ความไม่สมบูรณ์ของ Marshmallow experiment

แต่เล็กจนโต พวกเราถูกสอนให้อดทน อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ออมเงินวันนี้เพื่อความมั่งคั่งในวันหน้า เราถูกปลูกฝังสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด คำถามคือว่า สิ่งเหล่านี้มันสัมฤทธิ์ผลมั้ย ในความเป็นจริง อาจใช่และไม่!!! แต่ในทางทฤษฎีแล้ว แนวโน้มคือใช่ ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากสุดยอดงานวิจัยของนักวิจัยจาก Stanford ช่วง 1990 “Marshmello Experiment”

Marshmello experiment หนึ่งใน social-science research ที่ขึ้นชื่อที่สุด และเป็นรากฐานของงานทางจิตวิทยามากมาย กล่าวคือ เด็กอายุ 3–5 ปี ถูกนำมาวิจัย โดยนักวิจัยให้เด็กมานั่งหน้าจาก marshmello (ของโปรดของเด็ก) โดยนักวิจัยบอกว่าถ้าเด็กไม่กิน marshmello เป็นเวลา 15 นาที นักวิจัยจะให้ marshmello เพิ่มอีก 2 ชิ้น ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มเด็กที่อดใจได้และไม่ได้ ทีนี้นักวิจัยก็ติดตามความเป็นไปในชีวิตของเด็กกลุ่มทดลอง ต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่น ซึ่งพบว่ากลุ่มเด็กที่อดใจได้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า โดยวัดจาก ผลการสอบ และ Body Mass Index ซึ่งแสดงถึงการดูแลรูปร่าง ซึ่งนั่นเองนำมาซึ่งข้อสรุปสำคัญของแวดวงการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็กว่า ความสามารถในการอดใจ (will power — แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หรือแรงใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสำเร็จจากภายใน) และ Delay gratification-ความสามารถในการเลื่อนสิ่งที่ทำให้พึงพอใจออกไปในระยะสั้น เพื่อนำสู่ความสำเร็จในระยะยาว (แต่ปัจจุบันทำได้ยากขึ้นเพราะทุกอย่างเป็น gratification เสียหมด) คือหัวใจของความสำเร็จในอนาคต เช่น อดใจต่ออาหารที่อ้วน ตั้งใจอ่านหนังสืออ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง ฯลฯ ซึ่งงานวิจัยนี้ถูกนำมาอ้างอิงเป็นอย่างมาก

ทีนี้ ได้มีการทดลองที่นำ marshmello experiment มาทำซ้ำเมื่อกลางปี 2018 ที่ผ่านมา โดยทดลองกับกลุ่มใหญ่ขึ้น ควบคุมตัวแปรได้มากขึ้น (ของเดิม 30 และเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ Stanford ส่วนของใหม่เป็น 900 จากกลุ่มคนที่หลากหลายกว่า) เช่น ฐานะทางบ้าน การศึกษาพ่อแม่ สิ่งที่พบที่น่าสนใจมากๆคือ เด็กที่อดใจได้นั้นมาจากครอบครัวที่ฐานะดีกว่า พ่อแม่มีการศึกษาดีกว่า ซึ่งนั่งหมายความว่าความพร้อมที่มากกว่าทำให้เด็กรู้ว่าถ้าเด็กอดอันนี้แล้วยังได้กินอีก แต่เด็กที่มีความพร้อมต่ำกว่าที่เลือกกินนั้น เพราะเขาได้ตัดสินใจได้ดีที่สุดในสิ่งที่มี ณ ตอนนั้น การอดทนอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็เป็นได้ หมายความว่า ด้วยพื้นเพที่มีความพร้อมต่ำ นั่นอาจเป็นครั้งเดียวที่เด็กเหล่านั้นจะมีโอกาสกิน marshmello ก็ได้ หรือเขาอาจมีประสบการณ์ที่พ่อแม่ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้เนื่องจากฐานะ เป็นต้น

ถึงแม้จะได้ข้อสรุปที่แตกต่างออกไป แต่นักวิจัยกลุ่มนี้ก็ยังให้เครดิตกับ will power/self-control/delay gratification ว่ายังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ แต่เป็นการลดความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านี้กับความสำเร็จในอนาคตที่ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีก ทั้งนี้ เพราะจากงานทดลอง marshmello ดั้งเดิมนั้น ทำให้ผู้ปกครองของเด็กที่เลือกที่จะกินมีความกังวลต่ออนาคตของเด็ก และการเรียนการสอนก็มุ่งเน้นที่ will power เป็นอย่างมาก

เอาล่ะ ลองมองย้อนดูสิ่งต่างๆใกล้ตัวดู ว่ามันคุ้นๆมั้ย

  • ลดน้ำตาล ไขมันมาได้ 3 อาทิตย์แล้วก็ตบะแตก
  • เราถูกสอนให้ออมเงินวันละนิดเพื่อสร้างนิสัย ทุกคนรู้ว่าดี แต่ส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้นาน
  • ทำไมการห่างจาก social media เพื่อโฟกัสกับการอ่านหนังสือสอบหรือทำงานให้เสร็จมันช่างยากเย็นเสียนี่

ตัวอย่างที่กล่าวมาอาจจะไม่เกี่ยวกับ marshmello experiment โดยตรงนัก แต่ก็เป็นการบอกว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกมากนัก จริงแล้วยังมีงานวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจอีก เช่นว่า will power เป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ต้องการการ recharge หรืองานวิจัยที่บอกว่า gratification หรือความพึงพอใจ/rewards อาจเป็นหลุมพลางของความสำเร็จได้ ซึ่งไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังต่อไป…