ดี growth team organized by metrics สำคัญ
  30. Sale design สำคัญมาก ต้องเรียนรู้ ต่อยอดให้เป็น ทุกๆ transaction คือประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้ และต่อยอดเสมอๆ
  31. Cashflow = case out & cash in สำคัญ ขายมากเจ๊งมีให้เห็นมาเยอะ ต้องเข้าใจ cycle ให้ดี
  32. Lean startup ที่หมายถึง build measure and learn สามารถนำมาใช้กับองค์กรได้ และต้องนำมาปรับใช้
  33. โตทุกวัน วัดทุกวัน ปรับทุกวัน เรียนรู้ทุกวัน
  34. ส่องกระจก เพราะคุณคือผลลัพธ์ของวันนี้
  35. ธุรกิจทั่วไป CEO สำคัญ 15% แต่ในธุรกิจ startup CEO สำคัญ 90% ส่วนใหญ่จะไปไม่รอดเพราะ CEO
  36. CEO คือขอขวดจำกัด ในแต่ละ phase (prototype, business validation, growth และ maturity) , company size ความต้องการแตกต่างกัน มี objective และ break/fatal flaws ที่ต่างกัน CEO เองต้องเรียนรู้และเข้าใจความสามารถของตัวเองให้ดี และอาจจะต้องพิจารณานำคนอื่นมา replace ตนเอง
  37. อันนี้ผมโคตรชอบ Culture คืออะไร ง่ายมากๆครับ Culture คือ สิ่งที่พนักงานยังคงจะทำอยู่โดยปราศจากการมีอยู่ของคุณ
  38. คำถามสุดท้ายปิดด้วยคำถามที่ว่า อินโดนีเซียทำได้ เวียตนามทำได้ ทำไมประเทศไทยจะทำไม่ได้ Leap of faith Leap of Courage Leap of Actions และจบด้วยประโยคเด็ดของวันนี้ WHY NOT US, WHY NOT TEAM THAILAND??

เป็นอีกวันที่คุ้มค่ากับการได้มาเห็น มาฟัง มาเชียร์ FinTech ได้มาเรียนรู้ ประสบการณ์คนระดับประเทศและระดับโลก ถ้าเรือไม่ออกจากฝั่งคงไม่เห็นแผ่นดินใหม่ๆ ขอบคุณโอกาสของวันนี้ครับ

ขอชื่นชมทั้ง 12 ทีม ภาพถ่าย และข้อมูลการสัมมนาของวันนั้น

นิวัฒน์ ภู่นันท์วรากร 8 พย 2561