บทเรียนที่ได้จากมหาลัย

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถ้านับจากวันรับปริญญาของผมก็เพิ่งผ่านไปได้เพียงสองสามวัน ก่อนจะจากกันเขาถามผมว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้รับมาจากมหาวิทยาลัย
ในตอนนั้นผมไม่ทันได้คิดให้ลึกซึ้ง จึงตอบไปแบบสวยๆว่า

ความรู้วิชาชีพที่ทำให้ผมสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างสุจริตครับ

แต่หลังจากนั้น ผมก็เฝ้าถามตัวเองตลอดเวลาว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่

หลังจากคิดทบทวนชีวิตในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้าย ในที่สุดผมก็มั่นใจว่านี่แหละ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตนักศึกษาของผม

ตัวผมนั้นเข้ามาเรียนด้วยความภาคภูมิใจในสถาบัน ทั้งที่จากมาและที่แห่งใหม่นี้ 
ผมคิดว่าเพื่อนใหม่จะต้องชอบเรื่องวีรกรรมของผมสมัยมัธยมแน่ๆ
แต่ผิดคาด…ทุกคนเฉยชากว่าที่คิด

เวลาไปอธิบายให้เพื่อนต่างคณะต่างสาขาฟังว่า ทำไมผมถึงเลือกเรียนคณะสาขาวิชานี้ มันดีมันเจ๋งอย่างไร
…แต่ทุกคนกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า

ความภูมิใจของเรา สำหรับคนอื่นมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย

แต่ก็นั่นแหละ ผมเองก็ไม่ได้รู้สึก ว้าว หรือตื่นเต้นกับเรื่องของคนอื่น เท่าที่เจ้าตัวรู้สึกมากเท่าไรเช่นกัน

หลังจากนั้น ผมเลยเก็บความภูมิใจของตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่ไหนก็ตาม เราขอภูมิใจของเราคนเดียวเงียบๆจะดีกว่า
คิดๆแล้วก็ตลกตัวเองนะ ที่มีโมเม้นท์น้อยอกน้อยใจในตอนนั้นด้วย

มีช่วงหนึ่งที่ทางรุ่นพี่ที่คณะจัดสอนเพลงเชียร์เพื่อสอนนักศึกษาเข้าใหม่ รุ่นพี่เขาบอกว่าอยากให้มาร่วมกิจกรรมกันเยอะๆ รุ่นพี่รุ่นน้องจะได้สนิทและสามัคคีกัน
ผมในตอนนั้นยังไฟแรง พยายามชวนเพื่อนๆมาร่วมกิจกรรม จนกระทั่งไปสร้างความเข้าใจผิดเข้าโดยไม่ได้เจตนา ก็เป็นเรื่องดราม่าอยู่พักหนึ่ง

ผมเลยบอกตัวเองว่า พอแล้ว เราพยายามในเฉพาะในส่วนของเราเองก็พอ

พอจบกิจกรรม ถึงได้พบว่า ผมก็ยังเป็นผมเหมือนเดิม ผมไม่อาจจะสร้างความสามัคคีกับเพื่อนหรือสนิทกับรุ่นพี่ได้
ในทางกลับกัน เพื่อนบางคนกลับสามารถพูดคุย หยอกล้อกับรุ่นพี่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ชีวิตในมหาวิทยาลัยของผมตอนนั้นก็เซๆไปพักหนึ่ง การเรียนก็ทำได้ไม่ดีนัก

จนวันหนึ่ง ผมได้คุยกับรุ่นพี่ต่างคณะคนหนึ่งที่ผมนับถือมาก เขาบอกว่า ช่วงแรกๆต้องปรับตัวให้ชินกับชีวิตในมหาวิทยาลัยให้ได้

คนอื่นๆเขาไม่ปรับตัวมาหาเราหรอก เราต่างหากที่ต้องปรับตัวเข้าหาเขา

แล้วผมก็พยายามปรับตัวเองตลอดเวลา เรียนรู้ว่าสังคมนี้เป็นแบบไหน หรือสังคมนั้นต้องวางตัวอย่างไร ตอนแรกอาจจะติดๆขัดๆบ้าง เพราะไม่ชินกับการสวิทช์โหมดไปมา แต่ไม่นานผมก็ตั้งตัวได้ และได้รู้ว่า เรามีอิสระที่จะเลือกสังคมที่จะอยู่ 
หลายๆสังคมที่ผมอยู่แล้วอึดอัด ไม่มีความสุข ผมก็ปลีกตัวออกมา

ผมเรียนมาจนถึงปีสี่ พอมีเพื่อนที่สนิทๆได้บ้าง ด้วยความที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน
บางครั้งเราก็จะชวนกันไปกินเหล้า เพื่อพูดคุยกันเรื่องราวต่างๆ

หัวข้อที่มักจะพูดกันบ่อยๆคือ การหยิบเพื่อนมาคนหนึ่ง แล้วพูดเรื่องของคนๆนั้น
ว่าง่ายๆก็คือนินทา นั่นแหละ เราฟังคนที่เรารู้จักในมุมมองของอีกคนหนึ่ง ได้รู้เรื่องราวชีวิตของเขาที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน เข้าใจในเหตุผลที่เขาทำ แล้วแสดงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สิ่งที่ผมได้เห็นคือ ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ทุกๆคนที่เราเห็นนิสัยอย่างนั้น ชอบอย่างนี้ หรือมีมุมมอง ทัศนคติไม่เหมือนเรา เพราะทุกคนล้วนมาจากคนละที่ 
เขาถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาในแบบของเขา ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตมาตามสภาพแวดล้อมของเขา นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราคิด พูด หรือทำอะไรไม่เหมือนกัน

ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง

ผมอาจจะเคยตัดสินใครๆ โดยใช้ความคิดของตัวเอง แต่หลายๆเรื่องราวของหลายๆคนที่ฟัง ทำให้ผมเข้าใจความแตกต่างตรงนี้มากขึ้น และอีกอย่างหนึ่งก็คือ

ไม่ใช่แค่เรานะที่พยายามปรับตัวเข้าหาสังคม แต่คนอื่นก็พยายามเหมือนกัน

สิ่งต่างๆที่เขียนเหล่านี้ บางท่านอาจจะพอทราบอยู่บ้างแล้ว ก็ขออภัยที่ทำให้เสียเวลา แต่ผมก็ยังเชื่อว่า มีคนที่เป็นเหมือนผมอีกหลายๆคนก็ยังหลงทางชีวิตในช่วงแรกๆ และต้องการให้มีใครมา จุดประกายอะไรในใจอีกครั้ง เขาถึงจะสามารถหาทางออกด้วยตัวเองได้ 
ตัวผมเองก็หวังเอาไว้แบบนั้นนะครับ