อนุรักษ์นิยม vs เสรีนิยม (ในบริบทแบบไทย ๆ) : การสร้างหน้ากากทางรสนิยมภายใต้คำอ้างของความขัดแย้งเชิงอุดมคติ

***Disclaimer ผู้เขียนไม่ได้มองว่าการใช้กำลังในการเข้าห้ามถูกต้อง การแสดงออกความเห็นนี้เป็นไปเพื่อวิจารณ์แนวความคิดเบื้องหลังเท่านั้น***

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถ้าใครได้ตามข่าวไม่ว่าจะผ่านสื่อกระแสหลักหรือ social media คงได้เห็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพิธีถวายสัตย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คู่กรณีของเหตุการณ์นี้มีอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่เราอาจใช้นำป้ายมาแปะชั่วคราวว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มที่อยากจะเป็นเสรีนิยม กับอีกฝ่ายที่เป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

เหตุการณ์นี้ผู้เขียนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่อาจถูกจัดรวมว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนของสังคมไทยไปในแนวโน้มที่จะเพิ่มความเป็นเสรีนิยมและความเป็นปัจเจกในสังคม ตัวอย่างของการออกมาเรียกร้องของกลุ่มเสรีนิยมที่ที่มองได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในความเห็นของผู้เขียน เช่น การยกเลิกการบังคับให้เด็กนักเรียนชาย-หญิงต้องมีลานบินหรือกะลาครอบบนศรีษะ เป็นต้น

ซึ่งหลังจากเห็นเหตุการณ์นี้ผู้เขียนก็อยากทราบว่าคนอื่นๆจะมองเหตุการณ์นี้ในแนวทางอย่างไร ผู้เขียนจึงได้ตามอ่านความคิดเห็นจากหลายๆที่ ผู้เขียนสังเกตได้ว่าฝ่ายที่แปะป้ายตนเองว่าเป็นกลุ่มเสรีนิยมหรือกลุ่มประชาธิปไตย (การแปะป้ายมิได้หมายถึงเนื้อแท้) ก็แลดูจะเห็นดีเห็นงามกับการกระทำของฝ่ายที่อ้างว่าเป็นเสรีนิยมในเหตุการณ์ ณ จุฬา และมองว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมผิด ในขณะที่ความเห็นของฝ่าอนุรักษ์นิยมก็คงสามารถคาดเดากันได้ว่าจะออกมาในแนวทางไหน

แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้เขียนที่เรียกตนเองว่าเป็นกลุ่มเสรีนิยมเช่นกัน (ซึ่งก็แล้วแต่ว่าคนที่รู้จักผู้เขียนจะมองว่าผู้เขียนเป็นเสรีนิยมหรือไม่) กลับไม่ได้เห็นว่าการกระทำของฝ่ายที่เรียกตนเองว่าเสรีนิยมนี้เป็นการกระทำที่และดูจะเข้าเค้าความเป็นเสรีนิยมซักเท่าไร แต่ผู้เขียนคิดว่าการกระทำนี้คล้ายคลึงกับการแสดงออกความหัวสูง (expression of snobbishness) ซะมากกว่า เนื่องด้วยผู้เขียนเห็นว่าการกระทำนี้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงการยั่วยุโดยไม่เคารพถึงความแตกต่างของพื้นฐานทางสังคมของอีกฝ่าย (ถึงแม่ว่าอีกฝ่ายจะถูกบอกว่าให้เคารพ หรืออาจถูกล้างสมอง (ผู้เขียนนำคำที่อีกฝ่ายชอบใช้มาใช้ในที่นี้เพื่อความชัดเจน) ให้แสดงออกความเคารพ) และการกระทำนี้ไม่ได้เป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้ยอมรับความเป็นเสรีนิยมมากขึ้นผ่านการส่งสารใดๆเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนนึงถึงบทสนทนาในเฟสบุ๊คหนึ่งกับเพื่อนของผู้เขียน เพื่อผู้เขียนได้ถามผู้เขียนมาว่า

“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทุกๆคนั้งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองในแง่ของรสนิยมเช่น หนัง ร้านอาหาร หนังสือ ความรู้เรื่องการดิปกาแฟ การทำอาหารฝรั่ง นั่นคือเราอยากพัฒนาตัวเอง หรือเรากำลังถูกลวงให้สูญเสียตัวตน หรือทำให้เป็นคนหัวสูงปะวะ”

สาเหตุที่ผู้เขียนยกบทสนทนานี้ขึ้นมาเนื่องจากว่าคำตอบที่ผู้เขียนตอบไปคือ

“รสนิยมที่ดีขึ้นนั้นแตกต่างกับการทำตัวให้แลดูหัวสูงตรงที่ว่า คนที่รสนิยมดีขึ้นนั้นจะยังคงมองเห็น merit ของสิ่งก่อนหน้าที่ถูกมองว่ารสนิยมด้อยกว่าในปัจจุบัน และจะยังคงยอมรับใน merit นั้นๆโดยปราศจาการดูถูก”

หรือจะยกตัวอย่างง่ายๆในเคสของผู้เขียนคือ ผู้เขียนเป็นติ่งไอดอล หรือติ่งวง J-pop แต่หลังจากนั้ก็ได้ไปฟังเพลงคลาสิก

ผู้เขียนก็อาจมองว่าเพลงไอดอลมันด้อยกว่าเพลงคลาสิกถ้าผู้เขียนแค่ทำตัวหัวสูง สิ่งที่ผู้เขียนจะทำคือ การดูถูกเพลงไอดอลที่ผู้เขียนเคยชื่นชอบ แต่ในความเป็นจริงนั้นผู้เขียนนั้นคิดว่าเพลงไอดอลก็ยังมีข้อดีของมันที่หาไม่ได้จากเพลงคลาสิก ซึ่งข้อดีนี้ก็คือ merit ของเพลงไอดอลนั้นเองและผู้เขียนก็ยอมรับมัน

แล้วเพลงไอดอลกับกรณี ณ จุฬา (Incidence at Chula) มันคล้ายกันอย่างไร ??

ผู้เขียนมองว่าการกระทำยั่วยุนั้นก็คล้ายคลึงกับการแสดงออกความหัวสูง นั้นคือ เป็นการกระทำที่ไม่ได้มองในมุมมองของฝ่ายสันบสนุนพิธีนี้ไปที่ merit ของพิธีถวายสัตย์ เป็นการมองว่าพิธีนี้ไม่มี merit ที่เหมาะสมในสายตาของกลุ่มอ้างความเป็นเสรีนิยม การกระทำและการสนับสนุนการกระทำยั่วยุนี้เป็นเพียงแค่ การสร้างหน้ากากทางรสนิยมภายใต้คำอ้างของความขัดแย้งเชิงอุดมคติเท่านั้นเอง

การแสดงออกความขัดแย้งเชิงอุดมคติจริงๆนั้น ควรเป็นการหา merit ของสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งยึดถือ และเปรียบเทียบกับข้อเสียต่อสังคมของสิ่งที่ถูกยึดถือนั้น เพื่อดูว่าสิ่งนั้นยังคงต้องถูกอนุรักษ์ต่อไปไหม