เดินเข้าซอย Data Science, Maker และ Design Thinking 1

ในปี 2016 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ผมได้มีโอกาสขยายความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองออกไปอย่างกว้างขวางที่สุดปีหนึ่ง เป็นปีที่ถนนแห่งปัญญาพาเดินออกจากถนนสายหลักที่คุ้นเคยไปเข้าซอยเล็กซอยน้อยอย่างไม่บันยะบันยังด้วยความตั้งใจ บางซอยเดินเข้าไปแล้วก็เจอซอยตันไปต่อไม่ได้ บางซอยยิ่งเดินยิ่งสนุกยิ่งเดินลึกยิ่งมีซอยแยกเล็กๆเต็มไปหมด กำลังเริ่มๆสนุกกับเรื่องราวกับคนในซอยหนึ่ง ก็มีคนมาชวนไปเดินอีกซอยซึ่งก็พบว่ามันสนุกสนานได้ไม่แพ้กัน เป็นต้องกระโดดไปแจมในซอยใหม่ทันที เจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้งหลายคราจนไม่เคยเดินไปถึงก้นซอยได้สักที
 
แต่ชีวิตก็ไม่ได้เพียงแค่เดินตามซอยเท่านั้น หลายครั้งก็ต้องออกมาเดินถนนใหญ่บ้าง เดินเข้าออกซอยเล็กซอยใหญ่สลับกับถนนใหญ่อยู่ตลอดปี ทำให้พอมองเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างของซอยแต่ละซอย รวมถึงความเชื่อมโยงของซอยเล็กซอยน้อยทั้งหลายกับถนนใหญ่ที่น่าสนใจ แม้ว่าในตอนแรกภาพที่เห็นยังค่อนข้างเบลอๆอยู่ แต่พอได้ลองค้นลงไปในรายละเอียดก็ได้เห็นเค้าลางของความเชื่อมโยงได้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ซอยแรกๆที่ผมเข้าไปเดินเล่นตั้งแต่ต้นปี 2016 คือซอยที่มีชื่อว่า Data Science ซึ่งเป็นการเดินเข้าซอยแบบมึนๆ คนเดียว เพราะแม้ว่าจะเรียนและทำงานในสายเทคโนโลยีมาเป็นสิบสิบปี แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ฟังหรือสนทนากับคนในซอยได้มากนัก ออกมานอกซอยก็ไม่มีคนที่รู้เรื่องให้คุยด้วย โชคดีที่ได้รู้จักกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ชื่อว่า MOOC (Massive Open Online Course) ที่ทำให้สามารถขยายขอบเขตความรู้และปัญญาออกไปได้ในเกือบทุกสาขาที่เราอยากรู้ จากการดุ่มๆ เข้าไปเรียนคอร์สออนไลน์ที่มีอยู่มากมาย (และส่วนใหญ่ฟรี) ก็ทำให้พอจะเริ่มเข้าใจภาพรวมของซอยนี้อยู่พอสมควร เดินตลุยเข้าออกตามซอยต่างๆ ทำความรู้จักกับกลุ่มเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Big Data, Hadoop, NoSQL แล้วเลี้ยวเข้าซอยแยกไปสังสรรค์กับกลุ่มฮาร์ดคอร์อย่าง Prediction และ Machine Learning (ML) รวมถึงการได้ทดลองภาษาและเครื่องมือใหม่ๆ อย่าง R, Phyton และ Tableau เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าเราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อสร้างลักษณะข้อมูลในเชิง Evidence -Based Data-Driven Decision Making Model สำหรับธุรกิจในสเกลต่างๆ ได้อย่างไร 
 
ระหว่างที่กำลังสนุกอยู่ในซอย Data Science ก็ได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของคริส แอนเดอร์สัน นักเขียนที่ผมติดใจมาตั้งแต่ที่แกเขียน The Long Tail โดยหนังสือที่ว่านี่ชื่อภาษาอังกฤษคือ Makers: The New Industrial Revolution พอแปลเป็นภาษาไทยมีชื่อเป็น “Makers รวยเป็นล้าน ผลิต คิด ขาย เอง” ซึ่งน่าจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ามันเป็นพวกหนังสือฮาวทูดาดๆที่มีอยู่เต็มแผงหนังสือ รวมทั้งผมด้วย แต่โชคดีที่เหลือบเห็นชื่ออีตาคริส แอนเดอร์สันบนปกทำให้ไม่พลาดหนังสือที่อ่านสนุกและประเทืองปัญญาสำหรับศตวรรษที่ 21 เล่มนี้ไป สนุกจนผมอ่านซ้ำสองรอบในเวลา 3 เดือนเลยทีเดียว และเป็นหนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้ผมเดินเลี้ยวเข้าซอย Maker Culture อย่างมึนๆ แบบซอยแรก เหตุผลก็คล้ายๆกันคือคุยกับคนในซอยไม่ค่อยรู้เรื่อง คนรอบข้างก็ไม่ค่อยมีใครสนใจจะคุยด้วย ก็ต้องใช้มุขเดิมคือหันไปใช้บริการ MOOC ที่มีบริการครบทุกเรื่องที่อยากรู้ ซอยนี้มีซอยเล็กซอยน้อยให้ได้ซอกซอนแวะเวียนไปอย่างสนุกสนานตามความสนใจ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่เรียกว่า Additive Manufacturing โดยใช้ 3D Printing ที่เติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วจนถูกคาดการณ์ว่ามันจะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่เลยทีเดียว และเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นของการเกิด Digital Modeling and Frabrication ที่ทำให้อำนาจการผลิตกลับมาอยู่ในมือคนตัวเล็กๆที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้อีกครั้ง กระทั่งประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศอย่างเชื่อมั่นว่า Maker Culture เป็นหนึ่งในแนวทางที่จะนำพาเศรษฐกิจประเทศอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเลยทีเดียว

กลุ่ม Maker อีกกลุ่มก็กำลังปลุกปล้ำกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กขนาดนามบัตรที่ชื่อว่า Raspberry Pi ที่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีโปรดของเหล่า Maker ทั่วโลก ด้วยประจักษ์พยานของยอดขายถล่มทลายกว่า 11 ล้านชิ้นในเวลาเพียงแค่ 4.5 ปี เกิดแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์มากมายจากกลุ่ม RasPi ทั่วโลก ตั้งแต่ Robot เด็กๆ จนถึงอุปกรณ์ Smart Farm และ IoT (Internet of Thing) ได้มีโอกาสพบเจอคนเก่งๆ ประเภทคิดแล้ว ทำได้มากมาย เป็นซอยที่สนุกสนานและมีทางแยกเชื่อมต่อกันมากมายไม่สิ้นสุด
 
อีกซอยหนึ่งที่ได้มีโอกาสเดินเข้าไปเที่ยวเล่นคือซอยที่ชื่อว่า Design Thinking ที่เป็นซอยที่ทำให้ผมเข้าใจความสำคัญของ กระบวนการคิดในเชิงออกแบบ และนำพาไปสู่เข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งที่ได้พบเจอในสองซอยแรกมากขึ้น ยิ่งเมื่อเดินออกจากซอยทั้งหลายมาที่ถนนใหญ่ ก็จะยิ่งเห็นว่ากระบวนการคิดแบบ Design Thinking นั้นนอกจากจะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างซอยต่างๆ รวมถึงการเชื่อมโยงมายังถนนใหญ่แล้วยังช่วยให้เห็นและเข้าใจว่าจะต่อยอดการเชื่อมต่อไปยังระดับสากลได้อย่างไร และส่วนสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวเชื่อมซอยสามซอยนี้เข้าด้วยกันมีชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นั่นเอง

ถ้าจะลองเขียนเป็นไดอแกรมก็คงจะได้ประมาณนี้

แน่นอนว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ไม่ได้อ้างอิงมาจากทฤษฏีใดๆ เป็นเพียงข้อสรุปจากประสปการณ์ส่วนตัวทั้งสิ้น บอกไม่ได้ว่าผิดถูกประการใด เพราะยังไม่ได้เดินครบทุกซอย โดยตั้งใจว่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเริ่มต้นศึกษาหาความเป็นไปได้ของการพัฒนาแนวคิดนี้ออกไปให้ไกลที่สุด หนึ่งนั้นเพื่อประโยชน์แก่ตัวเองทั้งสิ้น เป็นการบังคับให้ต้องศึกษาค้นคว้าและบันทึกเป็นหลักฐาน อีกส่วนหนึ่งก็หวังว่าจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่อยู่ในซอยต่างๆ อย่างมีอรรถรสและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจพอสมควร

ขออนุญาติเชิญชวนออกมาคุยกันข้ามซอยเพื่อความครึกครื้นอย่างสร้างสรรค์กันนะครับ

Like what you read? Give Noppadol Weerakitti a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.