fic exo | The Ripper 2/? (Sekai)

Paring : Sehun x Jongin
Warning : m/m,pg-13,shot fiction,fantasy,romantic, drama,horror,bottom!jongin
ด้วยแท็กนี้ #fictheripper เติมไฟให้กันหน่อยน้า
ขอบคุณค้าบ **รักส์**

อากาศในเช้าวันนี้ค่อนข้างจะเย็นลงเล็กน้อยตามใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสี หลังจากเหตุการณ์ประหลาดๆที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น นี่ก็ผ่านมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ที่จงอินไม่ได้เห็นหน้าคนที่ให้ สัจจะ กับเขาว่าจะคอยดูแล และในตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาก็ยังมีอีกเรื่องที่ จงอินคิดว่ามันน่าแปลกพอๆกับการหายตัวไปของชายผมสีเทา นั่นก็คือเพื่อนรักชาวอเมริกันทั้งสองคนที่ดูเหมือนว่าจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นไม่ได้เลย
 
ฟินน์บอกว่าเจ้าตัวนอนดูการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนัดสำคัญอยู่ที่บ้าน ในขณะที่คอนเนอร์บอกว่าตัวเองกำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับรุ่นน้องสาวเชียร์หลีดเดอร์ในคืนนั้น จงอินคิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะลืมเหตุการณ์ต่างๆราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
 
‘ไม่แน่นะ นายอาจจะกำลังฝันถึงหนังเรื่องไหนสักเรื่องที่ พอล เวสลีย์ แสดงเป็นฆาตกรก็ได้’ — ฟินน์
 
‘บ้าน่า น้องสาวฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของไอหน้าหล่อนั่นไม่เห็นจะมีเรื่องไหนเลย’ — คอนเนอร์
 
ทั้งคู่ให้คำตอบในลักษณะนี้เสมอเมื่อเด็กหนุ่มชาวเอเชียเริ่มซักถามพวกเขา แต่ลึกๆในความรู้สึกของจงอินแล้วก็อยากให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นแค่ความฝันหรือหนังสยองขวัญสักเรื่องตามที่ฟินน์บอก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนเช้าของวันถัดมาที่จงอินลืมตาขึ้นและพบว่ากุญแจมือและลูกกุญแจสีเงินวางอยู่บนหัวเตียงของเขา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำคิมจงอินเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน
 
เด็กหนุ่มผมสีดำกระชับเสื้อแขนยาวของตัวเองเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่อยู่รอบตัว แปลกที่ตอนนี้เขาอยู่ในตึกเรียนแล้วแต่ก็ยังรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกอย่างไม่มีสาเหตุ จงอินส่ายหัวเล็กน้อยไล่ความคิดฟุ้งซ่านบ้าๆออกไป เขาบอกตัวเองว่าควรจะให้ความสนใจคลาสเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของมิสซิสเพียซ์ที่ยืนบรรยายอยู่หน้าห้องมากกว่า
 
“ฉันอยากให้พวกคุณเปิดหนังสือไปที่หน้า 763 เราจะพูดถึงเรื่องนิทานและความเชื่อของชาวพื้นเมืองนิวออร์ลีนส์”
 
จงอินเปิดหนังสือเล่มหนาที่วางอยู่ตรงหน้าตามที่มิสซิสเพียซ์บอก มือเรียวข้างขวาควงหมุนปากกาลูกลื่นเล่นอย่างเบื่อหน่าย
 
“เมื่อเราย้อนอดีตกลับไป หนึ่งในความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่นี่ก็คือ วิญญาณชั่วร้ายจะผูกจิตไว้กับมนุษย์เพราะพวกมันจะเอาชีวิตของคนเหล่านั้นไปแทนที่ตัวเองเพื่อที่จะกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง กว่าพวกมันจะพบว่าธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้เป็นแบบนั้น มนุษย์ก็ถูกวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้นเอาชีวิตไปเป็นจำนวนมาก”
 
เด็กหนุ่มเอาคางเกยไว้บนหนังสือเล่มเดิม คำบรรยายจากมิสซิสเพียซ์ทางหน้าห้องนั้นจงอินเลือกที่จะให้มันปล่อยผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ
 
“วิญญาณเหล่านั้นไม่ต่างจากฆาตกรที่คร่าชีวิตของคนบริสุทธิ์ไป ชาวพื้นเมืองจึงเรียกวิญาณพวกนี้ว่า ริปเปอร์”
 
อาจะเป็นเพราะบรรยากาศภายในคลาสเรียนนั้นค่อนข้างเงียบ จงอินจึงได้ยินเสียงปากกาลูกลื่นในมือร่วงลงบนพื้นข้างโต๊ะของเขา มิสซิสเพียซ์หันมามองทางต้นเสียงนั้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับการบรรยายของตัวเองต่อ
 
“นี่คือหนึ่งในความเชื่อของชาวพื้นเมืองเท่านั้น ยังมีอีกหลายความเชื่อที่เรายังไม่ได้คุยกัน และนั่นก็เป็นการบ้านของพวกคุณทั้งหมดที่จะต้องเขียนรายงานเกี่ยวกับความเชื่อที่เหลือ ฉันหวังว่าจะได้อ่านงานของพวกคุณในวันพรุ่งนี้ เอาล่ะใครมีคำถามอะไรไหม”
 
จงอินเก็บหนังสือและกวาดของทุกอย่างบนโต๊ะลงในกระเป๋าของตัวเองตามคนอื่นที่กำลังทำแบบเดียวกัน ในขณะที่มิสซิสเพียซ์ที่ยืนอยู่หน้าห้องกำลังรอคำถามจากเพื่อนของเขาสักคนในห้องนี้ และเธอพบว่าไม่มี
 
“เจอกันในวันพรุ่งนี้”
 มิสซิสเพียซ์พูดก่อนจะเดินออกจากห้องไป

จงอินลุกขึ้นเดินไปยังตำแหน่งที่สองเพื่อนซี้อย่างฟินน์และคอนเนอร์ที่นั่งอยู่ข้างกัน ก่อนจะลากเก้าอี้ตัวที่อยู่ด้านหน้าโต๊ะของฟินน์มานั่ง
 
“ฉันเจอมันมาแล้ว ริปเปอร์ ที่มิสซิสเพียซ์พูดถึง” 
เด็กหนุ่มเอเชียเป็นคนเปิดบทสนทนา
 
“เชื่อเขาเลย เจ้าเด็กใหม่ยังไม่จบกับหนังฆาตกรตั้งแต่เช้า” 
คอนเนอร์หันไปพูดกับฟินน์ทันทีเมื่อจงอินเริ่มเข้าเรื่องที่ยังเป็นประเด็นกันอยู่
 
“ฟังนะ ถ้านายเจอไอ้ตัวริปเปอร์อะไรนั่นจริงๆ ตอนนี้นายคงโดนจับหักแขนหักคอแทนที่จะมานั่งคุยกับพวกเราตรงนี้ ว่าไหม” ฟินน์พูดพลางลุกขึ้นสะพายกระเป๋าของตัวเองและเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคอนเนอร์ โดยทิ้งจงอินให้ติดอยู่กับความคิดของตัวเองคนเดียว
 
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องถอนหายใจออกมาเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันไปทางหน้าต่างด้านขวามือและพบเข้ากับผู้ชายคนนั้น คนที่ไม่ได้มาให้จงอินเห็นหน้าตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา
 
โอเซฮุนกำลังยืนมองเขาจากด้านล่างด้วยมุมปากที่ยกขึ้นสูงทั้งสองข้างพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาเล็กน้อยในลักษณะของการทักทาย
 
บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างที่จะกระอักกระอ่วนในเวลานี้ ความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จงอินจะตั้งสติได้ เด็กหนุ่มเมินหน้านี้การทักทายจากคนข้างล่างและเมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าที่ตำแหน่งนั้นว่างเปล่าราวกับว่ามันไม่เคยมีใครยืนอยู่บริเวณนั้นมาก่อน
 
จงอินขมวดคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ บางทีเขาอาจจะกำลังหมกหมุ่นกับเรื่องพวกนี้มาเกินไปจนทำให้เห็นภาพหลอนก็ได้

…………………………

สามทุ่มของทุกวันเป็นเวลาที่จงอินเลิกจากการทำงานพิเศษที่เจลลี่บีนคาเฟ่ เด็กหนุ่มเดินออกมาจากประตูหลังของร้านตามปกติ เขาต้องเดินไปขึ้นรถบัสซึ่งจุดรอรถนั้นอยู่ถัดจากร้านไปไกลพอสมควร
 
ขาเรียวก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อนเท่าไหร่นัก ในหัวจงอินยังคงไม่เลิกคิดเกี่ยวกับเรื่องของโอเซฮุนคนที่บอกว่าตัวเองเป็นริปเปอร์ และถ้าสิ่งที่มิสซิสเพียซ์พูดในวันนี้เป็นความจริงล่ะก็ นั่นหมายความว่า เขาถูกเลือกโดยโอเซฮุนและต้องตายไปในที่สุด ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วทำไมอีกฝ่ายถึงได้ให้สัญญากับเขาราวกับว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่
 
จงอินโยนลูกกุญแจสีเงินไปในอากาศและคอยรับมันไม่ให้ตกลงบนพื้น เขาทำแบบนั้นอยู่หลายครั้งในขณะที่เดินไปอย่างใช้ความคิด แต่แล้วอาจด้วยเพราะเขารู้สึกเหมือนมีเงาของอะไรสักอย่างวูบไหวผ่านไปทางด้านข้างของลำตัวจึงทำให้ลูกกุญแจสีเงินนั้นร่วงลงบนพื้น
 
เด็กหนุ่มย่อตัวลงเพื่อจะเก็บสิ่งของที่ตกอยู่ ก่อนจะสังเกตว่าด้านข้างนั้นเป็นช่องว่างแคบๆระว่างตึกสองตึกที่ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว จงอินพยายามมองเข้าไปในนั้นเพื่อหาสิ่งผิดปกติแต่ไม่ก็พบ
 
และในตอนนั้นเองก็มีใครบางคนโผล่ออกมาอย่างรวดเร็วจากช่องว่างมืดๆนั่น ผิวหนังที่มือทั้งสองข้างนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลสดอย่างน่ารังเกียจ จงอินเสียหลักล้มลงตอนที่กำลังตกใจก่อนจะรีบขยับตัวถอยหลัง แต่ก็ยังช้าไปเพราะว่าเจ้าของมือนั่นกระชากเข้าที่คอเสื้อของเขาเอาไว้ก่อนจะลากเด็กหนุ่มเข้าไปในซอกตึกด้วยกัน
 
จงอินจับที่ข้อมือของบุคคลปริศนาไว้ไม่ให้ลากเขาไปไกลกว่านี้ และเมื่อจงอินพยายามเพ่งสายตาไปที่ใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีดำนั้นก็ต้องรู้สึกตกใจขึ้นมาอีกครั้ง เพราะใบหน้านั่นเต็มไปด้วยรอยแผลสดทั้งเลือดสีแดงและน้ำหนองที่ไหลเยิ้มออกมาโดยที่ใบหน้านั้นปราศจากอวัยวะต่างๆที่ปกติมนุษย์นั้นควรจะมี
 
แล้วนี่เขากำลังต่อสู้กับตัวอะไรอยู่
 
เด็กหนุ่มคิดว่าตัวเองจะต้องไม่รอดแน่ๆ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นมากมายจากความรู้สึกกังวลและหวาดกลัว เขาพยายามผลักอีกฝ่ายให้ออกไปแต่ก็ไม่เป็นผล ฉุดกระชากกันอยู่สักพักและเป็นจงอินที่เสียหลักล้มลงบนพื้นก่อน
 
ดูจากสภาพในตอนนี้จงอินเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษดิน เขาพยายามจะถอยหลังหนีเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา แต่แล้วกำแพงอิฐทางด้านหลังก็บอกถึงระยะทางที่เขาไม่สามารถหนีไปได้ไกลกว่านี้อีก
 
ขอบตาเริ่มเอ่อขึ้นด้วยน้ำใสๆอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะได้หายใจบนโลก ก่อนที่มันจะไหลลงจากดวงตาทั้งสองข้างผ่านใบหน้าของเขา
 
!!
 
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตอนที่ศรีษะของอีกฝ่ายขาดออกจากลำตัวและตกลงบนพื้นพร้อมกับร่างกาย เลือดสีแดงจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นบริเวณใกล้กับที่จงอินนั่งอยู่ และดูเหมือนว่าบางส่วนจะกระเด็นมาเปรอะเปื้อนอยู่ตามเสื้อผ้าของเขาด้วย
 
เด็กหนุ่มมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาและเมื่อเขาเบนกรอบตาขึ้นไปเพื่อมองหาเจ้าของการกระทำเมื่อสักครู่ก่อนจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยที่เกิดขึ้นข้างใน ความรู้สึกไว้วางใจค่อยๆทำให้ม่านตาของเขานั้นพร่ามัว
 
ภาพของใครบางคนกำลังเดินเข้ามายังตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ จงอินพยายามปรับสายตาของตัวเองให้มองเห็นชัดขึ้นด้วยสติที่เหลืออยู่น้อยนิดในเวลานี้
 
อากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างแปลกประหลาด เขารู้สึกเหมือนโดนสวมกอดอยู่จากใครสักคน ร่างกายของจงอินลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายด้วยแรงจากใครคนนั้น
เมื่อเขาคนนั้นหันมาพร้อมกับดวงตาสีอำพันคู่เดิมและสัมผัสบางเบาจากริมฝีปากหนาบนหน้าผากก่อนจะจางหายไป จงอินบังคับให้ตัวเองมีสติมากที่สุดและก่อนจะพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นมาอย่างรู้สึกเอ็นดู
 
 “ขอบคุณครับ เซฮุน…”

………………………..…

กลิ่นหอมหวานของเครื่องดื่มรสช็อคโกแลตลอยเข้ามาในประสาทสัมผัสแรกที่จงอินรู้สึก เด็กหนุ่มกระพริบเปลือกตาสองสามทีเพื่อปรับแสงที่ใช้สำหรับการมองเห็นก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นในลำดับถัดไป และพบว่าเขาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเอง
 
 “อืม” จงอินรู้สึกเวียนศรีษะเล็กน้อยซึ่งอาจเกิดจากการต่อสู้เมื่อสักครู่ เด็กหนุ่มยกมือขึ้นนวดบริเวณขมับเพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
 
 จงอินกำลังลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และนึกขึ้นได้ว่าที่เขาสามารถเอาชีวิตรอดออกมาจากตัวอะไรสักอย่างได้เป็นเพราะมีใครบางคนเข้ามาช่วย เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้จงอินขยับตัวเพื่อมองหาคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
 
 เด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นนั่งและเมื่อเขาเบนสายตาไปทางหน้าต่างด้านซ้ายมือก็พบกับชายหนุ่มผมสีเทานั่งอยู่บริเวณขอบหน้าต่างสีขาวที่ห่างออกไปจากเตียงนอนของจงอินประมาณสามก้าว
 
 โอเซฮุนกำลังนั่งหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งวิวทางด้านนอกนั้นคืออาคารพาณิชย์มากมายเรียงตัวกันเป็นแถวยาว ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้ว แต่ในยามค่ำคืนของเมืองท่าแห่งนี้ยังคงครึกครื้นด้วยยานพาหนะที่อยู่บนท้องถนนด้านล่าง อากาศที่ค่อยๆเย็นลงถูกส่งผ่านจากด้านนอกทำให้ผ้าม่านสีขาวปลิวไหวตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามา
 
จงอินที่นั่งอยู่บนเตียงกำลังมองคนตรงหน้าอย่างไม่ได้ละสายตาไปที่อื่น เด็กหนุ่มปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพนั้นค่อนข้างที่จะมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายนั้นเต้นแรงกว่าที่เคยเป็น ภาพที่โอเซฮุนค่อยๆยกมือขึ้นเสยผมสีเทาสว่างของตัวเองไปที่ด้านหลัง ใบหน้าด้านข้างที่เข้ากับสันกรามของเจ้าตัว ไหนจะสันจมูกโด่งที่รับกับเรียวหน้านั่นอีก จงอินคิดว่าเขากำลังมองภาพวาดจากนักศิลปะชื่อดังอยู่เสียอีก
 
เด็กหนุ่มรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ดวงตาสีอำพันคู่เดิมกำลังมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน เซฮุนเดินมายังตำแหน่งที่จงอินนั่งอยู่ เบาะและผ้าปูที่นอนยุบตัวลงเมื่ออีกฝ่ายนั่งลงข้างลำตัวเขา เซฮุนเอื้อมมือไปทางหัวเตียงและหยิบเอาแก้วเซรามิกสีฟ้าที่บรรจุนมรสช็อคโกแลตอุ่นๆมายื่นให้คนอายุน้อยกว่า
 
“ดื่มนี่ซะ จะได้รู้สึกดีขึ้น”
 
“ขอบคุณครับ” จงอินรับแก้วใบนั้นมาก่อนจะค่อยๆยกขึ้นจรดบนริมฝีปากของตัวเอง เขารู้สึกสดชื่นขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเมื่อได้ดื่มของเหลวอุ่นรสหวานเข้าไปในร่างกาย
 
“มันคือตัวอะไรครับ ที่ผม… เอ่อ… ที่คุณจัดการไป…”
 
“พวก ฟีนด์ น่ะ เป็นวิญญาณชั้นต่ำพวกมันไม่มีความรู้สึก ไม่มีความคิด พวกมันรู้ว่าแค่ว่าตัวเองต้องทำตามคำสั่งจากนายของมันแค่นั้น”
 
“หมายความว่ามีบางคนต้องการจะฆ่าผมหรอ ถึงได้ส่งมันมา” 
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความกังวล
 
“ดูเหมือนครั้งนี้นายไม่ใช่เป้าหมายของมัน ฉันรู้สึกว่ามันกำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่”
 
“…”
 
“อย่ากังวลเลยหนุ่มน้อย ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน” 
มือหนาวางลงบนกลุ่มผมนิ่มของเด็กหนุ่มก่อนจะขยี้มันเบาๆ

“ผม…มีเรื่องสงสัยหลายเรื่อง ถ้าคุณไม่ว่าอะไร — -”
 
“ถามมาสิ ฉันจะตอบนายทุกเรื่อง……..ที่นายควรรู้นะ” 
เซฮุนมองอีกฝ่ายพร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
 
“คุณหายไปไหนมาครับ”
 
เมื่อจงอินเอ่ยคำถามแรกก็ทำให้ชายผมเทานั้นหลุดเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะดีดเข้าที่ปลายจมูกรั้นของอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว
 
“บ้านของนายที่แจ็คสันวิลล์ พอดีว่าฉันทำของสำคัญหายที่นั่นเลยไปตามหามันนิดหน่อย” 
เซฮุนนำกล่องไม้แกะสลักขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นมาให้เด็กหนุ่มตรงหน้า 
 “รับไว้สิ”
 
ถึงแม้จงอินจะมีสีหน้าประหลาดใจกับประโยคเหล่านั้น แต่เขาก็รับกล่องไม้แกะสลักมาไว้ในมือก่อนจะเขย่ามันเพื่อทดสอบบางอย่างที่อยู่ข้างใน เสียงเหมือนวัตถุขนาดเล็กกระทบเข้ากับไม้ดังขึ้นจากในกล่องนั่นเล็กน้อย เด็กหนุ่มค่อยๆเปิดออกก่อนจะพบว่าสิ่งนั้นคือแหวนที่ทำมาจากเงินและถูกประดับด้วยพลอยอะเมทิสต์สีม่วงเข้ม
 
“คุณตามหาสิ่งนี้มาให้ผม?”
 
เซฮุนพยักหน้า
 
“ฉันอยากให้นายใส่มันติดตัวเอาไว้ จริงๆเจ้าแหวนนั่นช่วยอะไรได้หลายอย่างเลยล่ะ”
 
เด็กหนุ่มหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาพิจารณา และสังเกตุเห็นว่าตำแหน่งที่มีพลอยประดับอยู่นั้นมีร่องรอยของอะไรบางอยู่ข้างใต้ เมื่อจงอินมองมันอีกทีก็พบว่ามันถูกสลักด้วยชื่อของเจ้าของแหวนวงนี้
 
จงอินสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้ข้างขวาของตัวอย่างที่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันเท่าไหร่นัก แต่เพียงเพราะคนตรงหน้าต้องการให้เขามีมันติดตัวเอาไว้ เขาก็จะสวมมันเอาไว้ตามที่อีกฝ่ายต้องการ
 
“คุณทำอะไรกับฟินน์และคอนเนอร์ ทำไมพวกนั้นจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง” 
จงอินถามขึ้นเมื่อเขานึกถึงเพื่อนซี้ทั้งสองที่มีอาการแปลกๆมาร่วมสัปดาห์
 
“แครอลคงจะเปลี่ยนความทรงจำของเจ้าพวกนั้นไปบางส่วน แต่เชื่อเถอะมันจะดีกว่าถ้าเพื่อนของนายไม่รู้เรื่องพวกนี้”
 
“…”
 
“เอาล่ะ เลยเวลาเข้านอนของเด็กๆมามากแล้ว” 
เซฮุนลุกขึ้นก่อนจะเดินออกมาจากตำแหน่งที่จงอินนั่งอยู่บนเตียงเพียงก้าวเดียวแต่แล้วชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้บางอย่างจึงทำให้รองเท้าหนังหัวตัดกลับยังไปทิศทางก่อนหน้า 
“อ่อ ฉันอยากให้นายเก็บไอนั่นเอาไว้ดีๆ มันค่อยข้าง…จะสำคัญ” 
ชายหนุ่มชี้ไปยังกุญแจมือและลูกกุญแจสีเงินที่ถูกวางไว้บนหัวเตียงของจงอิน หลังจากนั้นเขาก็เดินไปยังหน้าต่างสีขาวบานเดิม
 
“คุณจะมาหาผมอีกหรือเปล่าครับ” 
จงอินถามออกไปอย่างกังวลว่าจะไม่ได้เจออีกฝ่ายอีกครั้ง เพราะเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าคราวนี้อีกคนจะหายไปนานแค่ไหน
 
“สัจจะ ก็เหมือนการให้ สัญญา ถ้าฉันบอกจะดูแลนายนั่นหมายความว่าฉันสัญญาว่าจะดูแลนาย” อีกฝ่ายตอบคำถามของจงอินด้วยลักษณะท่าทางที่ค่อนข้างน่าหวาดเสียวเพราะตอนนี้ขาของเขากำลังปีนขึ้นและเหยียบบนขอบหน้าต่างอย่างหมิ่นเหม่ก่อนจะหันลำตัวมาทางด้านในห้องที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ เซฮุนย่อตัวลงพลางใช้มือข้างหนึ่งยึดไว้กับขอบด้านบนของหน้าต่างเอาไว้ 
“คราวนี้ไปไม่นานหรอก เสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมาเลย”
 
ภาพตรงหน้าทำให้จงอินรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นัยย์ตาสีนิลขยายออกกว้างอย่างตกใจ เขาเผลอกลั้นหายใจตามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปล่อยมือที่จับไว้ขอบหน้าต่างและทิ้งตัวลงให้ตกลงไปด้านล่างนั่นต่อหน้าต่อตา เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนทันทีและรีบสาวเท้าของตัวเองเข้าไปยังตำแหน่งที่อีกคนเคยอยู่ ก่อนจะก้มลงมองหาชายผมสีเทาคนนั้นทางด้านนอกของหน้าต่าง แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเจ้าตัวเลย
 
 เขายังมีคำถามมากมายที่ค้างคาใจและยังอยากได้คำตอบจากอีกฝ่ายอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ว่าทำไมตัวเขาถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องประหลาดๆพวกนี้ ไหนจะพวกสิ่งมีชีวิตแปลกๆที่อีกฝ่ายพูดถึงนั่นอีก รวมถึงความลี้ลับที่เขายังไม่รู้ในในโลกใบนี้ และเรื่องที่มิสซิสเพียซ์พูดในคลาสเรียน
 
“ซวยล่ะสิ ลืมรายงานของมิสซิสเพียซ์ไปสะสนิทเลย”
 
มือเรียวยกขึ้นตบหน้าผากของตัวเองเบาๆเมื่อเจ้าตัวนึกขึ้นได้ว่ายังมีการบ้านที่ต้องส่งในเช้าวันพรุ่งนี้ และเขาก็เป็นเด็กที่ไม่เคยมีประวัติว่าไม่ส่งการบ้านเลยสักครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจเรียนในคลาสก็เหอะ จงอินเดินกลับมายังโต๊ะทำงานของตัวเองก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มจัดการกับการบ้านที่ต้องทำ และดูเหมือนว่าคืนนี้จะเลยเวลานอนของเขามามากเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ

..

TBC…