Note 2: Touchable museum

by Sirinon Suwanmolee

The second day of Hands trip, we visit Aceh tsunami museum. First part of the building we have to pass through the water tunnel. So they have the caution about PTSD and health concern because this water tunnel is covey the sense of the drown and the condition of tsunami เรื่องน้ำและการกลัวความมืด รวมถึงโรความดันและโรคหัวใจอยู่ก่อน (นี่เรากำลังจะเข้าบ้านผีสิง) ถ้าหากท่านใช้รถเข็นวีลแชร์และมีอาการที่ว่ามา กรุณาไปเข้าประตู 2

พอเดินเข้ามาแล้วทางผ่านจุดนี้ให้เดินเรียงหนึ่งผ่านอุโมงค์น้ำตก Zone ความเศร้า คือ เค้าต้องการจะสื่อถึงความมืด น้ำ การหายใจไม่ออกของการจมน้ำ ตรงนี้รู้สึกว่า Perception มันต่างจากที่สึนามิของไทยเรา ตรงที่อาเจะห์มันเกิดเหตุตอน 8 โมง ตอนนั้นอาจะยังแดดไม่แรง ขณะที่ของไทยเรานี่เกิดเกือบ 10 โมง เวลาที่เด็กวาดภาพสึนามิออกมา เด็กจะวาดภาพท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแล้วมีเฮลิคอปเตอร์บินมากันหมดเลย ส่วนของที่นี่เด็กๆวาดภาพยังไงมั่ง ยังไม่ได้เห็น

โซนถัดมา ยังอยู่ในโซนของความเศร้าบนจอแต่ละจอที่ทำแท่นขึ้นมาแยกกันเหมือนป้ายหลุมศพ จะฉายให้แต่ละคนดูภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อ 26 ธันวา 2004

ห้องถัดมาเป็นโถงของรายชื่อผู้สูญเสีย

แบบเดียวกับบ้านน้ำเค็ม ใครดูใครก่อน?

ถัดจาก Zone เศร้า ก็มีทางเชื่อมไปโซนความสูญเสีย และโซนปัญญา คล้ายจะข้ามพ้นจากห้วงของความเศร้าโดยมีนานาชาติ (ที่ห้อยอยู่บนหลังคา) เป็นผู้ที่พาไปสู่ความรู้และการเตรียมรับมืออาเจะห์จากสึนามิ

เดี๋ยวก่อนที่นี่เค้าออกแบบพื้นที่ของการเรียนรู้เพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็น 4 โซนค่ะ ประกอบด้วย 1) โซนความกลัว 2)โซนความเศร้า 3)โซนความหวัง 4)โซนรู้รอด

สำหรับโซนนี้ เขาเริ่มต้นสิ่งที่แสดง ด้วยสิ่งที่คนที่นี่ภาคภูมิใจก็คือ ความขัดแย้งที่ยุติลงได้ หลังจากสึนามิ ข้างล่างเป็นภาพปืนที่ซ่อนไว้ขึ้นสนิมหมดหลังจากโดนสึนามิ

คนหนีสึนามิ

เรือปั่นไฟ ที่ไปดูของจริงมาแล้วเมื่อวาน แสดงเส้นทางที่มันถูกน้ำพัดมาไว้ที่นี่

มีทำจำลองไว้ที่นี่ด้วย

กุรอ่าน และ ถ้วย ถัง กาละมัง หม้อ มอเตอร์ไซค์ ที่โดนสึนามิพัด เขาก็เก็บรวมไว้ที่นี่ (ของบ้านเรานั้นอยู่ที่ไหน เสียดายไม่ได้มีใครเก็บมาเข้าพิพิธภัณฑ์มั่ง)

กุรอ่าน

จักรเย็บผ้า

ของมีค่า

อันนีี้เรายังไม่ได้ไปดู

ของจริงหน้าตาแบบนี้ ซึ่งก็มีเรื่องเล่าคล้ายๆกัน คือ เรือที่ถูกซัดมานั้นพาคนรอด เรือที่พาคนรอดก็เอามาทำอนุสาวรีย์ไป เรือที่พาคนตายก็เอากลับลงน้ำ

ข้อดีของทริปนี้คือ มี Curator (คนเล่าเรื่อง) ตลอดทริป ถ้าอยู่นอกสถานที่ก็มี Ibnu ซึ่งเป็น participant เล่า ถ้าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็มีเจ้าหน้าที่เล่า

Aceh before

Aceh After

ความเสียหายของตัวเมือง คือ คลื่นมันสูงถึงชั้นสอง ส่วนถ้าอยู่หน้าหาด คลื่นก็ถึงหลังคา

ถัดจากโซนความเสียหายก็เป็นโซนปัญญา การเคลื่อนตัวของพลังานใต้เปลือกโลก เอ๊ะ ทำไม บ้านเราไม่ค่อยมีพิพิธภัณฑ์แบบนี้

สึนามิอาเจะห์เกิดขึ้นได้ยังไง

โซนนี้มีการบรรยายด้วยวิดิโอและอนิเมชั่นหลายจุด

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อคลื่นมา — ถ้าโดนน้ำพัด ให้หาฟูกที่นอน แกลลอน กะละมัง อะไรที่ลอยน้ำได้ เกาะเป็นทุ่นไว้

ถ้าเจอตึกแล้วตะกายขึ้นได้ให้รีบขึ้น เพราะ aftershock จะมาอีก และน้ำจะแรงมาก

พยายามลอยตัวบนผิวเอาตัวเองให้ปลอดภัยก่อนอย่าเพิ่งห่วงผัว

สมบัติที่แบกมานั้นถ้ามันหนักจากเอาตัวรอดจากผิวน้ำไม่ไหว

จงทิ้งและปล่อยมันไป จะได้ตัวเบา และจะได้รอด

ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 1–9 ริกเตอร์ จะรู้สึกและเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง

ยังมีหลายอย่างที่นีึ่นั่นมี แต่เราไม่ได้เอามาเล่าค่ะ ส่วนของที่เราอยากให้มีบ้างคือ Seismic Table ถ้าเราลอง DIY เอามาทำเองมั่งเนี่ย น่าจะเอามาใช้ Workshop ประกอบบ้านโมเดลหลังเล็กๆ แล้วเอามาเขย่าดู ว่าเกี่ยวคานแบบไหนพังไว ทำโครงสร้างหลักแบบไหนพังช้า

บ้านจำลองแผ่นดินไหว อันนี้สัปดาห์วิทยาศาสตร์เคยเอามาแล้ว

ถัดจากโซนนี้เราก็ไปชมดาดฟ้า

และพบว่า จริงๆแล้วพิพิธภัณฑ์ของเรามันเป็นรูปเรือ

ส่วนช่วงสาย ลากยาวไปถึงบ่ายนี่ เรามีบรรยายเรื่องแนวคิดของพิพิธภัณฑ์นี้โดย ภัณฑารักษ์

เมืองทั้งเมืองมีพิพิธภัณฑ์อะไรบ้าง และ เรารวบรวมอะไรไว้บ้าง

รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ของเค้า ซึ่งส่วนที่ชอบก็คือ ในอนาคตจะมีการรวม Digital Archive จากสื่อต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน

ความรู้ที่ได้จากส่วนนี้ก็คือ เรื่องของวงจร DRR ที่ยอมรับว่า ความจนนี่แหละ ที่เป็นต้นตอของความเปราะบางที่ทำให้การจัดการมันวน loop ไปเจ็บและจนไม่สิ้นสุด การจัดการมิติของความจนและ Basic need จึงจำเป็นต้องทำพร้อมกันไปด้วย

เพราะภัยพิบัติมันเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน ทั้งภัยช้าๆ ภัยเร็วๆ ภัยมนุษย์ ภัยธรรมชาติ

เราจึงควรทำพิพิธภัณฑ์ Dark side ไปพร้อมกัน (แต่ไม่ค่อยมีใครไปดู เพราะมันยังเปราะบางในประเด็นทางจริยธรรม) ปล. เค้ามีเว็บรวม dark tourism ด้วยนะ http://www.dark-tourism.com/index.p...

สรุปแล้วสำหรับที่พิพิธภัณฑ์นี่เสร็จจาก Lecture 3 คน ก็ได้ทำสัมภาษณ์น้องผู้ประสบภัย ก่อนที่จะได้ข้ามถนนตามไปดูอนุสาวรีย์อีกจุด ซึ่งระหว่างทางนั้นอิชั้นก็ข้ามถนนตามเค้าไปไม่ทันเพราะมัวแต่ดูปลากัดอยู่

สำหรับชมรมคนรักปลาคะ มั่นใจได้ว่า ปลากัดบ้านเรางามกว่าค่ะ

โดยสวนตรงข้ามพิพิธภัณฑ์นี้ก็เป็นแนวลานกีฬา ที่มีอนุสาวรีย์แสดงความขอบคุณแก่ประเทศต่างๆตั้งไว้รอบสนาม

เช่น ป้ายขอบคุณ

เครื่องบินที่มาช่วย

อนุสาวรีย์ขอบคุณที่ เด็กก็ปีนเล่น

สรุป สิ่งที่เรียนรู้ การออกแบบที่พิจารณาภาพรวมก่อน มันช่วยให้เราจัดการกับ loop ของปัญหา ที่จะเสริมแรง หรือ ตัดตอนได้ถูกจุด สิ่งที่รู้สึก อาเจะห์คือ ภาพของสามจังหวัดชายแดนใต้ที่สงบสุข ถ้าสงบแล้วกลับมาทำท่องเที่ยวชุมชนก็น่าจะได้ภาพฝันประมาณนี้ Feedback ของวันนี้ยอมรับว่าบรรยาย (lecture) เยอะจริง

แถมท้าย ภาพเขียนในห้องบรรยาย สังเกตว่า เขาลงสีท้องฟ้าเป็นสีตอนเช้าอยู่เลย ขณะที่บ้านเราแทบทั้งหมดจะวาดท้องฟ้าสีฟ้า เพราะวันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสและตอนนั้นมันสายเกือบสิบโมงแล้ว

ทำตัวดีๆ วันนี้จะให้กินหมี่อาเจะห์

สั่งหมี่อาเจะห์กับทะเลอะไรก็ได้ แต่อย่าได้สั่งปูเป็นอันขาด เพราะมันจะมาทั้งตัว !